การปลูกแตงในอดีต

By -

แตงโม

แตง
เมื่อถึงหน้าแตงโมเคยเดินเล่นไปตามริมคลองผดุงกรุงเกษมแถวเทเวศร์ แลเห็นเรือบรรทุกแตงโมจอดรายเรียงกันเป็นแถว นับดูเล่นๆ เห็นมีสักห้าสิบลำ แต่คนที่นับจริงๆ เขาว่าเคยมีถึงร้อยลำ นับว่ามีเรือแตงโมค่อนข้างจะมาก เมื่อเรือแตงมีมาก คนกินก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพื่อนคนหนึ่งเขาบอกว่าคนเดี๋ยวนี้ชอบกินแตงมากกว่าแต่ก่อน ถามเขาว่าได้สถิติมาจากไหน เขาก็ตอบว่า ได้จากเรือขายแตงนี่เอง นอกจากเรือขายแตงแล้วยังมีกองขายตามข้างถนนแถวรังสิตอีกมากมาย

พูดถึงเรื่องคนกินแตงโมก็อดคิดเรื่อยเจื้อยไปถึงเรื่องเก่าๆ ไม่ได้ คนไทยเคยกินแตงกันมานานนักหนาแล้ว แต่ที่จะให้กำหนดว่าในสมัยไหนนั้นพูดไปก็จะเป็นเดา คนไทยเราอาจจะกินแตงโมมาเป็นเวลานับพันปีแต่ครั้งอยู่ใกล้ๆ กับจีนมาแล้วก็ได้ เท่าที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรนำมาคุยเล่นได้ก็ในสมัยศรีอยุธยาด้วย ปรากฏว่าเมื่อราว พ.ศ. ๒๒๔๐ จะเป็นวันอะไรไม่แจ้งกำหนดแน่ แต่ว่าเป็นเดือนสี่ หน้าแตงโม วันหนึ่งขณะที่เจ้าพระขวัญโอรสพระเพทราชากำลังเสวยแตงโม (ในพงศาวดารเรียกผลอุลิต) อยู่นั้น พระเจ้าเสือซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรเกรงว่าเจ้าพระขวัญจะเป็นศัตรูราชสมบัติจึงคิดกำจัด ให้มหาดเล็กไปลวงมาแล้วเอาท่อนจันทน์สำเร็จโทษเสีย เจ้าพระขวัญนั้นเห็นทีจะโปรดแตงโมมาก เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ยังไปกราบพูลพระราชบิดาว่า “ข้าพเจ้าจะขอพระราชทานผลอุลิตหวานซีกซึ่งเหลืออยู่นั้น เสวยต่อไป”

ที่เดามาข้างต้นว่าคนไทยอาจจะเคยกินแตงโมมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่แถบใต้ของประเทศจีนนั้น (นี่พูดตามตำราเก่า ถ้าเป็นทฤษฎีใหม่ก็ไม่ใช่) ก็เพราะรู้ว่าคนจีนเขาปลูกแตงโมกินมานานนักหนาแล้ว เรื่องแตงโมมีเกี่ยวข้องกับพงศาวดารจีนหลายครั้ง ซูสีไทเฮาก็เคยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผ่าแตงโมเก่งคนหนึ่ง ในสมัยเลียดก๊ก ก็เคยเกิดกบฎในหน้าแตงโมครั้งหนึ่งเรื่องมันมีอยู่ว่า ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋สั่ง ให้เสียนสินไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่ตำบลซุดคุยขิว ซึ่งเป็นแดนกันดาร เสียนสินจึงถามว่าแล้วเมื่อใดจะให้คนไปผลัด ก๋งจูหยีกำลังกินแตงโมอยู่ก็ตอบโพล่งออกไปว่า ปีใหม่หน้าแตงโมสุกจะให้คนอื่นออกไปเปลี่ยนเข้ามา เสียนสินคอยอยู่จนถึงหน้าแตงโมสุกไปตั้งนานแล้ว ก็ยังไม่เห็นก๋งจูหยีส่งคนมาเปลี่ยน จึงให้ทหารเอาแตงโมไปให้ก๋งจูหยีเป็นการเตือนว่าส่งคนไปเปลี่ยนตามสัญญาเสียทีซี ก๋งจูหยีแทนที่จะทำตามสัญญากลับผลัดต่อไปอีกเสียนสินโกรธ มาก จึงคิดฆ่าก๋งจูหยีเพราะพูดแล้วไม่รักษาคำพูด นี่ก็เป็นเรื่องที่เกิดกบฏในหน้าแตงโมของจีน

