การปลูกผักกาดหวาน

By -

ชื่อสามัญ Cos Lettuce, Romain Lettuce, baby cos
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lactuce sativa. Longifollaผักกาดหวาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นพืชล้มลุกที่มีการแตกลำต้นขยายออกเป็นกอ ใบมีลักษณะกลม หรือยาวรี ห่อซ้อนกันเป็นช่อกลมแน่น มีรสชาติหวานกรอบน่ารับประทาน อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกจะอยู่ระหว่าง 10-24 องศาเซลเซียส เช่น ในช่วงฤดูฝน หรือฤดูหนาว หากปลูกในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูง มักจะทำให้การเจริญเติบโตลดลง ใบมีเส้นใยสูง เหนียว มียางสีขาว และมีรสขม

หากปลูกในช่วงฤดูฝนควรทำเป็นโรงเรือนขึ้นมา เนื่องจากผักกาดหวานค่อนข้างบอบบาง ส่วนฤดูอื่นๆ ก็ปลูกในที่โล่งแจ้งให้ได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ตามปกติ

ดินร่วนซุยที่มีอินทรีย์วัตถุอุดมสมบูรณ์ มีสภาพความเป็นกรด-ด่างระหว่าง 6-6.5 สามารถเก็บน้ำและความชุ่มชื้นได้ปานกลาง มีหน้าดินลึก จะเหมาะสมต่อการเพาะปลูกผักกาดหวานมาก

การเพาะต้นกล้า
ใช้ถาดหลุมที่มีวัสดุเพาะเหมาะสมในการเพาะเมล็ด หมั่นให้น้ำพอชุ่มอย่าให้ขาด เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งเริ่มแข็งแรงดีแล้ว ก็ให้ทำการย้ายไปปลูกในแปลงได้

การเตรียมดิน
ขุดดิน กำจัดวัชพืช ตากทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน ปรับค่าของดินด้วยการใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์คลุกเคล้าลงไปในอัตรา 0-100 กรัม/ตรม. ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน ยกแปลงให้มีความกว้างประมาณ 1 เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่หรือความต้องการ ใส่ปุ๋ยรองพื้นในแปลงปลูกด้วยปุ๋ยคอกประมาณไร่ละ 2-4 ตัน ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 และ 15-0-0 ประมาณไร่ละ 50 กก.

การปลูก
ใช้ระยะห่างระหว่างต้นและแถวที่เหมาะสมประมาณ 30 ซม. โดยแยกเป็น 3 แถว ไม่ควรขุดหลุมปลูกให้ลึกเกินไป เพื่อป้องกันการขังของน้ำที่อาจก่อให้เกิดโรคเน่าได้ ใช้ต้นกล้าอายุไม่เกิน 1 เดือน ที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงปลูกลงในหลุมปลูก ใช้ดินกลบพอแน่น รดน้ำพอชุ่มอย่างสม่ำเสมอ

การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ผสมกับสูตร 15-15-15 อย่างละ 25 กก./ไร่ หลังจากย้ายปลูกในแปลงได้ประมาณ 1 สัปดาห์ และให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ/ต้น โดยทำเป็นร่องลึก 2-3 ซม. ให้ห่างจากลำต้นประมาณ 10 ซม. แล้วโรยปุ๋ยลงไปใช้ดินกลบ รดน้ำพอชุ่ม ทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยควรมีการกำจัดวัชพืชพร้อมกันไปด้วย

การดูแลรักษา
ควรมีการพรวนดินให้ร่วนซุยอยู่เสมอ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อรากและลำต้นจนเกิดความเสียหาย และทำให้เติบโตได้ไม่เต็มที่

ป้องกันการเกิดโรคใบไหม้ด้วยการฉีดพ่นแคลเซียมและโบรอนประมาณ 1 ครั้ง/สัปดาห์

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ
โรครากปม, หนอนกระทู้ดำ, หนอนชอนใบ-มักเกิดตั้งแต่เริ่มเพาะเมล็ดไปจนถึงระยะที่ต้นกล้ามีอายุได้ 25 วัน

หนอนกระทู้ดำ, จิ้งหรีด-มักเกิดหลังการย้ายกล้าในช่วงฤดูฝน

โรคใบจุดเชอคอสปอร์ร่า, โรคใบจุดเชพโรเรีย, โรครากปม, หนอนกระทู้ดำ, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ, ปลายใบไหม้-มักระบาดในช่วงที่ต้นกล้ามีอายุประมาณ 20-25 วัน

โรคใบจุดเชอคอสปอร์ร่า, โรคใบจุดเชพโรเรีย, โรคต้น/หัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ, ปลายใบไหม้-มักเกิดเมื่อเริ่มย้ายปลูกจนถึงมีอายุประมาณ 35 วัน ซึ่งจะอยู่ในระยะที่มีการห่อหัว

โรคใบจุดเชอคอสปอร์ร่า, โรคใบจุดเชพโรเรีย, โรคต้น/หัวเน่า, โรครากปม, หนอนชอนใบ, หนอนกินใบ, ปลายใบไหม้-มักระบาดในช่วงที่จะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยว
ควรใช้มีดที่คมและสะอาดตัดเก็บเกี่ยวในตอนบ่ายหรือค่ำ เมื่อผักมีอายุประมาณ 40-60 วัน ซึ่งในระยะนี้หัวจะเริ่มแน่นดีแล้ว หลังเก็บเกี่ยวนำไปวางผึ่งไว้ในที่ร่ม โดยไม่ต้องล้างทำความสะอาด ป้ายรอยตัดด้วยปูนแดงเพื่อป้องกันเชื้อโรคกระจายเข้าสู่หัว ก่อนบรรจุไปจำหน่าย ส่วนในฤดูฝนผักมักจะเน่าได้ง่าย ควรทำการเก็บเกี่ยวก่อนที่ผักจะโตประมาณ 2-3 วัน

หลังการเก็บเกี่ยวให้นำซากต้นที่เหลือไปเผาหรือฝังดินให้ลึกประมาณ 1 ฟุต เพื่อป้องกันการสะสมและระบาดของโรคในแปลงปลูก และไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิมในคราวต่อไป

ประโยชน์
ผักกาดหวาน ประกอบด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย เป็นผักที่มีวิตามินซีสูง มีฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ที่สามารถช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก เหมาะสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่จะนิยมบริโภคเป็นผักสด เช่น ใส่เป็นผักสลัด กินกับอาหารประเภทยำ หรือจะนำไปปรุงเป็นอาหารอย่างอื่นก็ได้ หากนำมาตกแต่งจานอาหารก็จะทำให้อาหารดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นด้วย