การปลูกพริกหวาน

By -

ชื่อสามัญ   Banana pepper, Sweet Pepper, Bell Pepper)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Capsicum annuum L. var. longum
ชื่อวงศ์    Solanaceae
ชื่ออื่นๆ    พริกยักษ์พริกหวาน

พริกหวานเป็นพืชล้มลุกที่นิยมปลูกเพียงฤดูเดียว จัดเป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกับมะเขือเทศ ยาสูบ และมันฝรั่ง มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมหรือหกเหลี่ยม เนื้อหนา มีทั้งชนิดที่เป็นสีเขียว แดง เหลือง ส้ม และสีน้ำตาล มีรสหวาน ไม่เผ็ด นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารร่วมกับผักชนิดอื่น ทำเป็นผักสลัด หรือตกแต่งจานอาหารให้มีสีสันสวยงามน่ารับประทาน

การเจริญเติบโตในระยะแรกจะมีลักษณะลำต้นแบบเดี่ยว เมื่อติดช่อดอกจะเริ่มแตกกิ่งแขนงขึ้นมามากมาย มีความสูงของลำต้นประมาณ 0.5-1.5 เมตร กิ่งแก่จะมีลักษณะแข็งและเปราะหักได้ง่าย มีใบขนาดใหญ่ ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรากเจริญลึงลงไปในดินประมาณ 90-120 ซม. ส่วนรากแขนงจะเจริญแผ่ขยายออกไปตามพื้นดินได้กว้างประมาณ 90 ซม. ดอกมีสีขาวหรือสีม่วง มีกลีบดอกจำนวน 5 กลีบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หากมีแมลงช่วยผสมเกสรตามธรรมชาติก็อาจเกิดพริกหวานสายพันธุ์ใหม่ขึ้นได้ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันออกไปทั้งลักษณะของลำต้น ใบ ดอก ผล และรสชาติ พริกหวานที่มีลักษณะกลมยาวขนาดใหญ่ สีเขียว จะเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เมื่อแก่จะกลายเป็นสีเหลือง แดง ส้ม หรือม่วง

พริกหวานจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง 6.0-6.8 อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะปลูกจะอยู่ที่ 20-25 องศาเซลเซียส

การเพาะเมล็ด
แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำผสมเบนเลทและแคปเทน เพื่อป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ด และช่วยให้งอกได้รวดเร็วสม่ำเสมอกัน ในอัตราน้ำ 1 ลิตรต่อสารเคมีอย่างละ 6 กรัม โดยแช่ไว้นานประมาณ 30-60 นาที หลังจากนั้นให้นำมาล้างและแช่ในน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที ต่อด้วยการนำไปแช่ในโพแทสเซียมไนเตรทที่มีความเข้มข้น 0.1-0.2% นำขึ้นมาห่อด้วยผ้าเปียกหมาดๆ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน ก็จะมีรากสีขาวงอกออกมา ไม่ควรปล่อยให้รากงอกยาวเกินไปเพราะจะไม่สะดวกต่อการนำไปหว่าน นำเมล็ดไปหยอดในถาดเพาะที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกเก่า ขี้เถ้าแกลบ และปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 ให้ลึกลงไปประมาณ 1 ซม. กลบเมล็ด รดน้ำพอชุ่ม ฉีดพ่นสารเซฟวิน 85 เพื่อป้องกันมดและแมลงกัดกิน นำไปวางไว้ในที่มีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-10 วัน ต้นกล้าก็จะเริ่มงอกออกมา การให้น้ำจะขึ้นอยู่กับสภาพดินและสภาพอากาศ เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ ให้ทำการย้ายปลูกได้ ควรลดการให้น้ำก่อนย้ายปลูกประมาณ 1 สัปดาห์

