การปลูกอะโวคาโด

By -

ชื่อสามัญ Avocado
ชื่อวิทยาศาสตร์ Persea Americana Mill
ชื่อวงศ์ Lauraceae
ชื่ออื่นๆ อะโวคาโด, อาโวคาโด, อาโวกาโด, อโวคาโด้, ลูกเนยอะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับ อบเชย เบย์ลอเรล(bay laurel) และกระวาน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในรัฐปวยบลาของประเทศเม็กซิโก และมีปลูกทั่วไปในแคลิฟฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทยมีการนำมาปลูกเป็นครั้งแรกที่จังหวัดน่าน โดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน และได้มีการแพร่ขยายออกไปมากขึ้นทั่วประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุนานหลายปี ลักษณะเปลือกลำต้นเป็นผิวขรุขระ สีน้ำตาลอ่อน ขนาดของต้นที่โตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 18 เมตร

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปไข่ สีเขียวสด สามารถมองเห็นเส้นใบได้ชัดเจน แผ่นใบค่อนข้างหนา เรียบ ขอบใบเรียบ ออกเรียงเวียนสลับกันบริเวณปลายกิ่ง

ดอก
ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่ง มีสีเขียวอมเหลือง ขนาดเล็ก

ผล
ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ กลม หรือคล้ายผลสาลี่ เปลือกผลสีเขียว อาจหนาหรือบางขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภายในผลจะมีเนื้อมันละเอียด สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองเข้มคล้ายเนย ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสหวาน

เมล็ด
ภายในเนื้อผลจะมีเมล็ดสีน้ำตาลที่มีรกหุ้มอยู่จำนวน 1 เมล็ด

พันธุ์ของอะโวคาโดอะโวคาโด1
อะโวคาโดที่มีรสชาติดี จะให้น้ำมันในปริมาณที่สูง เช่น พันธุ์แฮส(Hass) พันธุ์ฟอร์เต้ และพันธุ์บัคคาเนีย ส่วนพันธุ์อื่นๆ ก็จะให้ได้ในปริมาณที่ลดน้อยลงไป

อะโวคาโตสามารถแบ่งตามลักษณะการบานของดอกออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่ม A ได้แก่ พันธุ์แฮส (Hass) ปีเตอร์สัน (Peterson)
2. กลุ่ม B ได้แก่ พันธุ์บัคคาเนีย (Buccanaer) บูธ 7 (Booth 7) บูธ 8 (Booth 8) และเฟอร์เต้ (Fuerte)

การปลูกร่วมกันระหว่างกลุ่ม A และกลุ่ม B จะทำให้ติดผลได้มากขึ้น พันธุ์ที่นิยมปลูกร่วมกัน ได้แก่ พันธุ์แฮสกับเฟอร์เต้

อะโวคาโดพันธุ์แฮส (Hass)
เป็นพันธุ์การค้ามีราคาแพง เจริญได้ดีในสภาพอากาศที่เย็น ลักษณะใบเรียวแหลม ออกห่างๆ กัน ผลคล้ายรูปแพร์ขนาดเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม เปลือกผลขรุขระเป็นสีเขียวเข้ม ต่อมาเมื่อสุกจะกลายเป็นสีม่วงดำ เนื้อภายในผลมีสีเหลือง มีไขมันสูง มีเมล็ดขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์จะมีผลให้เก็บเกี่ยวได้

อะโวคาโดพันธุ์บูช 7 (Booth-7)
เป็นพันธุ์ที่เมื่อมีอายุครบ 5 ปี จะให้ผลผลิตได้มากถึง 249 ผล/ต้น มีรสชาติปานกลาง ลำต้นมีขนาดใหญ่ มีใบใหญ่เป็นมัน ลักษณะผลค่อนข้างกลม เปลือกผลมีสีเขียว หนา ขรุขระน้อยกว่าพันธุ์แฮส เมื่อผลสุกที่เปลือกผลมักจะมีรอยตกกระ มีปริมาณไขมันน้อยกว่าพันธุ์แฮส มีน้ำหนักผลประมาณ 330 กรัม ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

อะโวคาโดพันธุ์ เฟอร์เต้(Fuerte)
เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติดี ลักษณะผลคล้ายรูปแพร์ สีเขียวเข้ม ขรุขระเล็กน้อย เนื้อภายในผลสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม ผลมีน้ำหนักประมาณ 150-300 กรัม ฤดูเก็บเกี่ยวจะอยู่ในช่วงของเดือนตุลาคม-ธันวาคม

อะโวคาโดพันธุ์ บัคคาเนีย(Buccanaer)
ผลมีลักษณะมนรี เปลือกผลสีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีเหลือง ขนาดน้ำหนักผลมีประมาณ 250-350 กรัม ใบมีขนาดกว้าง สีเขียวไม่เป็นมัน

การขยายพันธุ์
ทำได้โดยการเพาะเมล็ดซึ่งมักจะให้ผลผลิตได้ในปีที่ 8 หรืออาจใช้วิธีติดตา ตอนกิ่ง เพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ และเพื่อให้ได้ผลผลิตเร็วขึ้น ซึ่งมักจะอยู่ในปีที่ 3 ของการปลูก แต่ต้องมีการดูแลรักษาที่ดีด้วย ในปีแรกๆ ของการปลูกหากต้นยังไม่แข็งแรงพอ ควรเด็ดผลทิ้งเพื่อเร่งต้นให้เจริญเติบโตเสียก่อน

