การปลูกอินทผาลัม

By -

อินทผาลัม
ชื่อสามัญ Date Palm, Dates
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phoenix dactylifera L.
ชื่อวงศ์ ARECACEAE
ชื่อวงศ์เดิม PALMAE, PALMACEAEอินทผาลัม

อินทผลัม มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง จัดเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลของปาล์ม เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง เช่น ทะเลทราย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ตามประเทศต่างๆ เช่น สายพันธุ์ในประเทศลิเบีย ซาอุดิอาระเบีย อิรัก ซูดาน ไนจีเรีย อาหรับ ตุรกี แอลจีเรีย ตูนิเซีย แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โอมาน อียิปต์ โมร็อกโก เยเมน อิหร่าน สำหรับประเทศที่ผลิตอินทผาลัมเป็นรายใหญ่ ได้แก่ อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน อาหรับ และแอลจีเรีย อินทผลัมเป็นพืชที่อายุยืนยาวมากกว่า 100 ปี สามารถให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ตั้งแต่อายุ 8 ปีไปจนถึงอายุ 50-60 ปี และหลังจากนี้ผลผลิตก็จะเริ่มลดน้อยลงโดยเฉลี่ยผลผลิตที่ได้ประมาณไร่ละ 200 กิโลกรัม/ปี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ลักษณะลำต้นของอินทผาลัมจะคล้ายๆ กับต้นปาล์ม มีความสูงของลำต้นได้ถึง 30 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นประมาณ 30-50 ซม.

ระบบราก
ระบบรากของอินทผาลัมจะเป็นระบบรากฝอย ที่สามารถแผ่กระจายออกไปได้ไกลถึง 25 เมตร และลงลึกไปในดินได้มากกว่า 6 เมตร เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่ไม่มีรากแก้ว ส่วนใหญ่ระบบรากจะมีอยู่อย่างหนาแน่นในระยะที่ห่างออกไปจากต้นประมาณ 2 เมตร และลึกลงไปประมาณ 2 เมตร ระบบรากของอินทผาลัมสามารถแช่อยู่ในดินเปียกๆ ได้นานหลายเดือน แต่ก็อาจเกิดความเสียหายขึ้นได้หากปล่อยไว้นานจนเกินไป

ใบ
ลักษณะใบของอินทผาลัมจะเป็นแบบขนนก ใบย่อยยาวแหลมออกเรียงสลับแบบตรงกันข้ามเป็นคู่ประมาณ 40-60 ก้าน บริเวณโคนใบจะมีหนามที่ยาวและแข็งมาก ขนาดความยาวของใบมีประมาณ 3-6 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์

ดอก
ดอกจะออกมาจากโคนกาบใบเป็นช่อในลักษณะของจั่น กลีบดอกตัวผู้มีสีขาวเป็นแฉกๆ คล้ายหางกระรอก ส่วนดอกตัวเมียจะเป็นช่อเมล็ดกลมๆ สีเขียวอ่อน

ผลอินทผาลัมสุก
ลักษณะรูปร่างของผลอินทผาลัมจะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ซึ่งอาจมีทั้งที่เป็นรูปทรงกลม กลมรี เรียวยาว รวมไปถึงสีของผลด้วย เช่น บางชนิดอาจมีผลสีเหลือง สีน้ำตาล สีส้ม สีแดง หรือสีดำ ผลจะออกเป็นช่อยาวประมาณ 2-4 ซม. รับประทานได้ทั้งผลดิบและสุก มีรสหวาน ผลที่ยังสดอยู่จะมีสีเหลืองหรือสีส้ม และจะกลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่จัด ซึ่งการเปลี่ยนสีของผลสุกก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ด้วยเช่นกัน ผลอินทผาลัมที่สุกแล้วเมื่อนำไปตากจนแห้งจะทำให้มีรสหวานจัดเหมือนเชื่อมด้วยน้ำตาล ซึ่งสามารถเก็บไว้รับประทานได้นานหลายปี

อินทผาลัมสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ชอบที่กลางแจ้งและต้องการแสงตลอดทั้งวัน ชอบอากาศร้อน ต้องการน้ำมาก อุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 32-40 องศาเซลเซียส สามารถทนอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้ไม่นานจนเกินไป ควรมีแหล่งน้ำให้อย่างเพียงพอในฤดูร้อนและฤดูหนาว หรือประมาณปีละ 2,000 – 2,500 ม.ม.

อินทผลัมจะมีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่แยกกันคนละต้น จึงจำเป็นต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และตัวเมียไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เกสรจากต้นตัวผู้มาผสมกับต้นตัวเมียจนได้เป็นผลผลิตออกมา โดยต้นอินทผลัมตัวผู้สายพันธุ์ที่ดีจะมีสัดส่วนในการปลูก 1 ต้น ต่อต้นตัวเมียถึง 40-50 ต้น

การขยายพันธุ์
สามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

1. การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
สามารถทำให้ได้ต้นพันธุ์ในปริมาณมากและรวดเร็ว ในระยะแรกมีต้นทุนต่ำกว่าวิธีอื่นๆ แต่ด้วยอินทผาลัมมีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่แยกกันคนละต้น จึงไม่นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เนื่องจากจะทำให้ได้ต้นตัวผู้และตัวเมียอย่างละครึ่ง หรือกว่าจะทราบเพศได้ก็ต้องรอให้มีการออกดอกเสียก่อน ส่วนผลผลิตที่ได้ก็จะเป็นพันธุ์ลูกผสมไม่เหมือนกับต้นแม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีคุณภาพที่ต่ำกว่าต้นแม่พันธุ์เสมอ ดังนั้น วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองปลูก โดยการหาซื้อเมล็ดพันธุ์ตามตลาดทั่วไปมาเพาะเป็นต้นกล้า ด้วยการเพาะเลี้ยงไว้ในถุงดำ แล้วรอจนกว่าจะมีใบออกมาประมาณ 3-4 ใบ หรือเมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 ปี แล้วค่อยทำการย้ายไปปลูกในแปลง ควรมีการบริหารจัดการแปลงปลูกที่ดีเพื่อคุณภาพการเจริญเติบโตของต้นกล้า

2. วิธีการขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อจากต้นแม่
วิธีนี้จะทำให้ได้พันธุ์แท้เหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ไม่สามารถทำได้ในปริมาณที่มากและในเวลาที่รวดเร็วได้ เนื่องจากตลอดอายุของต้นแม่พันธุ์จะสามารถให้หน่อได้เพียงประมาณ 20-30 หน่อเท่านั้น หากต้องการปลูกด้วยวิธีนี้ก็ต้องสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง เนื่องจากยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์แบบนี้ในประเทศไทย ต้นทุนในระยะแรกของวิธีนี้จึงสูง เป็นการขยายพันธุ์ที่เหมาะกับสวนที่มีแม่พันธุ์ดีอยู่แล้วเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น

3. การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับ 2 วิธีแรก จึงทำให้เกิดการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ขึ้นมา วิธีนี้เป็นการโคลนนิ่งจากต้นแม่พันธุ์ จึงทำให้มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็ว ใช้เงินลงทุนมากกว่าการเพาะเมล็ด แต่น้อยกว่าการแยกหน่อจากต้นแม่พันธุ์ เหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า เนื่องจากทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดีอย่างสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตเร็ว ปลูกได้ทุกฤดูตามปริมาณที่ต้องการ และสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดี ซึ่งวิธีนี้ก็ยังไม่มีในประเทศไทย หากต้องการปลูกก็ต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ

ในแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงควรเลือกปลูกในรูปแบบที่ตรงกับความสามารถและเงินลงทุนของตัวเอง หรือจะใช้การปลูกแบบผสมผสานทั้ง 3 วิธีก็ได้

การเว้นระยะปลูก
เนื่องจากเมื่ออินทผาลัมโตเต็มที่จะมีทางใบที่กว้างมาก และมีระบบรากที่ลึกและขยายออกไปอย่างกว้างขวาง และควรให้ได้รับลมและแสงแดดอย่างเต็มที่ด้วยการเว้นระยะปลูกให้ห่างกันประมาณ 8×8 เมตร, 8×10 เมตร หรือ 10×10 เมตร โดยในพื้นที่ 1 ไร่ หากใช้ระยะปลูกแบบ 8×8 เมตร จะสามารถปลูกอินทผาลัมได้ประมาณ 25 ต้น หากมีพื้นที่น้อยกว่านี้จะไม่เหมาะกับการปลูกอินทผาลัม

ขนาดของหลุมที่ใช้ปลูก
ขนาดหลุมที่ใช้ปลูกอินทผาลัม ควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 80 ซม. ลึกลงไปในดินประมาณ 80 ซม. ใช้ปุ๋ยคอกเพื่อรองก้นหลุม แล้วใช้ปุ๋ยคอก 1 ส่วนผสมกับดินที่ขุดขึ้นมาจากหลุม 3 ส่วนใส่กลับลงไปในหลุมจนเต็ม จากนั้นให้ทำหลุมปลูกขนาดเท่ากับถุงดำหรือภาชนะที่ใช้เลี้ยงต้นกล้า นำต้นกล้าออกจากภาชนะปลูกแล้ววางลงในหลุมปลูก กลบดินให้แน่น รดน้ำให้พอชุ่ม หากต้องการปลูกในปริมาณมากๆ อาจใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยในการขุดหลุมปลูกก็จะสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น หากมีการติดตั้งระบบการให้น้ำแบบอัตโนมัติก็จะสามารถปลูกอินทผาลัมได้ทุกฤดูกาล สำหรับการปลูกโดยทั่วไปช่วงต้นฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุด เพื่อให้อัตราการรอดของต้นกล้าเป็นไปอย่างมีคุณภาพ จึงควรอนุบาลต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ดและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มีใบประมาณ 3-4 ใบก่อนนำไปปลูก สำหรับต้นกล้าที่ได้จากการแยกหน่อควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20-35 ซม. มีน้ำหนักประมาณ 10-25 ก.ก. หรือมีอายุไม่น้อยกว่า 2-3 ปี หลังจากขุดแยกออกมาจากต้นแม่แล้วให้ใส่ยากันเชื้อรา 2 ครั้ง/เดือน และอนุบาลให้แข็งแรงประมาณ 1-2 ปี ในเรือนเพาะชำก่อนนำลงแปลงปลูก

การให้น้ำ
อินทผาลัมจะเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างเต็มที่ หากในช่วงฤดูร้อนมีการรดน้ำให้ทุกวันหรือประมาณ 2 ครั้ง/สัปดาห์เป็นอย่างน้อย ส่วนในฤดูหนาวควรให้ประมาณ 2 ครั้ง/สัปดาห์ หรือสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย

การกำจัดวัชพืช
ควรมีการกำจัดวัชพืชในช่วงฤดูฝนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ไปแย่งอาหารของอินทผาลัม เนื่องจากในช่วงนี้วัชพืชจะเจริญเติบโตเร็วมาก จึงส่งผลให้อินทผาลัมโตช้า ควรป้องกันแมลงศัตรูพืชมารบกวนด้วยการดูแลรักษาให้บริเวณโคนต้นสะอาดอยู่เสมอๆ

การใส่ปุ๋ย
ควรมีการให้ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนตุลาคมและเดือนพฤษภาคม โดยใช้ปุ๋ยคอกใส่แล้วพรวนดินให้ผสมเข้ากันดี

การตัดแต่งใบ
ควรมีการตัดใบที่แก่แล้วทิ้งไป เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกแมลงต่างๆ และยังทำให้ทรงพุ่มสวยงามดูสะอาด ส่วนใบที่เหลือควรตัดหนามที่แข็งและยาวบริเวณโคนใบออกไป เพื่อป้องกันอันตรายและเพื่อความสะดวกขณะทำงานในแปลงปลูก

