การปลูกมะพร้าวน้ำหอม

By -

ชื่อสามัญ: Coconut
ชื่อวิทยาศาสตร์: Cocos nucifera Linn
ชื่อวงศ์: PALMAE
ชื่ออื่นๆ : มะพร้าวหมูสีมะพร้าวน้ำหอม

มะพร้าวน้ำหอม เป็นไม้ยืนต้นพันธุ์เตี้ย มีลำต้นขนาดเล็ก ไม่มีสะโพก มีใบย่อยและทางใบสั้น ออกจั้นได้เร็ว การทดสอบว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอมหรือไม่ ทำได้ด้วยการดมกลิ่นจากปลายรากอ่อนหน่อมะพร้าว น้ำมะพร้าว กะลามะพร้าว และเนื้อมะพร้าว แต่บางครั้งแม้จะได้หน่อพันธุ์แท้มาปลูก ความหอมกลับหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพบเจอกันอยู่บ่อยๆ ในกรณีดังกล่าวมักมีสาเหตุมาจากแปลงที่ใช้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมมีต้นมะพร้าวน้ำหวาน หรือต้นมะพร้าวชนิดอื่นปะปนอยู่ด้วย จึงทำให้มีการผสมละอองเกสรข้ามต้นกัน แต่ถ้ามีการผสมเกสรในต้นของตัวเอง ความหอมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มะพร้าวน้ำหอม น้ำมะพร้าวมีรสหวาน กลิ่นหอม จึงนิยมปลูกเป็นการค้า มีลำต้นเตี้ย ตั้งตรง แข็งแรง อวบ ปล้องถี่ ติดผลได้เร็ว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียจะบานในเวลาใกล้เคียงกัน หากไม่มีมะพร้าวชนิดอื่นปลูกปะปนอยู่ด้วย ก็จะทำให้มีการผสมเกสรในต้นเดียวกัน ไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์

ใบ จะแผ่กระจายรอบต้นคล้ายรูปวงกลม มีทางใบสั้น

จั่น จะเกิดขึ้นบริเวณโคนทาง โดยมีผลขนาดต่างๆ ติดอยู่จำนวนมาก

ผล มีลักษณะกลมรี ส่วนปลายผลจะเป็นจีบเล็กน้อย ผลจะโตสม่ำเสมอกันทั้งทะลาย ภายในผลจะมีน้ำที่มีรสชาติหวานหอม และมีเนื้อผลที่นุ่มน่ารับประทาน ในแต่ละผลจะมีน้ำหนักประมาณ 900 กรัม

หลักที่ควรคำนึงถึงก่อนปลูกมะพร้าวน้ำหอม
-ต้องเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตร/ปี
-พื้นที่ปลูกอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร
-สภาพแวดล้อมของพื้นที่ปลูกมีอุณหภูมิประมาณ 20-27 องศาเซลเซียส
-ควรได้รับแสงแดดประมาณ 1.7 ชม./วัน
-ดินปลูกควรมีธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์ และมีความชุ่มชื้นที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโต

การเพาะต้นกล้ามะพร้าวน้ำหอม
การขยายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม ทำได้โดยใช้ผล ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
-เตรียมพื้นที่ปลูกให้เรียบสม่ำเสมอกัน โดยให้มีร่องเพื่อระบายน้ำได้ด้วย
-ควรเลือกผลมะพร้าวที่มีความสมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง มีลักษณะตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ ไม่เป็นผลที่อ่อนหรือแก่จนเกินไป
-ปาดผล เพื่อให้น้ำซึมเข้ากาบมะพร้าวได้ ประมาณ 1/5 ของผล
-วางผลให้ส่วนที่ปาดแล้วอยู่ด้านบน โดยวางเรียงเป็นแถวแบบสลับฟันปลาในพื้นที่ที่เตรียมไว้
-ใช้ขุยมะพร้าวปิดคลุมผลที่วางในแปลงแล้วเพื่อรักษาความชื้น และรดน้ำให้ได้รับความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ และให้ได้รับแสงอย่างเพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากแสงแดด อุณหภูมิ น้ำ ธาตุอาหาร และวัสดุเพาะชำเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการงอกและความสมบูรณ์ของต้นกล้าที่มีคุณภาพเป็นอย่างมาก
-เมื่อต้นกล้ามีความแข็งแรงก็ให้ทำการย้ายไปปลูกได้

การปลูก
เตรียมหลุมปลูกที่มีขนาด 50x50x50 ซม. โดยขุดไว้ตั้งแต่ช่วงหน้าแล้ง ตากหลุมทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เว้นระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 6×6 เมตร หากพื้นที่ใช้ปลูกมีปลวก ให้ใช้ยากันปลวกโรยก้นหลุม หรือจะใช้ใบไม้ เศษไม้แห้ง วางในหลุมแล้วเผาก็ได้ หากพื้นที่ปลูกมีสภาพเป็นดินทรายหรือมีความแห้งแล้งมาก ควรให้ความชุ่มชื้นกับดินด้วยการใช้กาบมะพร้าว ฟางข้าว ใบไม้แห้ง หรือหญ้าแห้ง รองก้นหลุมประมาณ 2-3 ชั้น ส่วนดินที่ขุดขึ้นมาจากหลุมในครั้งแรก ที่เป็นดินส่วนบนให้นำมาผสมกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 1/7 ใช้รองก้นหลุม ส่วนดินล่างให้ผสมกับปุ๋ยฟอสเฟตประมาณ ½ กก./หลุม กลบดินที่เหลือให้เต็มหลุม รอจนถึงฤดูปลูก