การปลูก
ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ต้นกล้าประมาณ 3,200-3,500 ต้น ใช้ระยะปลูก 50×100 ซม. สำหรับพริกหวานสีแดง เหลือง ม่วง ควรปลูกในโรงเรือน เนื่องจากมีอายุการเก็บเกี่ยวช้ากว่าชนิดที่มีสีเขียว โดยปลูกเป็นแถวเดี่ยวกลางแปลง ใช้ระยะปลูกที่ 40×50 ซม. ก่อนปลูกควรรดน้ำให้ดินมีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม นำต้นกล้าลงปลูกให้ส่วนโคนลึกลงไปเล็กน้อย ปัจจุบันนิยมปลูกหลุมละ 2 ต้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-0 ในอัตราไร่ละ 100 กก. โดยแบ่งใส่เป็น 4 ครั้ง คือ
1. ใส่รอบๆ ต้นให้ห่างจากต้นประมาณ 10 ซม. หลังจากย้ายกล้ามาแล้ว 1 สัปดาห์
2. ใส่ระหว่างแถว หลังจากย้ายปลูกมาได้ 27 วัน ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีการติดดอกชุดแรก
3. ใส่ระหว่างร่องทั้งสองข้างเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของดอกและผล หลังจากย้ายปลูกได้ประมาณ 47 วัน
4. ใส่ระหว่างร่องทั้งสองข้าง หลังจากย้ายปลูกมาได้ 67 วัน

ให้ปุ๋ยเพิ่มเมื่อสังเกตว่าต้นไม่ค่อยสมบูรณ์ ให้ปุ๋ยน้ำในทุกสัปดาห์ ฉีดพ่นด้วยยูเรียที่มีความเข้มข้น 0.25% ในระยะติดผลทุก 15 วัน ควรเด็ดผลที่ติดในช่วงแรกออกเพื่อบำรุงให้ต้นเติบโตได้เต็มที่

การให้น้ำ
ในระยะที่ย้ายปลูกใหม่ๆ ควรรดน้ำให้ความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ แต่ไม่ควรให้มากเกินไปจนขังแฉะ ตลอดฤดูปลูกควรให้น้ำประมาณ 400-1,000 มิลลิเมตร หรือพิจารณาตามสภาพของดินที่ปลูก

โรคและแมลงศัตรูพืช
ควรมีการกำจัดวัชพืช และหมั่นดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ มีการตัดแต่งกิ่งให้ลำต้นโปร่งเพื่อลดการระบาดของโรค หากเกิดการระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การตัดแต่งกิ่งโดยทั่วไปจะให้เหลือไว้ประมาณ 2-6 กิ่ง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ หากตัดให้เหลือ 2 กิ่ง ก็จะทำให้ได้ผลผลิตขนาดใหญ่

แมลงศัตรูของพริกหวานส่วนใหญ่จะเป็นพวกไรขาว เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนกระทู้ผัก หนอนแมลงวันแตง หนอนเจาะผลมะเขือเทศ
ส่วนโรคที่มักเกิดขึ้นกับพริกหวาน คือ โรคต้นและใบไหม้ โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา โรครากเน่าโคนเน่า และโรคใบด่างจากเชื้อไวรัส

การเก็บเกี่ยว
หลังย้ายปลูกได้ประมาณ 70-130 วันก็เริ่มมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยใช้มีดที่คมและสะอาดตัดเหนือขั้วผล ไม่ควรใช้วิธีเด็ดด้วยมือ เนื่องจากจะทำให้เกิดการบอบช้ำเสียหายได้ หลังการเก็บเกี่ยวให้นำไปล้างด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิ 53 องศาเซลเซียส ผสมกับคลอรีนเข้มข้น 300 ppm เพื่อป้องกันผลเน่าในระหว่างการขนส่ง

ประโยชน์ของพริกหวาน
พริกหวานจะประกอบไปด้วยคุณค่าของสารอาหารมากมาย ได้แก่ พลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม โพแทสเซียม ไทอะมิน ไรโบฟลาวิน วิตามินซี เบตาแคดรทีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี1,บี2 และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงธาตุ ขับเหงื่อ ขับลม ขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้หิด กลากเกลื้อน ทำให้หลอดเลือดอ่อนตัวช่วยลดความดันโลหิต ทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตเป็นไปตามปกติ