การผสมเกสร
การช่วยผสมเกสรให้กับต้นอินทผาลัม จะทำให้ติดลูกดกกว่าการอาศัยวิธีธรรมชาติอย่างเดียว เนื่องจากอินทผาลัมมีต้นตัวผู้และตัวเมียแยกกันอยู่คนละต้น โดยทั่วไปอินทผาลัมต้นตัวผู้จะให้ดอกก่อนต้นตัวเมีย ดังนั้นเมื่อกลีบดอกสีขาวเป็นแฉกๆ ของจั่นตัวผู้แตกออกมาก็ให้นำถุงพลาสติกมาคลุมแล้วผูกปากถุงไว้ ตามด้วยการตัดช่อดอกตัวผู้ออกมา แล้วเขย่าให้ละอองเกสรตัวผู้ตกลงมาในถุง ไล่อากาศในถุงออกให้หมด ปิดปากถุงให้สนิทแล้วนำไปเก็บไว้ในช่องปกติของตู้เย็น เพื่อรอผสมกับต้นตัวเมีย ซึ่งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานเป็นปี และเมื่อดอกตัวเมียเริ่มออกแล้วก็ถึงเวลาของการผสมเกสร ควรทำการผสมเกสรในช่วงเช้า โดยการนำเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้ออกมาแบ่งใส่ในถุงพลาสติกอีกใบ แล้วเขย่าถุงให้ละอองเกสรฟุ้งกระจายก่อนจะนำไปครอบที่ดอกตัวเมีย จากนั้นก็เขย่าให้ทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียผสมกัน และในเช้าต่อมาก็ให้ทำซ้ำอีกครั้ง ถ้าหลังจากผสมเกสรไปประมาณ 4-6 ชั่วโมงแล้วเกิดฝนตกลงมาชะล้างละอองเกสรตัวผู้ออกไป ก็ควรทำการผสมเกสรใหม่เพื่อให้มีการติดผลได้ดี

การตัดแต่งช่อผล
ในขณะที่ผลยังเล็กอยู่ ควรปลิดออกไปให้เหลือประมาณก้านละ 20-25 ผล และใน 1 ช่อให้เหลือก้านไว้ประมาณ 45-50 ก้าน เพื่อให้ผลที่ยังเหลืออยู่มีคุณภาพสมบูรณ์ดี ขนาดผลใหญ่ สุกเร็ว เป็นที่ต้องการของตลาด และมีราคาสูง

โรคพืช
ส่วนใหญ่โรคที่เกิดขึ้นกับต้นอินทผาลัมมักเป็นโรคใบจุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน โดยมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ แพร่กระจายจับอยู่บริเวณหลังใบ ทำให้ใบแห้ง ควรแก้ไขด้วยการตัดใบนั้นไปทำลายทิ้งและหมั่นคอยดูแลการระบาดอยู่เสมอๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีฉีดพ่น

ประโยชน์ที่ได้รับจากอินทผาลัม
ในผลอินทผาลัมจะมีคุณค่าทางโภชนาการอยู่อย่างมากมาย ได้แก่ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล เส้นใย ไขมัน โปรตีน น้ำ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทีน วิตามินบี1วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 วิตามินบี9 วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี

การรับประทานอินทผาลัมจะช่วยบำรุงกำลัง ขจัดความเมื่อยล้าอ่อนเพลีย บำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยป้องกันโรคตาบอดแสง ช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวในรายที่ผอมจนผิดปกติ ช่วยบำรุงตับอ่อน รักษาโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมและดูแลระบบประสาท ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดในสมอง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยป้องกันมะเร็งในช่องท้อง ป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ แก้อาการเจ็บคอ แก้กระหาย แก้อาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยลดเสมหะในลำคอ ช่วยลดความหิว ช่วยย่อยอาหารและป้องกันโรคท้องผูก ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายๆ และในตอนเช้าขณะท้องว่างหากรับประทานอินทผาลัมเข้าไปก็จะช่วยฆ่าเชื้อโรค พยาธิ และช่วยขับสารพิษในระบบทางเดินอาหารได้ ในช่วงเดือนท้ายๆ ของหญิงใกล้คลอดหากมีการรับประทานอินทผาลัมก็จะช่วยทำให้มดลูกมีการขยายตัว ช่วยลดอาการตกเลือดหลังการคลอดได้ด้วย หากอยู่ในระยะให้นมบุตรก็จะช่วยเพิ่มสารอาหารในน้ำนมทำให้ทารกมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าของมารดาด้วย สำหรับชาวมุสลิมมักรับประทานผลอินทผาลัมในช่วงของเดือนถือศีลอด หรือที่เรียกว่า เดือนรอมฎอน และยังเชื่อว่าการรับประทานอินทผาลัมจะช่วยป้องกันไสยศาสตร์ได้