วิธีการปลูกอะโวคาโดอะโวคาโด2
ฤดูที่เหมาะสมในการปลูกอะโวคาโด คือช่วงต้นของฤดูฝน แต่ถ้ามีน้ำให้ได้อย่างเพียงพอก็สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี พื้นที่ปลูกไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขังได้ ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมประมาณ 8×6 เมตร หรือ 8×10 เมตร

ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก ควรให้มีการปรับสภาพด้วยการนำไปวางไว้กลางแจ้งประมาณ 2-3 วันก่อน แล้วขุดหลุมปลูกให้มีขนาด 60x60x60 ซม. ผสมดินที่ขุดขึ้นมาด้วยปุ๋ยคอก 1-2 บุ้งกี๊ หรือปุ๋ยโวก้าอินทรีย์ 1 กำมือ วางต้นพันธุ์ลงปลูก กลบดินผสมปุ๋ยให้แน่น ใช้ไม้ไผ่ปักค้ำยึดต้นไว้กันโยก ใช้ฟางข้าว เศษไม้ หรือแกลบ คลุมรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ให้น้ำวันละ 15 ลิตร/ต้น และลดการให้น้ำเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อมีอายุได้ 1 ปี

การใส่ปุ๋ย
หลังจากปลูกได้ประมาณ 2 เดือน ให้ปุ๋ยไนโตเจน ฟอสฟอรัส โพแตสเซียม ในอัตรา 3:1:1 และปุ๋ยยูเรียผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 1:2 สลับกับปุ๋ยโวก้าอินทรีย์ ประมาณ 200 กรัม/ต้น โดยในปีแรกควรให้ทุกๆ 3 เดือน ส่วนที่ปีที่ 2 ให้ในปริมาณ 400 กรัม ในปีที่ 3 เป็นต้นไปให้ในปริมาณ 500 กรัม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ให้ผลผลิตพอดี ควรงดการให้น้ำในช่วงฤดูฝน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ออกดอก

การกำจัดศัตรูพืช
ทุกๆ 3 เดือน ให้ใช้เมทเทลซิล(Metalexyl) 100 กรัม/ต้น หรือ ไรโดมิล (Ridomil) 50 กรัม/ต้น เพื่อป้องกันการเข้าทำลายของแมลง

โรคสำคัญ
โรคที่มักเกิดกับอะโวคาโด ได้แก่ โรครากเน่า และโรคแอนแทรกโนส สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ต้นพันธุ์ที่ทนต่อโรค พื้นที่ปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี และใช้น้ำผสมเด๊กซอน(Dexon) รดกิ่งพันธุ์ในโรงเรือนก่อนนำไปปลูก ส่วนโรคทางใบและผล ให้ใช้คาร์เบนดาซิน หรือไซเปอร์เมททริน ฉีดพ่นเมื่อแตกใบอ่อนแล้ว

การตัดแต่งกิ่ง
ในช่วงแรกของการปลูก เมื่อลำต้นสูงประมาณ 50 ซม. ให้ตัดยอดออกไปเหลือไว้เฉพาะต้นตอเพื่อเป็นการเร่งให้ยอดใหม่ 3-4 ยอดแตกขึ้นมา ส่วนต้นที่เติบโตแข็งแรงดีแล้วก็ให้ตัดกิ่งที่เป็นโรค หรือกิ่งที่ไม่ต้องการออก และเพื่อให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวจึงควรตัดให้มีทรงพุ่มต่ำในลักษณะแผ่ออกด้านข้าง หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจึงค่อยทำซ้ำอีกครั้ง ตามด้วยการบำรุงต้นโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมี

ประโยชน์
ชาวเม็กซิโกใช้เนื้ออะโวคาโดปรุงอาหารแทนเนย และนำมาสกัดน้ำมันทำเป็นเครื่องสำอางต่างๆ หรือจะกินเป็นผลไม้สด หรือกินกับไอศกรีม น้ำตาล นมข้นหวาน ชอคโกแลต สลัด ปั่นกับนมเป็นน้ำผลไม้ หรือเค้กก็ได้

ในแถบยุโรปและอเมริกาจะนิยมรับประทานผลอะโวคาโดกันมาก เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล เส้นใย ไขมัน กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน โปรตีน น้ำ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินบี1, บี2, บี3, บี5, บี6 และบี9 วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม สังกะสี และฟลูออไรด์

ข้อควรระวัง
แต่สำหรับบางคนก็ไม่ชอบผลไม้ชนิดนี้ เนื่องจากมีไขมันอยู่สูงและไม่ค่อยมีรสหวาน และในผลดิบของอะโวคาโดจะมีสารแทนนินที่มีรสขมอยู่เป็นจำนวนมาก หากกินเข้าไปจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ซึ่งจะรับประทานได้เฉพาะผลที่สุกแล้วเท่านั้น แต่สำหรับคนที่แพ้ผลไม้ชนิดนี้เมื่อรับประทานเข้าไปก็อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน มีผื่นคัน เป็นลมพิษ หรืออาจเสียชีวิตได้

ในส่วนของใบ เปลือกต้น ของอาโวคาโด มีสารที่เป็นพิษต่อสัตว์หลายชนิด เช่น แมว หมา แพะ กระต่าย นก ปลา ไก่ และม้า หากในอาหารของสัตว์เหล่านี้มีส่วนผสมของอะโวคาโดอยู่ก็มักจะไม่มีความปลอดภัย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการรับประทานอะโวคาโด จึงควรรับประทานแต่ผลที่สุกแล้ว หรือแม้แต่การนำไปรับประทานร่วมกับอาหารอย่างอื่น ก็ควรมีการสังเกตอาการเป็นพิษทางร่างกายของตัวเองร่วมด้วย