เมื่อถึงฤดูปลูกซึ่งอยู่ในช่วงของฤดูฝน ให้ขุดดินในหลุมปลูกขนาดเท่ากับผลมะพร้าว หากรากของหน่อพันธุ์ที่คัดเลือกไว้แล้วมีรอยหักช้ำ ก็ให้ตัดออกแล้วใช้ยากันเชื้อราหรือปูนขาวทาที่รอยตัดนั้นก่อนนำหน่อลงปลูก โดยตั้งให้หน่อตรงและหันไปในทิศเดียวกัน จากนั้นให้ใช้ดินกลบพอมิดผล ระวังไม่ให้ทับโคนหน่อ เพราะจะทำให้เติบโตช้า ใช้ไม้ปักผูกติดกับต้นเพื่อป้องกันการล้มจากแรงลม กลบดินรอบโคนหน่อให้แน่น ในระยะแรกของการปลูกควรทำร่มเงากำบังเพื่อไม่ให้ได้รับแสงแดดโดยตรงเกินไป และในปีแรกของการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นโตและแข็งแรงดีแล้วจึงค่อยลดลงเหลือ 2 สัปดาห์/ครั้ง กลบดินรอบต้นให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันโคนลอย หากบริเวณปลูกมีสัตว์เลี้ยงก็ให้รั้วป้องกันไว้

การใส่ปุ๋ย
ควรมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดให้บ้าง ส่วนปุ๋ยเคมีที่นิยมใส่ คือ 13-13-21 ก่อนใส่ปุ๋ยควรทำการตรวจวิเคราะห์สภาพดินเสียก่อน

โรคและแมลงที่สำคัญ
โรคที่มักเกิดกับต้นมะพร้าว เช่นโรคยอดเน่า โรคใบจุด โรคผลร่วง และโรคเอือนกิน ส่วนแมลงที่เป็นศัตรู เช่นพวก ด้วงแรด ด้วงงวงมะพร้าว แมลงดำหนาวมะพร้าว หนอนจั่นมะพร้าว หนอนร่านกินใบมะพร้าว ควรหมั่นดูแลรักษาอยู่เสมอ เพื่อจะได้ป้องกันและกำจัดปัญหาเหล่านี้เสียตั้งแต่เนิ่นๆ

ประโยชน์
เนื้อ-ใช้ประกอบในอาหารคาวหวาน หากนำมาเคี่ยวก็จะได้น้ำมันประมาณ 60-65% ซึ่งในน้ำมันมะพร้าวก็มีกรดไขมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการอยู่หลากหลายชนิด

น้ำมะพร้าว-มีรสหอมหวานชื่นใจ และยังมีสารอาหารพวกน้ำตาล โปรตีน โซเดียม แคลเซียม โปแตสเซียม ที่ให้คุณค่าทางอาหารสูง เหมาะที่จะใช้เป็นเครื่องดื่ม

สรรพคุณทางยา
กะลา-ใช้แก้อาการปวดกระดูกและเส้นเอ็น โดยนำมาเผาให้เป็นถ่านดำ แล้วบดให้เป็นผงละเอียด ใช้ผสมน้ำดื่มครั้งละ ½-1 ช้อนชา วันละ 3-4 ครั้ง

ดอก-มีรสฝาดหวานหอม ใช้เป็นยาแก้อาการเจ็บคอ แก้ท้องเสีย แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ใช้กล่อมเสมหะ บำรุงโลหิต และแก้อาการปากเปื่อย

ราก-รสฝาดหวานหอม ใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ หรือใช้อมบ้วนปากแก้อาการเจ็บคอ

น้ำมันมะพร้าว-มีรสหวานเค็ม ใช้รับประทานเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง เมื่อใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำปูนใสอย่างละ 1 ส่วน คนผสมให้เข้ากันทีละน้อย แล้วนำไปใช้ทารักษากลากเกลื้อน ใช้บำรุงผม ทาแผลที่โดนน้ำร้อนลวก ผิวหนังที่แตกแห้ง และใช้แก้อาการของโรคผิวหนังต่างๆ

น้ำมะพร้าว-ใช้ดื่มแก้กระหายน้ำ แก้นิ่ว แก้อาการบวมน้ำ อาเจียนเป็นเลือด ช่วยขับปัสสาวะ แก้พิษ แก้ท้องเสีย ช่วยให้ระบาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าว เนื่องจากจะได้รับผลเสียมากกว่าผลดี และน้ำมะพร้าวยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นน้ำส้มสายชู เพื่อใช้ประกอบในอาหารต่างๆ ได้อีกมากมาย

คนไทยในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า ต้นมะพร้าวเป็นไม้มงคล หากปลูกไว้ในทิศตะวันออก ก็จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข จึงนิยมปลูกมะพร้าวน้ำหอมกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีรสชาติดี และสามารถผลิดอกออกผลได้อย่างรวดเร็ว

แต่การปลูกมะพร้าวก็ต้องคำนึงถึงปริมาณพื้นที่สำหรับใช้ปลูกด้วย เนื่องจากมะพร้าวมีทรงพุ่มที่แผ่กว้าง ไม่สามารถตัดแต่งได้มาก และระบบรากมีความแข็งแรง สามารถแผ่ขยายไปได้ไกลๆ จึงไม่เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย แต่ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ ต้นมะพร้าวจะสามารถให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดีเมื่อต้นมีอายุมากขึ้น