การปลูกข้าวโพดหวาน

By -

ชื่อสามัญ Sweet corn
ชื่อวิทยาศาสตร์ Zeamays Line var. rugasa, saccharata
ชื่อวงศ์ Gramineaeข้าวโพดหวาน

ข้าวโพด เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกันกับหญ้าและข้าว นิยมปลูกไว้รับประทานทั้งฝักอ่อน และฝักแก่ที่มีเมล็ดเต็มฝักแล้ว ข้าวโพดหวานเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติหวาน หอม อร่อย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และยังนำไปแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่นๆ ได้อีกหลายรูปแบบ

การปลูก
ข้าวโพดหวานสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกประเภท แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีสภาพเป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งมีค่าพีเอชของดินประมาณ 6.0-6.5 เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดอย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่จะนิยมปลูกในช่วงฤดูฝนมากกว่า เนื่องจากต้นข้าวโพดจะได้รับปริมาณน้ำอย่างเพียงพอ ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และรวดเร็ว ข้าวโพดหวานจะให้ความหวานสูง เมื่อพื้นที่ปลูกมีอุณหภูมิที่เหมาะสมในตอนกลางวันประมาณ 24-30 องศาเซลเซียส และตอนกลางคืนอยู่ที่ 15-18 องศาเซลเซียส

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่ใช้ปลูกควรเป็นข้าวโพดหวานลูกผสม ที่สามารถให้ผลผลิตได้สูง มีฝักขนาดใหญ่ คุณภาพฝักสด รสชาติดี มีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถปลูกได้ในทุกสภาพแวดล้อม

การปลูกข้าวโพดหวานให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ ต้องมีความพิถีพิถันในการดูแลรักษาเป็นพิเศษ เริ่มจากการเตรียมดินในพื้นที่ปลูกด้วยการไถดินให้ลึกประมาณ 15-20 ซม. แล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคและกำจัดวัชพืช ใส่ปูนขาวหรือปุ๋ยคอกเพื่อปรับค่าของดินให้มีความเหมาะสมในการเพาะปลูก แล้วไถพรวนอีกครั้งเพื่อให้ผสมเข้ากันดีกับดิน ระหว่างแถวที่ใช้ปลูกให้ห่างกันประมาณ 80-100 ซม. ความยาวของแปลงปลูกขึ้นอยู่กับความต้องการหรือขึ้นอยู่กับพื้นที่ ขุดร่องระหว่างแถวปลูกให้ลึกประมาณ 15-20 ซม. เพื่อใช้ระบายน้ำ หากสภาพดินในแปลงปลูกแห้งมากควรรดน้ำให้มีความชุ่มชื้น หรือปล่อยน้ำไปตามร่องระบายน้ำก็ได้ จากนั้นให้ขุดหลุมตื้นๆ บนแปลงปลูกเพื่อหยอดเมล็ด ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 25-35 ซม. ในแต่ละหลุมให้หยอดเมล็ดลงไปประมาณ 1-2 เมล็ด ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1-1.5 กก./ไร่ รดน้ำพอชุ่ม ไม่ควรให้มากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้ ต้นอ่อนของข้าวโพดจะเริ่มงอกหลังจากที่หยอดเมล็ดไปประมาณ 5-7 วัน สำหรับหลุมที่ไม่งอกให้รีบปลูกทดแทนทันที ส่วนหลุมที่มีมากกว่า 1 ต้น ให้ทำการถอนแยกออกมาหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 12-14 วัน

การใส่ปุ๋ย
หลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 10-14 วัน ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ผสมกับสูตร 15-15-15 ในอัตราเท่าๆ กันประมาณ 50 กก./ไร่ หว่านข้างโคนต้นแล้วใช้ดินกลบ และให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 14-14-21 หรือ 13-13-21 ในอัตราและวิธีเดียวกันกับครั้งแรก เมื่อข้าวโพดหวานเริ่มติดฝักอ่อนแล้ว

การให้น้ำ
ใช้วิธีการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ หรือปล่อยน้ำเข้าในร่อง เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรกที่มีการงอกของเมล็ด และช่วงที่ให้ดอกซึ่งมีการผสมเกสร ซึ่งจะส่งผลต่อความเจริญเติบโตของลำต้น และทำให้ติดเมล็ดได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนในช่วงอื่นๆ ก็ให้ในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 3-5 วัน/ครั้ง

โรคและศัตรูพืช
ควรมีการกำจัดวัชพืชด้วยการขุดพรวนดินและถอนทำลายอยู่เสมอ เพื่อให้ต้นข้าวโพดได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ส่วนโรคที่เกิดกับข้าวโพดหวานส่วนใหญ่มีดังนี้

โรคราน้ำค้าง-เกิดจากการแช่เมล็ดก่อนนำไปปลูก หรือมีน้ำท่วมขังในแปลงปลูก จนทำให้ยาเคลือบเมล็ดละลายไป ทำให้เกิดโรคได้ง่าย

โรคราสนิม-เมื่อเริ่มมีการระบาดของโรค หรือในพื้นที่ปลูกมีการระบาดของโรคอยู่เป็นประจำ ควรใช้ยาไดฟีโนโคนาโซล ในอัตรา 20 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น

ฝักข้าวโพดไม่หวาน-เกิดจากดินในแปลงปลูกขาดธาตุโปแตสเซี่ยม(K) แก้ไขด้วยการใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7, 16-16-8, 13-13-21 ซึ่งสูตรที่ใช้จะขึ้นอยู่กับสภาพของดินด้วย

เปลือกหุ้มฝักมีสีเหลือง- แก้ไขโดย ในระยะที่ข้าวโพดออกดอก ให้ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ในขณะที่ดินชื้น อัตราไร่ละ 15-20 กก.

หนอนเจาะฝัก-หมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ถ้าพบว่ามีการระบาด ให้ฉีดพ่นด้วยยา ฟลูเฟนนอกซูรอน หรือ ฟิโบรนิล ในอัตรา 20 ซี.ซี. /น้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่น 1-2 ครั้ง เว้นระยะห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์

มวนเขียว-มักพบการระบาดหลังจากที่ผสมเกสรแล้ว แก้ไขด้วยการฉีดพ่นยา คาร์โบซัลแฟน ในอัตรา 40 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ-มักเกิดขึ้นในระยะที่มีการออกดอก หากพบมีการระบาดให้ฉีดพ่นด้วยยาเอ็นโดซันแฟน ในอัตรา 40 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร

การระบาดของหนู-มักเข้าทำลายกินฝักข้าวโพดจนเกิดความเสียหาย ป้องกันและกำจัดได้ด้วยการใช้ยาเบื่อวางในบริเวณแปลงปลูก

หากต้องการใช้สารเคมีเพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลง หรือปัญหาอื่นๆ เพื่อไม่ให้มีสารปนเปื้อนตกค้างไปกับผลผลิต และให้ความปลอดภัยมากที่สุด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับคำแนะนำที่ดีจากนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเสียก่อน

การเก็บเกี่ยว
หลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 70-75 วัน ก็เป็นระยะที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว แต่ระยะที่เหมาะสมที่สุด คือ 18-20 วัน หลังจากที่ข้าวโพดออกไหมได้ 50% แล้ว ซึ่งจะทำให้ได้ข้าวโพดที่หวาน มีคุณภาพดี ควรเก็บในเวลาเช้าตรู่แล้วรีบส่งไปจำหน่ายทันที หากปล่อยทิ้งไว้เกิน 24 ชม. จะทำให้มีรสชาติที่ไม่อร่อย เนื่องจากน้ำตาลในเมล็ดลดลง