การปลูกกีวีผลไม้เมืองหนาว

By -

ชื่อสามัญ Kiwi fruit, Chinese gooseberry
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Actinidia chinensis L.
ชื่อวงศ์ Actinidiaceae
ชื่ออื่นๆ หมีโหวเถา(จีน)กีวีฟรุต

กีวี เป็นผลไม้ส่งออกที่ขึ้นชื่อที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ เนื่องจากได้มีการนำมาปรับปรุงพันธุ์จนมีรสชาติที่อร่อย และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น กีวีฟรุต ตามชื่อของนกกีวีที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ซึ่งแต่เดิมนั้นผลไม้ชนิดนี้มีชื่อว่า Chinese gooseberry และมีถิ่นกำเนิดอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณหุบเขาแยงซีตอนเหนือ พระมหาจักรพรรดิจีนได้ยกย่องให้กีวีเป็นผลไม้ที่มีรสชาติเป็นเลิศ ต่อมาได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยได้นำเข้ากีวีจากนิวซีแลนด์ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Actinidia deliciosa (A. Chev.) C.F.Liang et A.R.Ferguson var. deliciosa มาปลูกครั้งแรกในปีพ.ศ. 2519 ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก
กีวีเป็นพืชที่มีทั้งระบบรากแก้ว รากแขนง และรากฝอย ที่สามารถหยั่งรากลึกลงไปในดินได้ถึง 0.4-1 เมตรขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกของหน้าดินในพื้นที่นั้นๆ ด้วย และระบบรากก็ยังสามารถแผ่ขยายแตกออกไปได้โดยรอบ

ลำต้น
กีวี เป็นไม้เลื้อยผลัดใบ มีอายุยืนนานกว่า 50 ปี ตามลำต้นหรือเถาจะมีขนสีน้ำตาลปกคลุมอยู่ทั่ว มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 20 ซม. กิ่งก้านแตกจากข้างเถา กิ่งที่ยังอ่อนอยู่จะมีสีเขียว และกลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ ลักษณะของเถาจะไม่มีมือเกาะแต่จะอาศัยการม้วนพันเพื่อพยุงลำต้น ความสูงของเถาลำต้นมีประมาณ 9 เมตรขึ้นไป

ใบ
ใบกีวีมีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือรูปหัวใจ สีเขียวเข้ม เจริญออกจากข้อกิ่งเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงสลับกันไป ใบมีความกว้างประมาณ 10-15 ซม. ยาวประมาณ 7-15 ซม. ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบจะปกคลุมไปด้วยจนสีน้ำตาล มีก้านใบยาว

ดอก
กีวีออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือออกเป็นช่อ ซึ่งเจริญมาจากตาเหนือก้านใบ มีดอกสีขาวขนาดใหญ่ มีกลีบดอกประมาณ 3-7 กลีบ ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้จะอยู่แยกกันคนละต้น โดยที่ดอกเพศผู้มักจะบานก่อนดอกเพศเมียเสมอ หลังจากที่ดอกบานแล้วเกสรเพศผู้จะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 2-3 วัน ส่วนช่วงการผสมเกสรของดอกเพศเมียจะมีประมาณ 7-9 วัน แต่ช่วงที่จะดึงดูดให้แมลงมาช่วยผสมเกสรจะอยู่ในช่วง 2-3 วันแรกเท่านั้น หากมีการช่วยผสมเกสรด้วยวิธีการต่างๆ ก็จะทำให้มีการติดดอกติดผลมากยิ่งขึ้น

ผลผลกีวี
มีลักษณะเป็นรูปทรงไข่ หรือทรงกระบอก เปลือกผลมีสีเขียวอมน้ำตาล มีขนเล็กๆ สีน้ำตาลปกคลุมอยู่ทั่ว เมื่อผลโตเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 ซม. ภายในผลจะมีเนื้อหนาสีเขียวใส ชุ่มน้ำ เมื่อรับประทานจะให้รสเปรี้ยวอมหวาน

เมล็ด
ภายในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็กเรียงอยู่รอบแกนผลจำนวนมาก เมื่อผลยังอ่อนเมล็ดจะมีสีขาว ต่อมาเมื่อผลแก่หรือสุกเมล็ดก็จะกลายเป็นสีดำ

พันธุ์ของกีวีที่นิยมปลูก
1. พันธุ์ Abbott -ผลทรงกลมรี มีขนยาวปกคลุมอยู่ทั่วผล
2. พันธุ์ Allison-ผลคล้ายกับพันธุ์ Abbott แต่ขนาดผลจะใหญ่กว่า
3. พันธุ์ Bruno-ผลทรงรียาว เปลือกมีสีน้ำตาลเข้ม ขนที่ปกคลุมผลสั้น อ่อน เปราะ แต่มีขนาดผลใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ
4. พันธุ์ Hayward- ผลเป็นรูปทรงไข่ เปลือกผลเป็นสีน้ำตาลอมเขียว มีขนอ่อนปกคลุมอยู่ทั่วผล
5. พันธุ์ Monty-ขนาดผลใกล้เคียงกับพันธุ์ Abbott และ Allison ขั้วผลสอบ ท้ายผลโค้ง มีขนอ่อนปกคลุมอยู่ทั่วผล

การขยายพันธุ์
สามารถทำได้โดยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำ การเสียบยอด ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมวิธีการเสียบยอด และการปักชำ เนื่องจากทำให้ได้ต้นใหม่ตรงตามสายพันธุ์ และมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้รวดเร็วกว่าวิธีการเพาะเมล็ด

