การปลูกข่าเหลือง

By -

ชื่อสามัญ : Galanga
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia galanga (L.) Willd.
ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่นๆ : ข่าใหญ่, ข่าตาแดง, ข่าหยวก , ข่าหลวง, สะเอเชย, เสะเออเคย, กฏุกกโรหินีต้นข่าเหลือง

ข่า เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในสกุลเดียวกับขิง ในประเทศไทยและอินโดนีเซียมักนำพืชสมุนไพรชนิดนี้มาประกอบในอาหาร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ข่า มีลำต้นแตกเป็นเหง้าแผ่ขยายไปในพื้นดิน ส่วนรากแขนงขนาดใหญ่จะแทงลึกลงไปในดิน บริเวณเหง้ามีลักษณะเป็นข้อสั้นๆ เปลือกเหง้ามีสีน้ำตาลอมแสด เนื้อภายในมีสีเหลือง กลิ่นหอม

ใบและกาบ
ก้านใบจะเจริญออกมาจากเหง้าใต้ดิน มีลักษณะเป็นกาบหุ้มซ้อนกันจนแน่น ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ รูปรี รูปหอก หรือรูปขอบขนาน สีเขียวเข้มเป็นมัน ขอบใบและแผ่นใบเรียบ ออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงสลับแบบตรงกันข้าม ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 7-9 ซม. ยาวประมาณ 20-40 ซม. มีความสูงที่โผล่จากพื้นดินประมาณ 1-2.5 เมตร หรือขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์

ดอก
ข่าจะออกดอกเป็นแบบช่อที่บริเวณปลายยอด ก้านช่อดอกตรง และยาว ภายในช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยขนาดเล็กประมาณ 10-30 ดอก ดอกย่อยมีลักษณะคล้ายกับดอกกล้วยไม้ จำนวน 3 กลีบ มีสีขาว ขาวนวล หรือสีขาวอมชมพู โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบแยกออกจากกัน มีริ้วสีแดงอยู่บนกลีบดอกย่อยที่ใหญ่ที่สุด ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปไข่ ช่อดอกจะมีกาบสีเขียวอ่อนหุ้มอยู่เมื่อแทงช่อขึ้นมาใหม่ๆ และกาบนี้จะหลุดไปเมื่อดอกบาน

ผล
ลักษณะผลมีรูปร่างกลมรี มีขนาดประมาณ 1 ซม. ผลที่ยังอ่อนจะเป็นสีเขียว และกลายเป็นสีแดงอมส้มเมื่อแก่ เปลือกผลแข็ง เมื่อแห้งสามารถแตกออกได้ ภายในผลมีเมล็ดสีดำอยู่ประมาณ 2-3 เมล็ด

พันธุ์ข่าในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ได้แก่ ข่า, ข่าหยวก, ข่าใหญ่, ข่าเล็ก, ข่าเหลือง, ข่าตาแดง, ข่าหลวง, ข่าน้ำ, ข่าแกง, ข่ากลาง, ข่าลิง, ข่าป่า และข่าคม ซึ่งในแต่ละชนิดจะมีลักษณะและการนำไปใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ในแต่ละสายพันธุ์สามารถพบเห็นได้ในหลายๆ จังหวัดของประเทศ

ประโยชน์ของข่า
ข่าเป็นพืชสมุนไพรเครื่องเทศที่ใช้ประกอบในอาหารต่างๆ เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว เพิ่มความหอมให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น เป็นพืชคู่ครัวของคนไทยมาช้านาน และทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อีกด้วย เนื่องจากในเหง้าข่าจะมีน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณเป็นยาที่ช่วยรักษาอาการต่างๆ ได้มากมาย เช่น ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องขึ้น จุกเสียด แน่นท้อง แก้คลื่นไส้ อาเจียน ใช้เป็นยาขับเลือดเสีย ยาแก้บ่วง แก้อาหารเป็นพิษ แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง ใช้เป็นยาแก้ลมพิษ รักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

