การปลูกชะอมไร้หนาม

By -

ชื่อสามัญ   Climbing Wattle, Acacia, Cha-om
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia Insuavis, Acacia pennata (L.) Willd.ssp. 
ชื่อวงศ์ FABACEAE, LEGUMINOSAE
ชื่อวงศ์ย่อย MIMOSOIDEAE, MIMOSACEAE
ชื่ออื่นๆ ผักหละ, ผักละ, ผักล่า, ผักห้า, ผักข่า, อม, ฝ่าเซ้งดู่, พูซูเด๊าะ, โพซุยโดะชะอมไร้หนาม

ชะอมเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ของถั่ว และเป็นวงศ์ย่อยของสีเสียด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักปลูกไว้ในบริเวณบ้านเพื่อตัดยอดอ่อนมารับประทานหรือปรุงเป็นอาหาร แต่ชะอมชนิดที่เจริญเติบโตอยู่ในป่าจะมีขนาดลำต้นสูงใหญ่ ซึ่งมีความกว้างของลำต้นประมาณ 1.2 เมตร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
บริเวณลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลมๆ ขึ้นอยู่ทั่ว ขนาดของลำต้นเล็ก เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามากมาย กิ่งอ่อนมีสีเขียวและมีกลิ่นฉุน เมื่อตัดไปแล้วก็จะสามารถแตกขึ้นมาใหม่ได้

ใบ
เป็นใบประกอบแบบขนนก มีก้านใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกันทั้งสองข้างแกนใบประมาณ 13-28 คู่ ใบย่อยมีสีเขียวรูปรีขนาดเล็กมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม มีลักษณะคล้ายใบกระถิน มีกลิ่นฉุนเหมือนสะตอ แต่จะฉุนแรงกว่า นิยมนำใบหรือยอดอ่อนไปปรุงเป็นอาหาร หรือรับประทานเป็นผักสด ในช่วงกลางวันก้านใบย่อยจะแผ่ออกรับแสง และหุบลงในเวลาเย็น

ดอก
ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบ ดอกมีสีขาวขนาดเล็ก สามารถมองเห็นลักษณะเป็นฝอยๆ ของเกสรตัวผู้ได้ชัดเจน

วิธีการขยายพันธุ์ชะอมไร้หนาม ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกด้วยกิ่งตอน

วิธีการปลูก
ชะอมไร้หนามสามารถปลูกได้ในดินทุกประเภท หากดินมีสภาพเป็นดินเหนียวควรมีการไถพรวนดินให้ร่วนซุย และปรับพื้นที่ปลูกให้สม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดของความกว้าง ยาว และลึกประมาณ 20 ซม. ใช้ระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 1×1 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 1,600 ต้น ก่อนนำกิ่งพันธุ์ลงปลูกให้ผสมดินที่ขุดขึ้นมาจากหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่าประมาณ 2 กำมือ และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอประมาณ 1 ช้อนแกง ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี และนำกิ่งพันธุ์แช่น้ำพอชุ่ม ใช้ฟูราดานโรยรองก้นหลุมประมาณ ½ ช้อนชา เพื่อกันปลวก ใช้ดินที่ผสมแล้วโรยทับลงไปเล็กน้อย แกะถุงพลาสติกที่หุ้มรากของกิ่งพันธุ์ออก แล้ววางลงบริเวณกลางหลุม กลบดินผสมที่เหลือให้แน่น ให้น้ำพอชุ่มสม่ำเสมอ หลังจากปลูกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะเริ่มมีการแตกยอดใหม่ออกมา

การดูแลรักษา
การปลูกในระยะแรกๆ หลังจากเริ่มมีการแตกยอดอ่อน ไม่ควรให้รับแสงแดดจัดๆ โดยตรง เพราะอาจทำให้ยอดแห้งเหี่ยวและตายได้ ควรทำเป็นร่มเงาเพื่อให้ได้รับแสงแดดเพียงรำไร หมั่นรดน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของพืชและให้สารอาหารบำรุงต้นอยู่เสมอ หากพบว่ายอดอ่อนมีสีเหลืองควรใส่ปุ๋ยยูเรียเพื่อเพิ่มสารอาหาร และดูแลไม่ให้เกิดการขาดน้ำ โดยทั่วไปแล้ว ถ้าต้นชะอมมีดอกก็มักจะทำให้ไม่มีการแตกยอดอ่อน และลำต้นก็ไม่เจริญเติบโตขึ้น ดังนั้น เมื่อพบว่ามีดอกให้รีบตัดออกทันที

การให้น้ำด้วยระบบสปิงเกอร์ที่ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5 เมตร จะทำให้ชะอมได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพออย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากต้องเก็บเกี่ยวยอดอ่อนอยู่เป็นประจำ ควรมีการตัดแต่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มให้สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต หากต้นชะอมมีอายุมากแล้วและเป็นต้นที่สูง ควรตัดให้เหลือแค่เพียงต้นตอเพื่อให้มีการแตกทรงพุ่มใหม่ขึ้นมาโดยไม่จำเป็นต้องปลูกต้นใหม่

ศัตรูพืช
ส่วนใหญ่จะพบการระบาดของพวกหนอนและด้วงกินใบ หากมีจำนวนไม่มากก็ให้ใช้วิธีจับทำลาย แต่ถ้ามีการระบาดมากก็ให้ฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่ทำจากสมุนไพร หลังการฉีดพ่นสารฆ่าแมลงแล้ว ควรเว้นการเก็บเกี่ยวไปอย่างน้อยประมาณ 10-15 วัน ในแต่ละปีต้องบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์ด้วยการใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1 ครั้ง และใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ในทุกๆ 3 เดือน

การเก็บเกี่ยว
ควรใช้มีดหรือกรรไกรที่คมและสะอาดตัดกิ่งอ่อนของชะอมเมื่อต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิต เนื่องจากสามารถทำได้ด้วยความสะดวก และไม่ทำให้เกิดรอยแผลบอบช้ำเหมือนกับการเด็ดด้วยมือ

ประโยชน์
ในยอดอ่อนของชะอมที่มีกลิ่นฉุน จะอุดมไปด้วยคุณค่าของสารอาหารมากมาย ได้แก่ พลังงาน เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 ไนอาซิน และวิตามินซี เป็นต้น ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ช่วยบำรุงสายตาเนื่องจากมีวิตามินเออยู่สูง ส่วนของรากมีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาอาการท้องเฟ้อ รักษาอาการปวดเสียวในท้อง ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ด้วย

ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานยอดของชะอมเป็นผักสด หรือนำไปปรุงเป็นอาหารชนิดต่างๆ ชะอมมักแตกยอดได้มากในช่วงฤดูฝน และมีให้รับประทานหรือนำไปจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี