กานพลู

By -

กานพลูเป็นดอกตูมที่เกือบจะบานของต้นกานพลูอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Syzygium aromaticum Merr. et Perry มีชื่อพ้องหลายชื่อ เช่น Eugenia caryophyllata Thunb., Eugenia caryophylla (Spreng.) Bullock et Harrison, Caryophyllus aromaticus L., Eugenia aromatic (L.) Baill. ในวงศ์ Myrtaceaeกานพลู

คำ “กานพลู” มาจากภาษาอาหรับว่า “Karanaphul” ไทยเรียก “กรานพูล” มาแต่โบราณ แต่มีการคัดลอกตำราต่อๆ กันมาจนเพี้ยนเป็น “กรามพูล” บ้าง “กรามพลู” บ้าง ต่อมาแผลงเป็น “กานพลู” ปัจจุบันเพี้ยนต่อไปเป็น “กานพลู”

กานพลู (clove) เป็นทั้งเครื่องยาและเครื่องเทศ มีถิ่นกำเนิดแถวหมู่เกาะโมลุกกะ ปัจจุบันปลูกได้ในประเทศไทย ปลูกมากที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

พืชชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้น สูง ๙-๑๒ เมตร เรือนยอดเป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบ สีเทา ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม ใบรูปใบหอก รูปรี หรือรูปไข่กลับแคบๆ ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบด้านบนเป็นมัน มีต่อมน้ำมันมาก ใบอ่อนสีแดง หรือน้ำตาลแดง ดอกออกเป็นช่อเชิงหลั่น ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ยาวประมาณ ๕ ซม. ก้านช่อดอกสั้นมาก ใบประดับเป็นรูปสามเหลี่ยม กลีบเลี้ยงมี ๔ กลีบ โคนติดกันเป็นหลอดยาว เมื่อเป็นผลฐานรองดอกจะขยายออกเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ ๑ ซม. ปลายแยกเป็นแฉก รูปไข่ กลีบดอกมี ๔ กลีบ รูปขอบขนานหรือกลม มีต่อมน้ำมันมาก ร่วงง่าย เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ร่วงง่าย ผลเป็นผลมีเนื้อ รูปไข่กลับแกมรูปรี เมื่อแก่จัดจะมีสีแดง มีเมล็ด ๑ เมล็ด

กานพลูที่ได้จากดอกตูมที่เก็บในช่วงที่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง แล้วตากให้แห้งทันที จะมีคุณภาพดีที่สุด มีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอมจัด ดอกที่บานแล้วจะมีสรรพคุณทางยาลดลงมาก

โบราณไทยใช้กานพลู ๕-๘ ดอก ต้มน้ำดื่ม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น หรือเอาไปบดเป็นผง ชงเป็นน้ำชาดื่ม ใช้ได้ดีมากในการแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อในเด็กอ่อน โดยใช้เพียงดอกเดียวชงน้ำ ๑ กระติก (ความจุราวครึ่งลิตร) สำหรับชงนมใส่ขวดให้เด็กกิน

กานพลูมีน้ำมันระเหยง่ายร้อยละ ๑๔-๒๓ ของน้ำหนักแห้ง มีองค์ประกอบหลักเป็นสารชื่อ “ยูจีนอล”(eugenol) ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน และใช้ในทางทันตกรรม

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์