การปลูกเตยหอม

By -

ชื่อสามัญ Pandom wangi, Pandanus
ชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus amaryllifolius Roxb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pandanus ordorus Ridl.
ชื่อวงศ์ Pandanaceae
ชื่ออื่นๆ เตย, ต้นเตย, ใบเตย, เตยหอม, เตยหอมใหญ่, เตยหอมเล็ก, หวานข้าวใหม้, ปาแนะวองิง, ปาแง๊ะออริง, ปาแป๊ะออริง, พังลั้ง, ใบส้ม่า, ส้มตะเลงเครง, ส้มปู, ส้มพอดี, ผักเก็งเค็งเตยหอม

เตยหอม จัดเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มเล็ก มักเจริญเติบโตอยู่ตามพื้นที่ชื้นแฉะ ที่มีน้ำท่วมขังเล็กน้อย เช่น บริเวณริมน้ำลำธาร มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ใบเตยหอมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายข้าวใหม่ จึงนิยมนำมาใช้ปรุงแต่งกลิ่นอาหารให้หอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น และยังนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยาและเครื่องสำอางด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะเป็นข้อทรงกลมสั้นๆ โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินเล็กน้อย ลำต้นสามารถแตกหน่อเป็นต้นใหม่จนมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ได้ มีรากอากาศแตกแขนงคอยค้ำจุนลำต้น ความสูงของลำต้นมีประมาณ 1 เมตรขึ้นไป

ใบ
มีลักษณะเรียวยาวคล้ายรูปดาบ ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบ มีสีเขียวสดเป็นมัน ขอบใบเรียบ ด้านล่างของแผ่นใบจะมีสีอ่อนกว่าด้านบนใบ บริเวณเส้นกลางใบจะลึกลงไป ความกว้างของใบมีประมาณ 2-3 ซม. ยาวประมาณ 30-50 ซม. ออกเป็นใบเดี่ยวชูเฉียงขึ้นเรียงสลับกันไปรอบลำต้น ในใบมีน้ำมันหอมระเหยและสารที่ให้ความหอมได้ตลอดเวลา แต่เตยชนิดนี้เป็นพืชที่ไม่มีดอก

การขยายพันธุ์
ทำได้โดยวิธีการแยกเหง้าหรือหน่อ แม้ว่าเตยหอมจะสามารถทนต่อสภาพดินที่ชื้นแฉะได้ดี แต่ก็ไม่ควรปลูกในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังมาก

การเตรียมแปลงปลูก
ไถพรวนดินในพื้นที่ใช้ปลูกเตยหอม พร้อมกับการกำจัดวัชพืชแล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 5-10 วัน ต่อจากนั้นใช้ปุ๋ยคอกหว่านในอัตราไร่ละ 2 ตัน และปุ๋ยยูเรียไร่ละ 10 กก. และไถพรวนดินกลบให้เรียบร้อย

การปลูก
ฤดูปลูกที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงของฤดูฝน เนื่องจากดินมีความชุ่มชื้นดีและทำให้ต้นเตยหอมตั้งตัวได้ง่าย ขุดหลุมปลูกให้มีความห่างระหว่างหลุมและระหว่างแถวประมาณ 30-50 ซม. แล้วจึงนำต้นพันธุ์ลงปลูก รดน้ำพอชุ่ม แต่ไม่จำเป็นต้องให้น้ำหลังจากการปลูก หากดินมีความชื้นมากพออยู่แล้ว การให้น้ำในครั้งต่อๆ ไป จะขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกและความชื้นของดิน ซึ่งโดยปกติทั่วไปจะให้ประมาณ 7-10 วัน/ครั้ง

การใส่ปุ๋ย
ให้ปุ๋ยสูตร 24-12-12 โรยรอบโคนต้นในอัตราไร่ละ 10 กก. หลังจากที่ปลูกมาได้ประมาณ 2-3 เดือนแล้ว หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 5-6 เดือน จึงค่อยให้ซ้ำอีกครั้ง

การเก็บเกี่ยว
ใบเตยหอมจะให้ผลผลิตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้ หลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 8 เดือน วิธีเก็บเกี่ยวที่นิยมทำกันมากที่สุดคือ การใช้มีดเลือกตัดเฉพาะต้นที่แก่ที่สุด เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4-5 เดือน ยอดเล็กๆ ที่เหลืออยู่ก็จะเติบโตให้เก็บเกี่ยวได้อีกครั้ง ส่วนวิธีเก็บแบบตัดต้นออกทั้งหมด แล้วเหลือไว้เฉพาะเหง้าหรือต้นตอไว้ จะใช้เวลาในการเจริญเติบโตเป็นหน่อใหม่ค่อนข้างนาน และต้องมีการดูแลรักษาเอาใจใส่อยู่เสมอ จึงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

ประโยชน์
ใบเตยหอมประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินบี2, บี3 แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต โปรตีน พลังงาน เส้นใย เถ้า วิตามินเอ ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซีน มีสรรพคุณช่วยแก้อาการไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยขับปัสสาวะ ดับพิษไข้ บำรุงหัวใจ ช่วยรักษาโรคหัด อีสุกอีใส โรคผิวหนัง แก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากใบเตยจะช่วยรักษาอาการปวดเกร็งหน้าท้อง อาการปวดข้อและกระดูก แก้โรคลมชัก ช่วยลดอาการปวดศีรษะ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยลดอาการอักเสบในลำคอและลดอาการเจ็บคอ ส่วนของรากและลำต้นใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ รักษาโรคเบาหวาน แก้กระหายทำให้ชุ่มคอช่วยขับปัสสาวะ ช่วยละลายก้อนนิ่วในไต แก้โลหิตเป็นพิษ แก้อาการหนองใน แก้อาการอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ แก้โรคตานซางในเด็ก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส
มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดอาการอักเสบ และกระตุ้นการซ่อมแซมของเซลล์

นอกจากจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว ยังสามารถนำใบเตยไปคั้นน้ำใช้เป็นส่วนผสมในการปรุงอาหารประเภทขนมต่างๆ ได้ หรือจะต้มเป็นน้ำใบเตยไว้รับประทาน ก็จะทำให้รู้สึกชื่นใจด้วยกลิ่นหอมที่เป็นธรรมชาติ หรือจะนำมาห่อขนมตะโก้ ใช้ดับกลิ่นในห้องรับแขก หรือห้องน้ำ เป็นต้น