กาบหอยแครงพืชกินแมลงที่ใกล้สูญพันธุ์

By -

ชื่อสามัญ Venus Flytraps
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dionea muscipula
ชื่อวงศ์ Droseraceaeกาบหอยแครง

ต้นกาบหอยแครงมีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา มักพบขึ้นอยู่บริเวณป่าพรุ และหนองน้ำที่มีอากาศอบอุ่นรอบๆ เมืองวิลมิงตัน เป็นพืชที่มีระบบรากอยู่ใต้ดิน ซึ่งอยู่ลึกลงไปประมาณ 4-6 นิ้ว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กาบ
โดยทั่วไปส่วนที่เรียกว่ากาบของพืชชนิดนี้จะมีขนาด 3.2 ซม. บางต้นอาจมีขนาดใหญ่ได้ถึง 2.5 นิ้วเลยทีเดียว กาบจะแบ่งเป็น 2 ส่วนและที่ส่วนปลายจะมีซี่แบบฟันปลาประมาณ 15-20 ซี่ สีสันของกาบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์และปริมาณแสงแดดที่ได้รับ บริเวณขอบแถวๆ ซี่ฟันจะมีแถบเล็กๆ คอยผลิตน้ำหวานไว้ดึงดูดแมลงให้เข้ามา และส่วนล่างจากขอบลงไปจะมีขนที่ตอบสนองต่อความรู้สึกเมื่อโดนสัมผัสให้เกิดการงับ กระจายอยู่ในกาบแต่ละข้างประมาณ 3-4 เส้น กาบจะงับเหยื่อภายใน 20 วินาทีหลังจากที่มีการสัมผัสขนตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไป ปัจจัยที่ทำให้การงับช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อม อุณหภูมิ ความชื้น และโปรตีนในตัวเหยื่อ ส่วนระยะเวลาของการย่อยและดูดซึมอาหารจะขึ้นอยู่กับขนาดของเหยื่อ ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงประมาณ 2 สัปดาห์ ตัวกาบนี้มักจะตายไปเองหลังจากที่จับเหยื่อได้ 7-10 ครั้ง หรือย่อยอาหารได้ 2-3 ครั้งแล้ว

ใบ
ลักษณะของใบมีรูปร่างคล้ายรูปหัวใจ มีความกว้างประมาณ 1 นิ้ว ในช่วงปลายของฤดูใบไม้ผลิซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนลำต้นมักจะผอมสูง มีกาบที่ยาวชูขึ้นไป วัดจากโคนใบไปจนถึงปลายกาบได้ประมาณ 7 นิ้ว ส่วนต้นที่เพาะเลี้ยงไว้ก็อาจไม่มีการสร้างใบขึ้นก็ได้ ส่วนในฤดูอื่นๆ มีความยาวประมาณ 4 นิ้ว ในช่วงฤดูหนาวใบมักจะราบไปกับพื้น

ดอก
กาบหอยแครงมีกลีบดอกสีขาว แดง แสด หรือสีอื่นๆ จำนวน 5 กลีบ มีเส้นผ่านศูนย์กลางดอกที่บานแล้วประมาณ 1 นิ้ว มีก้านดอกยาวประมาณ 12 นิ้ว ในก้านหนึ่งจะมีดอกบานเพียงดอกเดียว ที่บานพร้อมกัน 2 ดอกจะพบได้น้อยมาก ประมาณเดือนมีนาคม-กรกฎาคม มักจะมีดอกให้เห็น

ผล
ผลมีลักษณะเป็นฝัก ซึ่งภายในบรรจุเมล็ดเอาไว้มากมาย

กาบหอยแครงสามารถแบ่งเป็นสายพันธุ์หลักได้ 8 ชนิดคือ
1. กาบหอยแครงแบบธรรมดา หรือ Typical VFT
มักเรียกกาบชนิดนี้ว่า ก้านแบบหน้าร้อน เนื่องจากก้านจะยาวขึ้นเรื่อยๆ ต้นกาบจะกลายเป็นสีเขียวอมเหลืองเมื่อโดนแดดจัดๆ ส่วนใบกาบจะมีสีชมพู หรือสีแดงเข้ม

2. กาบหอยแครงแบบสั้น
กาบของชนิดนี้จะนอนราบไปกับพื้นดิน ในหน้าร้อนสีจะอ่อนกว่าธรรมดา

3. กาบหอยแครงที่กาบสีแดงต้นเขียว
ชนิดนี้จะมีกาบไม่สูง ทรงกาบสวย ในหน้าร้อนจะชูก้านใบที่มีสีแดงไปจนถึงฝาด้านนอก ในช่วงหน้าร้อนจะมีกาบใหญ่ที่สุด

4. กาบหอยแครงสีแดง
ชนิดนี้จะเป็นสีแดงทั้งต้น หากปลูกในที่ที่ไม่ค่อยได้รับแสงจะมีสีเขียวแกมน้ำตาล

5. กาบหอยแครงฟันเลื่อย
กาบมีลักษณะเหมือนฟันเลื่อย พัฒนามาจากกอราบบริเวณพื้น มีลำต้นคล้ายก้านชูสูงขึ้นเหมือนกาบในหน้าร้อน

6. กาบหอยแครงก้านสูง
ชนิดนี้มีฟันธรรมดา แต่กาบบริเวณพื้นดินจะชูก้านขึ้นสูง

7. กาบหอยแครงแบบกลายพันธุ์
จะมีรูปทรงที่ไม่แน่นอน

8. กาบหอยแครงแบบจิ๋ว
เป็นกาบหอยแครงที่มีขนาดเล็กมาก กาบที่ใหญ่ที่สุดมีแค่ประมาณ 2 มม.

วัสดุที่ใช้ปลูกกาบหอยแครง คือ ขุยมะพร้าว หรือขุยผสมมะพร้าวสับ ควรเปลี่ยนเครื่องปลูกเสียใหม่ทุกๆ 1-2 ปี กาบหอยแครงมักมีปัญหาเน่าตายได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ควรให้น้ำในปริมาณที่มากจนเกินไป ควรให้ได้รับแสงแดดประมาณ 50-60 % ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีให้กับกาบหอยแครงเพราะอาจทำให้รากไหม้ได้ แต่ควรป้อนเหยื่อพวกมด , ยุง , แมลงวัน , ตั๊กแตน ฯ หรือให้หาเหยื่อกินเองตามธรรมชาติ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาการเน่าตายของกาบหอยแครงคือ
-ใช้เครื่องปลูกที่เก่าเกินไป
-ได้รับปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ
-เป็นเชื้อราเมล็ดผักกาด ควรแก้ไขด้วยการใช้ยาคาร์บอกซินเพื่อฆ่าเชื้อราอย่างสม่ำเสมอ
-ใส่ปุ๋ยเคมีให้กาบหอยแครงจนเกิดรากไหม้

ควรให้รากของกาบหอยแครงจมลงในน้ำครึ่งหนึ่งของภาชนะที่ใช้ปลูก และนำออกไปให้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ เมื่อน้ำระเหยก็ให้เติมลงไปให้อยู่ในระดับเดิม หากสภาพอากาศเหมาะสม ต้นมีความสมบูรณ์แข็งแรงดี กาบหอยแครงก็จะมีดอกออกมาให้เห็นได้

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของกาบหอยแครงออกเป็นหลายรูปแบบและมีสีสันมากมาย จึงนิยมปลูกเลี้ยงกันมากขึ้น เป็นพืชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งรูปร่าง สีสัน และการดำรงชีวิตที่ไม่เหมือนพืชชนิดอื่น