กระท้อนพันธุ์คานหาม

By -

ชื่อสามัญ Sentul, Santol, Red sentol, Yellow sentol
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sandoricum koetjape Burm.f. Mer.
ชื่อวงศ์ MELIACEAE
ชื่ออื่นๆ กระท้อน, สะท้อน, มะต้อง, มะตื๋น, บักต้อง, ล่อน, เตียน, สะตู, สะโตกระท้อน

กระท้อนเป็นไม้ผลยืนต้นเขตร้อนที่สามารถทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แถบอินโดจีน และมาเลเซียตะวันตก ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังอินเดีย บอร์เนียว อินโดนีเซีย โมลุกกะ มอริเชียส และฟิลิปปินส์ พบเจริญเติบโตอยู่ทั่วไปในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 100-700 เมตร ชอบดินอุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งน้ำ เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีความสำคัญอีกชนิดหนึ่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
กระท้อนเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุอยู่ได้นานประมาณ 40-50 ปี ลักษณะเปลือกของลำต้นเป็นสีเทา มีความสูงประมาณ 15-30 เมตร

ใบ
มีลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ออกเรียงสลับกันอยู่บริเวณกิ่งประมาณ 3 ใบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน เมื่อแก่จัดจะกลายเป็นสีส้มอมแดง มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 6-15 ซม. ยาวประมาณ 8-20 ซม.

ดอก
ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบหรือปลายกิ่ง ในแต่ละช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยที่มีกลีบสีเหลืองนวลเป็นจำนวนมาก

ผล
มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมแป้น มีขนนุ่มๆ คล้ายกำมะหยี่ปกคลุมอยู่ทั่วผล ผลอ่อนมีสีเขียว มีน้ำยางจากผลเป็นสีขาว น้ำยางจะลดน้อยลงเมื่อผลสุกมีเปลือกผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ภายในผลจะมีปุยสีขาวที่พัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งในแต่ละสายพันธุ์จะมีรสชาติและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ขนาดผลมีตั้งแต่ประมาณ 5-15 ซม.

เมล็ด
ภายในผลจะมีปุยสีขาวหุ้มเมล็ดรูปรีสีน้ำตาลอยู่ประมาณ 3-5 เมล็ด แต่ละเมล็ดจะถูกห่อหุ้มอยู่ด้วยปลอกเหนียวๆ
สายพันธุ์ที่นิยมนำมารับประทานหรือทำเป็นการค้า ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์กระท้อนห่อที่มีรสหวานอร่อย เช่น พันธุ์อีล่า พันธุ์ปุยฝ้าย พันธุ์นิ่มนวล พันธุ์อินทรชิต พันธุ์ทับทิม พันธุ์ขันทอง พันธุ์เทพรส พันธุ์อีแดง ส่วนสายพันธุ์ที่นิยมนำมาแปรรูปเป็นกระท้อนดอง กระท้อนทรงเครื่อง หรือใช้ประกอบในอาหารต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีรสเปรี้ยว ให้ผลขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์
สามารถทำได้โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด และติดตา

ในปัจจุบันยังมีกระท้อนอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชื่อว่า “คานหาม” ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่ค่อยรู้จักกันสักเท่าไหร่ และยังมีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นอีกมากมาย เนื่องจากมีการขยายพันธุ์จนแตกต่างไปจากพันธุ์เดิม หรือเกิดจากการกลายพันธุ์

กระท้อนพันธุ์คานหาม มีปลูกกันมากที่จังหวัดนครนายก และที่บางกรวย จังหวัดนนทบุรี แต่สายพันธุ์ที่ปลูกในจังหวัดนนทบุรี มักจะให้ผลขนาดใหญ่ มีเนื้อที่เป็นปุยมาก และให้รสชาติหวานหอมอร่อยกว่า ต่อมาได้มีการปลูกและขยายพันธุ์กันบ้างในจังหวัดปราจีนบุรี

กระท้อนพันธุ์คานหามมีขนาดผลค่อนข้างโต มีทั้งที่เป็นรูปทรงกลม และทรงกลมแป้นในต้นเดียวกัน เปลือกผลบาง ลักษณะเนื้อปุยเหนียวฟู รสหวานหอมอร่อย เริ่มให้ผลผลิตเมื่อมีอายุประมาณ 4 ปี ให้ผลดกประมาณ 150-200 ผล/ต้น ผลที่โตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 1.3 กก./ผล จะให้ผลได้ดกยิ่งขึ้นเมื่อมีอายุประมาณ 7 ปีขึ้นไป

