การขยายพันธุ์ทานาคาด้วยเมล็ด

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hesperethusa crenulata (Roxb.) M. Roem.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Limonia crenulata Roxb., Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson
ชื่อวงศ์ RUTACEAE
ชื่ออื่นๆ กระแจะ, กระแจะจัน, ขะแจะ, ตุมตัง, พญายา, ตะนาว, พินิยา, กระแจะสัน, ตูมตัง, จุมจัง, จุมจาง, ชะแจะ, พุดไทร, ฮางแกง

ทานาคา เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับส้ม หรือมะนาว พบมีการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 100-400 เมตร ในแถบของประเทศพม่า ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย บังคลาเทศ จีน อินโดจีน และทางภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ทานาคา
ลำต้น
ทานาคา เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะลำต้นเปลาตรง เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล ขรุขระ แตกกิ่งก้านตั้งฉากกับลำต้นแบบต่ำๆ เปลือกผิวของกิ่งอ่อนเรียบ มีหนามแข็งตามลำต้นและกิ่งก้าน ความยาวของหนามมีประมาณ 2.5 ซม. เนื้อไม้ภายในมีสีขาว เมื่อปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลอมเหลือง ขนาดความสูงของลำต้นมีประมาณ 8-15 เมตร

ใบ
เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน ในแต่ละใบจะประกอบไปด้วยใบย่อยรูปรีแกมรูปไข่กลับประมาณ 4-13 ใบ ขอบใบหยักตื้นๆ แบบฟันเลื่อย ปลายใบและโคนใบสอบแคบ ก้านใบแผ่ออกระหว่างคู่ของใบย่อยทั้งสองข้างคล้ายปีก แผ่นใบเรียบบางหรือหนา มีต่อมน้ำมันกระจายเป็นจุดใสๆ อยู่ทั่ว มีเส้นแขนงใบข้างละ 3-5 เส้น ขนาดความกว้างของใบย่อยมีประมาณ 1.5-3 ซม. ยาวประมาณ 2-7 ซม. ไม่มีก้านใบย่อย ส่วนความยาวของก้านช่อใบมีประมาณ 3 ซม.

ดอก
ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่งเป็นกระจุก กลีบดอกมีสีขาวอมเหลืองลักษณะคล้ายรูปไข่หรือรูปรี จำนวน 4 กลีบ แต่ละกลีบมีความกว้างประมาณ 3 มม. ยาวประมาณ 7 มม. กลีบดอกเรียบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่เล็กน้อย เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยมจำนวน 4 กลีบ ปลายกลีบแหลม กลีบด้านในเรียบ ส่วนด้านนอกจะมีต่อมน้ำมันและขนละเอียดปกคลุมอยู่ ความกว้างและความยาวของกลีบเลี้ยงมีประมาณ 1.5 มม. มีความยาวของก้านดอกประมาณ 8-10 มม. ส่วนก้านช่อดอกยาวประมาณ 2 เซนติเมตร จะผลิดอกในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ดอกที่บานเต็มที่กลีบดอกมักจะลู่ลงสู่ก้านเล็กน้อย

ผล
มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม ผลอ่อนมีสีเขียว และกลายเป็นสีม่วงคล้ำเมื่อแก่ มีขนาดของผลประมาณ 0.5-1 ซม. ก้านผลยาวประมาณ 2 ซม. ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ผลจะเริ่มแก่

เมล็ด
ภายในผลจะมีเมล็ดลักษณะกลม สีน้ำตาลอมส้มอยู่ประมาณ 1-4 เมล็ด แต่ละเมล็ดมีความกว้างประมาณ 5 มม.

