กระดังงาสงขลา

By -

ชื่อสามัญ: Dwarf Ylang-Ylang, Ilang-Ilang
ชื่อวิทยาศาสตร์: Canangium fruticosum Craib
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์: Cananga odorata var. fruticosa (Craib) J.Sinclair, Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson var. fruticosa (Craib) J.Sinclair, Cananga odorata Hook.f. & Thomson var. fruticosa (Craib) Corner
ชื่อวงศ์: ANNONACEAE
ชื่ออื่นๆ : กระดังงาสาขา, กระดังงาเบา, กระดังงอ, กระดังงางอ, ดังงากระดังงาสงขลา

กระดังงาสงขลา เป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับกระดังงา มีถิ่นกำเนิดในจังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นพืชหายากที่ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้ มักนิยมปลูกไว้ตามบ้านเรือนเพื่อเป็นไม้ประดับให้กลิ่นหอม นำไปใช้ประโยชน์ทางยาสมุนไพร หรือสกัดทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหอมต่างๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
เป็นไม้ยืนต้นที่มีทรงพุ่มขนาดเล็ก มีความสูงของลำต้นประมาณ 1-3 เมตร เปลือกลำต้นมีสีเทาอมน้ำตาล แตกกิ่งก้านตั้งฉากกับลำต้นเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักห้อยลงมา เนื้อไม้เปราะหักง่ายไม่ค่อยแข็งแรงทนทาน

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปรี โคนใบมนและเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลม แผ่นใบบางเรียบสีเขียว ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย มีเส้นแขนงใบประมาณ 8-9 คู่ ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 5-8 ซม. ยาวประมาณ 10-14 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 1-2.5 ซม. ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน

ดอก
กลีบดอกมีลักษณะอ่อนนิ่ม เรียวยาวบิดเป็นเกลียว ปลายกลีบแหลมและม้วนงอขึ้นเล็กน้อย มีกลีบดอกประมาณ 15-24 กลีบ ความกว้างของกลีบมีประมาณ 0.5-1.8 ซม. ยาวประมาณ 5-9 ซม. กลีบดอกจะเรียงซ้อนกันหลายชั้นๆ ละ 3 กลีบ โดยที่กลีบชั้นนอกจะมีขนาดใหญ่และยาวกว่ากลีบชั้นใน ดอกที่ยังอ่อนจะมีสีเขียวอ่อนไม่มีกลิ่นหอม และจะส่งกลิ่นหอมแรงเมื่อดอกกลายเป็นสีเหลืองอมเขียวหรือสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงรูปไข่ปลายแหลม สีเขียว มีความกว้างประมาณ 6 มม. ยาวประมาณ 1.2 ซม. ก้านดอกยาวประมาณ 4-6 ซม. ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง จะส่งกลิ่นหอมมากในช่วงเช้าและเย็น สามารถให้ดอกได้เกือบทั้งปี

ผล
กระดังงาสงขลาจะเริ่มให้ผลหลังจากที่ดอกหลุดร่วงไปแล้ว ผลเป็นลักษณะผลกลุ่มที่ประกอบไปด้วยผลย่อยประมาณ 8-10 ผล ลักษณะผลเป็นรูปทรงกลมรี ปลายแหลม เปลือกผลเรียบ เมื่อยังอ่อนจะเป็นสีเขียว และกลายเป็นสีเขียวอมเหลืองไปจนถึงสีแดงอมม่วงเมื่อแก่เต็มที่ มีขนาดความกว้างของผลประมาณ 1.2 ซม. ยาวประมาณ 1.5-1.8 ซม. ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อนเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์
สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำ และการตอนกิ่ง ต้นกระดังงาสงขลาที่ได้จากการเพาะเมล็ดมักจะเจริญเติบโตและมีความแข็งแรง ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี แต่จะให้ดอกช้า ส่วนการปักชำและตอนกิ่งแม้จะให้ดอกได้เร็วแต่ก็ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากกิ่งของกระดังงาสงขลามีความเปราะและหักได้ง่าย

กระดังงาสงขลา เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน หากได้รับแสงได้ไม่เต็มที่ลำต้นมักไม่แข็งแรง และให้ดอกได้น้อย แม้เป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก ต้องการความชื้นสูง แต่ก็ไม่สามารถทนต่อสภาพน้ำที่ท่วมขังได้ ดังนั้น ดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้จึงต้องการระบายน้ำได้ดี และมีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร ในระยะแรกของการปลูกควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น เมื่อต้นแข็งแรงขึ้นอาจให้แค่วันละ 1 ครั้งก็ได้ เป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงมารบกวน

ประโยชน์
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกที่สวยงามให้กลิ่นหอมแรง สามารถให้ดอกดกได้เกือบทั้งปี ดอกสามารถใช้รับประทานเป็นผักสด นำไปปรุงเป็นยาสมุนไพร หรือสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ใช้เป็นส่วนผสมในยาลดความดันโลหิต ช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง ใช้ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และยีสต์ ช่วยไล่แมลง ใช้ทำเครื่องหอม น้ำหอม หรือเครื่องสำอางที่ช่วยลดความมันบนใบหน้า ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำขนม อบขนม อบข้าวแช่ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้นได้

สรรพคุณทางยาโบราณ
ดอก-ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน แก้อาการจุกเสียด

เกสร-ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ประเภทต่างๆ

ลำต้น-ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

ราก-ใช้เป็นยาคุมกำเนิด