การปลูกเงาะ

By -

ชื่ออังกฤษ Rambutan
ชื่อวิทยาศาสตร์ Nephelium lappaceum Linn.เงาะ

เงาะเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ เป็นไม้ผลเมืองร้อน เจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความชื้นค่อนข้างสูง แต่ไม่มีน้ำท่วมขัง ควรเลือกแหล่งปลูกที่มีน้ำเพียงพอตลอดปี มีอุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี มีความชื้นในอากาศสูง เงาะมีถิ่นกำเนิดจากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ในประเทศไทยมักนิยมปลูกเงาะกันมากในทางภาคตะวันออก และทางภาคใต้ ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำตาลกรวด พันธุ์สีชมพู พันธุ์โรงเรียน และพันธุ์เจ๊ะมง เป็นต้น ส่วนพันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้า เช่น พันธุ์โรงเรียน พันธุ์สีทอง และพันธุ์สีชมพู ส่วนพันธุ์อื่นๆ อาจมีปลูกกันบ้างประปรายเพื่อการบริโภคในครัวเรือน หรือเพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษาทางวิชาการ

ลักษณะดินที่ใช้ปลูกต้องเป็นดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.0-5.7

การปลูก
ควรเตรียมดินโดยการไถพรวน และปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบายน้ำในแปลง ต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกควรมีความสมบูรณ์แข็งแรง ระบบรากสมบูรณ์ ไม่ขดหรืองอ ซึ่งต้นพันธุ์นี้อาจได้มาจากการเพาะเมล็ด การตอน การทาบกิ่ง หรือการติดตา

การเตรียมหลุมปลูก ควรขุดหลุมให้มีลักษณะ กว้างxยาวxลึก ประมาณ 50x50x50 ซม. แต่ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์น้อยควรให้หลุมมีขนาด 1x1x1 เมตร ควรผสมดินปลูกด้วยปุ๋ยคอกแห้งประมาณ 1 บุ้งกี๋ และหินฟอสเฟต 2 กระป๋องนม แล้วกลบลงในหลุมให้สูงกว่าระดับเดิมประมาณ 20-25 ซม. ระยะห่างระหว่างการปลูกของแต่ละต้นประมาณ 8-10 เมตร ระหว่างแถวห่างประมาณ 8-10 เมตร แล้วนำกิ่งพันธุ์ดีมาวางตรงกลางหลุมเล็กๆ ที่เตรียมไว้ แล้วจึงกลบดินให้สูงกว่าระดับเดิมประมาณไม่เกิน 1 นิ้ว ระวังอย่าให้สูงกว่ารอยแผลที่ติดตา และเพื่อป้องกันการล้มของต้นควรใช้ไม้เป็นหลักผูกยึดกิ่งเอาไว้ด้วย

ระยะเริ่มปลูกควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง อย่างสม่ำเสมอจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ และควรหาวัสดุคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นในดินให้คงอยู่ในช่วงฤดูแล้งด้วย ควรให้น้ำในปริมาณที่น้อยมากในช่วงที่ใกล้ออกดอกเพื่อป้องกันการแตกใบอ่อนขึ้น และควรงดให้น้ำสักระยะหนึ่งถ้ามีใบอ่อนขึ้นแซมช่อดอกมากๆ และเริ่มให้น้ำใหม่เมื่อใบอ่อนที่แซมขึ้นมานั้นร่วงไปแล้ว และควรให้น้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ตาดอกมีการเจริญเติบโตต่อไป เมื่อดอกเริ่มบานและติดผลควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การเจริญเติบโตของผลเป็นไปอย่างสมบูรณ์ เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพออาจทำให้ผลมีขนาดเล็ก ลีบ และมีเปลือกหนาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงใกล้การเก็บเกี่ยวถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอและเกิดมีฝนตกลงมาก็อาจจะทำให้ผลเงาะแตกเกิดความเสียหายขึ้นได้

การใส่ปุ๋ย
ในระยะแรกของการปลูกควรใส่ปุ๋ยในอัตรา 1:1:1 โดยใส่ประมาณ 1 กก./ต้น/ปี สำหรับต้นเงาะอายุ 1-2 ปี ให้ใส่ครั้งแรกตอนต้นฤดูฝน และครั้งที่ 2 ใส่ในช่วงปลายฤดูฝน และใส่ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์

ระยะก่อนออกดอก ควรให้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือสูตร 9-24-24 ประมาณ 2-3 กก./ต้น

ระยะติดผล ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตร 16-16-16 ประมาณ 1-2 กก./ต้น และก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 หรือ 13-13-21 หรือ 14-14-25 ในอัตรา 1-2 กก./ต้น โดยใช้วิธีการหว่านลงบริเวณทรงพุ่ม แล้วจึงรดน้ำและกลบบางๆ

ระยะหลังการเก็บเกี่ยว ควรมีการตัดแต่งกิ่งโดยเร็วด้วยการตัดกิ่งที่ต่ำในระดับดิน กิ่งเป็นโรค กิ่งแห้งตาย กิ่งใบทรงพุ่มที่ไม่ได้รับแสงแดด และก้านผลที่เหลือค้างออกให้หมด และเพื่อให้มีการแยกยอดใหม่ที่ดีควรตัดให้ลึกเข้าไปประมาณ 1 คืบ แล้วใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตรา 1:1:1 ต้นละ 2-3 กก. และปุ๋ยอินทรีย์ 2-3 ปี๊บ และเพื่อป้องกันการชะล้างปุ๋ยจากน้ำฝน ควรใส่ปุ๋ยเป็นหลุมๆ รอบทรงพุ่มของต้นและก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้งควรมีการกำจัดวัชพืชออกด้วยวิธีการใช้รถตัดหญ้าหรือใช้สารเคมีควบคุมก็ได้

