การปลูกพุทราสามรส

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์ Zizyphus mauritiana Lamk.
ชื่อวงศ์ RHAMNACEAE
ชื่ออื่นๆ พุทรา, นางต้มต้น, หมากทัน, มะตันหลวง, มะท้อง, มะตอง, มะตันต้นพุทราสามรส

พุทราเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ลักษณะใบกลมโต มีดอกสีเหลือง กลิ่นเหม็น ออกเป็นช่อเล็กๆ ขนาด ลักษณะ และรสชาติของผลจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ชนิดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมักมีรสฝาดเปรี้ยว สายพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมปลูกในเมืองไทย ได้แก่ พันธุ์เจดีย์ สงวนทอง และสามรส

สำหรับพุทราสามรส เป็นพืชที่ไม่ค่อยมีใครสนใจปลูกกันมากนัก แต่ความจริงแล้วพืชชนิดนี้ มีจุดเด่นมากมายเลยทีเดียว เช่น ให้ผลผลิตได้นานหลายปี มีระยะการเก็บเกี่ยวนาน 5-6 เดือน ปลูกและดูแลรักษาได้ง่าย มีต้นทุนต่ำ ให้ผลผลิตสูง ขนาดผลใหญ่ รสหวาน กรอบ มีกลิ่นหอมคล้ายสาลี่

การขยายพันธุ์
ทำได้โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง การปลูกพุทราสามรสให้ได้ผลผลิตเร็ว ตรงกับความต้องการของตลาด ควรปลูกประมาณเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ก็จะเริ่มติดดอกในเดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณเดือนสิงหาคม

การปลูก
หากพื้นที่ปลูกเป็นที่ลุ่ม ให้ยกร่องปลูกกว้าง 4-5 เมตร สำหรับการปลูกแบบแถวเดียว เพื่อป้องกันน้ำท่วม สำหรับการปลูกแบบแถวคู่ให้ยกร่องกว้างประมาณ 7 เมตร ขุดร่องน้ำให้กว้างและลึกประมาณ 1-2 เมตร นำกิ่งพันธุ์ปลูกริมร่องทั้งสองข้าง ระดับน้ำในร่องต้องต่ำกว่าสันร่องน้ำ

การให้น้ำ
พุทราเป็นพืชที่ชอบความแห้งแล้ง ในช่วงที่มีการแตกกิ่งก้านและติดดอกควรให้น้ำประมาณ 2-4 วัน/ครั้ง ควรหยุดให้น้ำหรือเว้นระยะการให้ออกไปเมื่อมีการติดผลแล้ว เพื่อป้องกันการหลุดร่วง ควรตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้เพิ่มผลผลิตเมื่อปลูกได้ 1 ปีขึ้นไป ควบคู่ไปกับการให้น้ำและใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ย
ให้ปุ๋ยทางใบเพื่อป้องกันโรคใบไหม้ โดยฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อน ไม่มีลมพัดแรง ใส่ปุ๋ยคอกในช่วงที่มีการพักต้น เมื่อเริ่มแตกยอดใหม่ก็ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 เมื่อออกดอกติดผลแล้วให้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 สลับกับสูตร 13-13-21 เพื่อเร่งดอก ทำให้ติดลูกดก บำรุงผลให้มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ให้ผลได้อย่างต่อเนื่อง

โรคและแมลงศัตรูพืช
ใช้เพียงคาร์เบนดาซิม กับ แมนโคเซ็บ ฉีดพ่นเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ทุก 10-15 วัน กำจัดแมลงวันทองด้วยสารล่อ หรือฉีดพ่นด้วยสารไซเปอร์และคลอร์ไพริฟอส และยาป้องกันเชื้อรา

พุทราสามรส มักจะให้ผลผลิตลดลง หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 7 ปี จึงควรมีการปลูกต้นใหม่เป็นการทดแทน

ประโยชน์
พุทราประกอบไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย เช่น เส้นใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต วิตามินซี แคลเซียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส เมื่อรับประทานเข้าไปจะรู้สึกอิ่มท้องอยู่ได้นาน ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ใช้รับประทานเพื่อควบคุมน้ำหนักได้ ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน ช่วยลดความดันโลหิต ควบคุมการเต้นของหัวใจ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง และมีสรรพคุณทางยาโบราณที่ช่วยแก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้อาการท้องร่วง อาเจียน แก้หวัด คัดจมูก แก้อ่อนเพลีย ทำให้นอนหลับ และแก้หืด