การปักชำ
คัดเลือกกิ่งที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ตัดในลักษณะเฉียงเป็นปากฉลามให้ได้กิ่งยาวประมาณ 15 ซม. นำกิ่งที่ได้ไปแช่ในฮอร์โมนเร่งราก แล้วเอาไปปักชำในถุงเพาะที่เตรียมไว้ จะมีรากงอกและแทงใบใหม่ออกมาหลังจากที่ปักชำไปได้ประมาณ 45 วัน

การเสียบยอด
วิธีนี้นิยมทำเพื่อการผลิตต้นกล้า และเปลี่ยนต้นในแปลงเป็นต้นใหม่ ต้นตอที่ใช้เสียบยอดอาจใช้ต้นตอเดิมที่มีอายุมากอยู่แล้ว หรือจะใช้ต้นตอใหม่ก็ได้

การปลูก
กีวีเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่มีหน้าดินลึก 60 ซม. เป็นอย่างน้อย สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง สภาพดินมีความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5.5-7.0 ชอบอากาศที่หนาวเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยต้องไม่สูงไปกว่า 25 องศาเซลเซียส

ระยะปลูกที่เหมาะสมในการปลูกต้นกีวีต้องมีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 4×4 หรือ 6×6 เมตร โดยที่ในแถวเดียวกันและแถวอื่นๆ ต้องปลูกต้นตัวผู้และต้นตัวเมียสลับกันไปในอัตราส่วน 1:8 ต้น เพื่อให้การผสมเกสรเป็นไปอย่างทั่วถึง

การทำค้าง
เนื่องจากกีวีเป็นไม้เถาเลื้อย ดังนั้นในการปลูกกีวี จึงมีความจำเป็นมากที่จะต้องทำค้างเพื่อให้เถาสามารถเลื้อยพันไปได้ โดยให้ทำค้างในลักษณะรูปตัว T ตามแนวยาวของแปลงปลูก ให้มีความสูงประมาณ 1.8 เมตร กว้างประมาณ 2-2.5 เมตร เว้นระยะห่างกันประมาณ 2-3 ต้นกีวี

หลุมที่ใช้ปลูกกีวีต้องรองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตประมาณ 200 กรัม/หลุม ปุ๋ยคอก 1-2 ปุ้งกี๋/หลุม และเศษหญ้าแห้งพอสมควร นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ออกจากถุงเพาะ วางลงในหลุมด้วยความระมัดระวัง กลบดินพอแน่นในลักษณะที่นูนขึ้นเพื่อกันน้ำท่วมขัง รดน้ำพอชุ่ม มัดเถาต้นกับค้างในลักษณะตั้งตรง เมื่อยอดเจริญสูงกว่าค้างให้ตัดเท่ากับระดับค้างเสมอ เพื่อให้มีการแตกกิ่งใหม่ขึ้นมา พาดกิ่งที่แข็งแรงที่สุดบนค้างประมาณ 2 กิ่ง เมื่อมีกิ่งเจริญขึ้นมาอีกก็ให้ตัดแต่งเพื่อให้มีการแผ่ขยายอย่างเป็นระเบียบ

การใส่ปุ๋ย
ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราต้นละ 150 กรัม/ปี โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในปีที่สามเป็นช่วงที่กีวีติดดอกออกผล ควรเพิ่มอัตราการใส่ปุ๋ยเพิ่มเป็น 200-300 กรัม/ต้น

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากที่ดอกบานไปได้ประมาณ 3 เดือน ก็เริ่มมีผลให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงของเดือนตุลาคม-ธันวาคม

โรคและแมลงศัตรูพืช
โรคระบาดที่มักเกิดกับกีวี คือ โรครากเน่า สามารถป้องกันการเกิดโรคชนิดนี้ได้ด้วยการหมั่นพรวนดินให้มีสภาพที่ระบายน้ำได้ดี ใช้ปูนข้าวโรยบริเวณโคนต้นประมาณ 2 ครั้ง/ปี ในอัตราต้นละ 1 กระป๋องนม แล้วรดน้ำให้พอชุ่ม

ส่วนแมลงศัตรูพืชมักจะเป็นพวกหนอนผีเสื้อ เมื่อพบการระบาดไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น เพียงแต่จับทำลายให้หมดไปเท่านั้น

ประโยชน์ของกีวี
เปลือกของกีวีมีคุณสมบัติในการห่อหุ้มเนื้อได้เป็นอย่างดี ผลไม้ชนิดนี้จึงสามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ ½ – 1 ปี เนื้อภายในมีรสหวานอมเปรี้ยว อร่อยชุ่มคอชื่นใจ ใช้รับประทานเป็นผลไม้สด หรือนำมาแปรรูปเป็นอาหารอย่างอื่นได้มากมาย เช่น นำมากวน ตากแห้ง ทำเป็นไอศครีม ทำผลไม้กระป๋อง ทำน้ำผลไม้ ทำไวน์ขาว ทำเป็นผักสลัด ใช้ตกแต่งในขนมหรืออาหารให้สวยงาม ใช้หมักเนื้อให้นุ่มขึ้น เนื่องจากในกีวีมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยโปรตีนอยู่ด้วย

กีวีประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ หลายชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกาย เช่น เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โฟเลต วิตามินอี มีเส้นใยมาก มีแคลอรี่ต่ำและไม่มีโคเลสเตอรอล มีวิตามินซีสูง เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันโรค ช่วยป้องกันไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดมีประสิทธิภาพ ทำให้หัวใจและร่างกายแข็งแรง ทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็วเนื่องจากมีเส้นใยอาหารอยู่มาก จึงทำให้ระบบการย่อยอาหารดีตามไปด้วย