วิธีการปลูก
หากพื้นที่ปลูกเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ก็ให้ใช้วิธีปลูกแบบยกร่อง เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสะดวก ขุดหลุมปลูกให้มีขนาดความกว้าง ยาว และลึกประมาณ 50 เมตร เว้นระยะห่างระหว่างหลุมและแถวประมาณ 6 เมตร ก่อนปลูกให้ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุมประมาณ 1 กก./หลุม ใช้ฟางข้าวหรือหญ้าแฝกคลุมโคนต้น หมั่นดูแลรักษาและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ คอยตัดแต่งกิ่งให้มีทรงพุ่มที่เหมาะสม ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ให้บ้างพอสมควร รดรอบทรงพุ่มใต้โคนต้นด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ทำจากปลาหรือหอยเชอรี่ประมาณ 2-3 เดือน/ครั้ง จะช่วยให้ต้นกระท้อนสามารถเจริญเติบโตได้ดี  ควรให้น้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เริ่มติดช่อดอก ซึ่งจะทำให้ช่อดอกมีความสมบูรณ์ ติดดอกติดผลได้มากขึ้น

การห่อผล
สาเหตุที่ไม่ค่อยนิยมปลูกกระท้อนกันมากนัก ก็เนื่องมาจากต้องมีการห่อผลเพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูเข้าทำลาย การห่อผลจะช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งหลังจากที่ดอกบานมาแล้วประมาณ 80-100 วัน ผลจะเริ่มโตจนมีขนาดประมาณ 5-6 ซม. เปลือกผลมีสีเขียว เมื่อเปลือกผลกลายเป็นสีเขียวขี้ม้าก็ให้เริ่มทำการห่อผล โดยห่อเป็นผลเดี่ยวๆ ด้วยกระดาษสีน้ำตาล หากรอให้ผ่านไปอีกประมาณ 7-10 วัน เปลือกจะกลายเป็นสีเหลือง ซึ่งในช่วงนี้มักจะมีแมลงวันผลไม้เข้าทำลายได้ง่าย ไม่ควรห่อในขณะที่ผลยังเล็ก เนื่องจากจะทำให้ผลแคระแกร็นและหลุดร่วงได้ง่าย ควรฉีดพ่นสารสมุนไพรเพื่อป้องกันกำจัดแมลงและโรคที่เกิดจากเชื้อราก่อนการห่อผลประมาณ 2-3 วัน การห่อผลจะช่วยให้ได้ผลขนาดใหญ่ เนื้อผลมีคุณภาพดี ผิวผลสวยงามไม่มีตำหนิ

การบำรุงต้นด้วยน้ำสกัดชีวภาพสูตรต่างๆ ที่สามารถทำขึ้นใช้เองได้ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น จึงช่วยทำให้กระท้อนมีเนื้อนุ่ม รสหวาน และให้ผลผลิตมากขึ้น มีความปลอดภัยเมื่อนำไปบริโภค ผลผลิตในรุ่นแรกจะมีขนาดที่โตประมาณ 9-10 กรัม/ผล ส่วนรุ่นต่อๆ ไปอาจเล็กลงเหลือประมาณ 6-7 กรัม/ผล แต่ยังคงคุณภาพของเนื้อและรสชาติไว้เหมือนเดิม จึงทำให้ตลาดมีความต้องการกระท้อนสายพันธุ์นี้สูง แม้จะมีราคาค่อนข้างแพง

การเก็บเกี่ยว
หากสังเกตเห็นว่า บริเวณก้นของผลเป็นสีเหลืองจัด ก็แสดงว่าผลสุกเต็มที่แล้ว ให้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยใช้มีดหรือกรรไกรที่สะอาดตัดบริเวณเหนือขั้วผล แล้วนำไปเก็บในภาชนะที่สะอาดเพื่อรอการบรรจุและขนส่งต่อไป

การใช้ประโยชน์
ผล-ใช้รับประทานเป็นผลไม้สด ใช้ทำเป็นอาหารคาวหวานต่างๆ มากมาย มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หลายส่วนจากต้นมีฤทธิ์แก้อาการอักเสบ ส่วนสารที่สกัดจากกิ่งกระท้อนบางชนิดจะมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็ง แต่ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรบริโภค เนื่องจากกระท้อนเป็นผลไม้ที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจเข้าไปทำให้โรคกำเริบขึ้นได้ ส่วนคนปกติทั่วไปก็ไม่ควรบริโภคในปริมาณที่มากจนเกินไป เนื่องจากกระท้อนอาจมีสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ปนเปื้อน จนทำให้เกิดอาการอักเสบของปากและกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้อง แน่นหน้าอก และอาเจียนได้

ใบสด-ใช้ต้มน้ำอาบช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้

เปลือกต้น-ใช้ต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน

ราก-ใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด ใช้เป็นยาธาตุ ใช้ประกอบกับตัวยาอื่นๆเพื่อรักษาริดสีดวงทวาร

เมล็ด-สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงได้

เนื้อไม้-มีความแข็งแรง ทนทาน ใช้สร้างบ้าน ทำเป็นอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์