ข่าเป็นพืชที่สามารถปลูกและดูแลได้ง่าย เป็นที่นิยมในการบริโภค และมีความต้องการของตลาดสูง ปัจจุบันพันธุ์ข่าเหลืองเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นข่าที่อร่อย สีเหลืองสวย กลิ่นหอมแรง เนื้อเหง้าไม่มีเสี้ยน เมื่อนำไปปรุงอาหารจะให้สี กลิ่น และรสชาติที่ชวนรับประทาน และจำหน่ายได้ราคาที่ดีกว่าข่าชนิดอื่น

การปลูกข่าเหลือง
พันธุ์ข่าที่ดีต้องเป็นต้นที่มีอายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไป ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้พันธุ์ข่าประมาณ 500 กก. เมื่อได้ต้นพันธุ์แล้ว ก็ให้เตรียมดินด้วยการไถพรวนแล้วตากดินให้แห้งประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืช และฆ่าเชื้อโรคในดิน ต่อจากนั้นให้ไถและตากดินไว้ประมาณ 1 สัปดาห์อีกครั้ง หลังจากนั้นให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 40 ถุง/ไร่ ไถพรวนให้เข้ากันกับดิน เตรียมแปลงปลูกโดยใช้ระยปลูกที่ 70×70 ซม. ขนาดหลุมปลูกไม่ควรลึกเกิน 1 ฝ่ามือ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมแล้วนำข่าลงปลูก ใน 1 หลุม จะปลูกข่าไม่เกิน 2 แง่ง กลบดินให้มิดชิด คลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดินด้วยฟางหรือเศษวัชพืชแห้ง รดน้ำพอชุ่มอย่างสม่ำเสมอ หากเป็นการปล่อยน้ำเข้าร่อง จะให้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง

หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 15-20 วัน รากใหม่ของข่าก็จะเริ่มงอก ในช่วงนี้ควรให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง ควรมีการระบายน้ำที่ดีไม่ให้ชื้นแฉะจนเกินไป จึงจะทำให้ข่าเหลืองเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งสังเกตได้จากที่ข่ามีการแตกหน่อใหม่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ มีใบหนาสีเขียวเข้ม ก้านใบอวบใหญ่

การใส่ปุ๋ย
ในช่วงแรกของการปลูกให้ใส่ปุ๋ยยูเรียเดือนละ 1 ครั้ง ประมาณเดือนที่ 3 ใช้ยากันเชื้อราและให้สารบำรุงทางใบด้วยปุ๋ยสูตรเสมอไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยก่อนที่จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนที่ 6 ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ในอัตราไร่ละ 1 กระสอบ เพื่อเป็นการเร่งหัวข่าให้มีขนาดใหญ่

การกำจัดวัชพืช
ไม่ควรใช้สารเคมี เนื่องจากอาจมีสารตกค้างในเหง้า ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเมื่อนำไปบริโภค

การเก็บเกี่ยว
เมื่อข่ามีอายุได้ 6 เดือน จะมีลักษณะเป็นข่าอ่อนที่รับประทานอร่อย หากมีอายุ 8 เดือนขึ้นไปก็จะเป็นข่าแก่ที่มีความอร่อยน้อยลงไป ในข่า 1 กอ อาจมีต้นอยู่ประมาณ 25 ต้น เมื่อเก็บเกี่ยวควรขุดให้เหลือไว้ประมาณกอละ 5 ต้น เพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป

ส่วนข่าที่จะนำไปใช้หรือจำหน่าย เมื่อขุดขึ้นมาแล้วให้นำไปล้างให้สะอาด แล้วตัดให้เหลือต้นไว้ประมาณ 1 คืบ ตัดรากเล็กๆ ที่แง่งออกให้หมด นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปบรรจุเพื่อจำหน่ายต่อไป หลังจากการเก็บเกี่ยวควรเพิ่มธาตุอาหารเพื่อปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ทุกครั้ง เพื่อให้ต้นที่งอกออกมาใหม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่ดีต่อไป