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยวิธีการใช้เมล็ด การปักชำด้วยกิ่งอ่อนหรือราก

การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ทำได้โดยนำผลที่แก่และสุกจนกลายเป็นสีดำแล้วมาแช่น้ำไว้ประมาณ 2-3 วัน ต่อจากนั้นให้นำขึ้นมาล้างให้สะอาด แล้วตากแดดทิ้งไว้อีก 2-3 ครั้ง เตรียมวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของดินร่วนปนทรายและแกลบสุกในอัตรา 1:2 ใส่ลงไปในถุงเพาะชำ หยอดเมล็ดลงไปให้ลึกประมาณ 2-3 ซม. รำน้ำพอชุ่ม นำไปวางไว้ในที่มีแดดรำไร

ให้การดูแลรักษาด้วยการรดน้ำพอชุ่มประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ เมล็ดจะเริ่มงอกหลังจากเพาะไปได้ประมาณ 45 วัน เมื่อมีใบจริงประมาณ 3-5 ใบ ให้นำมาวางไว้ในที่โล่งแจ้งเพื่อให้ได้รับแสงแดดและมีความแข็งแรงขึ้น

ประโยชน์ผงทานาคา
ในปัจจุบันมักมีการนำสมุนไพรทานาคามาใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงามอื่นๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ผลจริง จึงมีการปลูกทานาคาไว้เป็นวัตถุดิบในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น ไม่ต้องยุ่งยากลำบากไปหาตามป่า แล้วนำมาบด หรือฝนทาผิวเหมือนสมัยก่อน

ส่วนเนื้อไม้ที่มีลักษณะเป็นมันสีเหลืองอ่อน ค่อนข้างเหนียวและมีความแข็งแรงปานกลาง ยังสามารถนำมาทำเป็นวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องใช้ต่างๆ ได้มากมาย เช่น ตู้ หรือหีบใส่ของ ซึ่งสามารถป้องกันแมลงกัดกินเนื้อไม้ได้เป็นอย่างดี

ผงทานาคามีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อนำมาฝนใช้ทาผิวแทนแป้งจะทำให้ผิวนวลเนียนสวยงาม ช่วยรักษาสิว ผ้า กระ และจุดด่างดำได้ เนื่องจากในผงทานาคามีสารที่ช่วยกรองแสงอุลตร้าไวโอเลตได้ ช่วยเพิ่มคลอลาเจนในเนื้อเยื่อทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นแข็งแรง ต้านการอักเสบและเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และยังยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ สามารถนำผงที่บดละเอียดแล้วมาทำธูปหอม ซึ่งกลิ่นหอมของทานาคาก็ไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ในร่างกายแต่อย่างใด

แต่สำหรับบางคนก็อาจเกิดอาการแพ้จากการใช้ทานาคาทาผิวก็ได้ ดังนั้น ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากทานาคาจึงควรมีการทดสอบอาการแพ้บริเวณท้องแขนก่อนเสมอ

สรรพคุณทางยา
ผล-ใช้เป็นยาบำรุงกำลังและร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร แก้กษัย แก้โรคโลหิตจาง แก้ลมบ้าหมู ใช้แก้พิษ แก้ไข้ แก้อาการท้องเสีย บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ใช้เป็นยาสมานแผล

เปลือกต้น-ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไข้ แก้ร้อนใน ทำให้ผายลม รักษาอาการผื่นคันที่ผิวหนังใช้แก้อาการปวดเมื่อย ปวดตามข้อ แก้อาการเส้นตึง

แก่น-ใช้เป็นยาเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย แก้กษัย รักษาอาการโลหิตจาง บำรุงโลหิต รักษาโรคเลือด แก้ไข้

ราก-ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย แก้กษัย แก้โรคโลหิตจาง แก้โรคลมบ้าหมู แก้ไข้ ช่วยขับเหงื่อ รักษาโรคลำไส้ บรรเทาอาการปวดบริเวณลำไส้ใหญ่และลิ้นปี่ เป็นยาระบายอ่อนๆ

ใบ-ใช้เป็นยาแก้โรคลมบ้าหมู ใช้คุมกำเนิด แก้ปวดในข้อและกระดูก