การกำจัดศัตรูพืช
โรคราแป้ง
ช่วงติดดอกออกผล ในช่วงเช้าหรือเย็นให้ฉีดพ่นด้วยผงกำมะถัน หรือใช้สารเคมีชนิดอื่น เช่น เบนโนมิล ไดโนแคป พาราโซฟอส เป็นต้น หรือเก็บผลเงาะที่แห้งดำบนต้น รวมทั้งกิ่งที่แห้งร่วงหล่นนำมาเผาทำลายเพื่อเป็นการป้องกันได้อีกทางหนึ่ง

โรคจุดสนิม
ให้ฉีดพ่นด้วยคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ คูปราวิท หรือซีแนบ หรืออาจต้องตัดเผาทำลายแล้วทาบริเวณรอยแผลด้วยสารเคมีดังกล่าวในกรณีที่เป็นโรคที่กิ่งแบบรุนแรง

โรคราสีชมพู
ให้ฉีดพ่นด้วย คอปเปอร์ออกซีคลอไรท์ หรือแคปแทน และควรตัดเผาทำลายเสียในส่วนของกิ่งที่เป็นโรครุนแรง

โรคราดำ
ในขณะที่เงาะกำลังผลิใบและช่อดอก ควรฉีดพ่นด้วย ไดเมทโธเอท หรือคาร์บาริล เพื่อป้องกันแมลงและกำจัดเชื้อราควบคู่กันไปด้วย

โรคผลเน่า
ฉีดพ่นด้วยแคปตาโฟล แมนโคแซบ และก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 15 วัน ควรหยุดการฉีดพ่นด้วยสารเคมีเหล่านี้

หนอนคืบกินใบ
ควรฉีดพ่นด้วยสารเคมีพวก คาร์บาริล ในระยะที่ยอดแตกใบอ่อน แต่ควรฉีดพ่นด้วยโมโนโครโตฟอสถ้าพบว่าหนอนมีการระบาดมาก และมีขนาดตัวโตแล้ว

หนอนร่านกินใบ
ให้นำใบเงาะที่แห้งหรือมีรอยทำลายของหนอนไปเผาทำลาย และควรฉีดพ่นด้วยคาร์บาริลให้ทั่ว ถ้ามีการระบาดมาก

หนอนกินช่อเงาะ
หมั่นตรวจดูตามช่อดอกเมื่อพบทางสีน้ำตาลให้แกะดูแล้วจับตัวหนอนทำลาย หรืออาจพ่นด้วย โมโนโครโตฟอส หรือ เมธามิโดฟอส ให้ทั่วถ้ามีหนอนระบาดมาก แต่ในช่วงดอกบานไม่ควรฉีดพ่นด้วยสารนี้

หนอนเจาะขั้วผลเงาะ
ควรพ่นด้วยคาร์บาริล 7 วัน เมื่อเงาะเริ่มแก่ และควรหยุดพ่นก่อนการเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 10 วัน และเพื่อป้องกันการระบาดในฤดูต่อไปควรเก็บผลที่ร่วงหล่นนำไปฝังหรือเผาเสีย

เพลี้ยไฟเงาะ
ให้ฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงจำพวก ไซฮาโลธิน และโปรไซโอฟอส ในช่วงดอกบานควรงดการฉีดพ่นสารนี้

การเก็บเกี่ยว
เมื่อเงาะมีอายุได้ 3-4 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิต หลังจากดอกบานหมดแล้วอาจใช้เวลาประมาณ 130-160 วันเงาะก็จะมีผลแก่พร้อมที่จะให้เก็บเกี่ยวได้ เงาะโรงเรียนอายุ 10 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 2,000 กก./ไร่ เงาะพันธุ์พันธุ์สีชมพู อายุ 10 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 3,500 กก./ไร่

ผลที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวลักษณะของขนและสีของผลเงาะจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีแดงล้วน ซึ่งขึ้นอยู่กับพันธุ์ของเงาะนั้น

ควรมีการเก็บเกี่ยวด้วยความระมัดระวัง โดยใช้กรรไกรที่คมและสะอาดตัดช่อผลจากต้น และรวบรวมช่อผลเงาะในตะกร้าพลาสติก หรือเข่ง ทันทีที่เก็บผลผลิตเสร็จควรมีการขนย้ายเข้าสู่ที่ร่มโดยเร็ว และตัดแต่งให้เหลือเป็นผลเดี่ยวในกรณีต้องการจำหน่ายเป็นผลเดียว โดยตัดขั้วผลให้มีก้านติดอยู่ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร แล้วจึงบรรจุลงตะกร้าพลาสติก หรือในกรณีต้องการจำหน่ายเป็นช่อให้ตัดก้านช่อผลให้ยาวไม่เกิน 20 ซม. เงาะแต่ละช่อควรมีผลติดอยู่ไม่ต่ำกว่า 3 ผล แล้วนำมามัดรวมกัน ชั่งน้ำหนักได้ 1 กก.