คนจีนนั้นนอกจากจะชอบกินเนื้อแตงโมแล้ว เมล็ดแตงโมก็ชอบ พวกผู้หญิงหยำฉ่าในเมืองไทยสมัยก่อนว่ากันว่าชำนาญในการเกล็ดเมล็ดแตงโมนัก ถึงขนาดเกล็ดในปากตนแล้วพ่นเนื้อเข้าไปในปากของ “แขก” ได้อย่างสบาย การกินเมล็ดแตงโมนี่ก็เป็นวิชาการอีกแขนงหนึ่งที่คนจีนนำมาเผยแพร่ และถือเป็นของกินเล่นเพลินๆ เวลาดูหนังดูละครมักจะชอบเกล็ดเมล็ดแตงโมไปด้วย มีเรื่องจริงเล่ากันว่าเมื่อมีการซ่อมโรงหนังพัฒนากร (เก่า) ปรากฏว่ามีเปลือกเมล็ดแตงโมเต็มไปหมด ที่พื้นกระดานไม่ยุบพังลงไปก็เพราะเปลือกเมล็ดแตงโมหนุนไว้ นี่จะเรียกว่าเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งก็เห็นจะได้

พูดถึงเมล็ดแตงโมอดนึกขำไม่ได้ คือญี่ปุ่นเขาเคยเปรียบไว้ว่า ผู้หญิงที่สวยจะต้องมีหน้าเป็นรูปเมล็ดแตงโม พูดอย่างนี้ท่านที่คิดไม่ออกว่าเมล็ดแตงโมมันสวยอย่างไรก็เห็นจะต้องซื้อแตงโมมาผ่าดู เอาเมล็ดแตงโมมาเปรียบกับใบหน้าของคน แต่ถ้าจะพิสูจน์ถึงขนาดนี้ก็จะลงทุนมากไปหน่อย ความจริงนั้นที่ญี่ปุ่นเขาเปรียบใบหน้าของผู้หญิงที่นับว่าสวยกับเมล็ดแตงโมนั้น เขาก็หมายถึงใบหน้ารูปไข่นั่นเอง แต่เขาไม่เปรียบกับไข่ เขาเอาไปเปรียบกับเมล็ดแตงโม คงจะคิดว่าเมล็ดแตงโมงามกว่าไข่กระมัง สมัยที่ญี่ปุ่นนิยมผู้หญิงใบหน้าเหมือนเมล็ดแตงโมนั้น เขาว่าเริ่มแต่สมัยโตกูกาวา สมัยโบราณทีเดียวนิยมใบหน้ากลมๆ ต่อมาเมื่อนิยมแต่งกิโมโน ผู้หญิงที่เคยนิยมอ้วนๆ หน้ากลมๆ ก็เปลี่ยนมาแบบเพรียวๆ ร่างระหงๆ คนรูปร่างอย่างนี้เขาว่าแต่งกิโมโนงามนัก เมื่อรูปร่างระหงแต่งกิโมโนแล้วผู้หญิงประเภทหน้ากลมๆ ก็ไม่เหมาะ อีก ต้องมีใบหน้าเป็นรูปเมล็ดแตงโมจึงจะงาม นี่ก็เป็นเรื่องของสมัยนิยมตามทัศนะของคนญี่ปุ่น
แตงโมผลไม้
เรื่องของแตงนี้แปลก เป็นผลไม้ที่เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณกาล แสดงว่ามนุษย์เราได้ปลูกแตงเป็นอาหารมาช้านานแล้ว จนเคยเกิดเป็นคดีฟ้องร้องกันขึ้น ในหนังสือกฎหมายโบราณของไทยได้เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งมีบุรุษ ๒ คนทำไร่แตงใกล้กัน เมื่อจะปลูกแตงนั้นได้ขุดดินมาทูนเป็นถนนคั่นกลางไว้ครั้นต้นแตงเจริญงอกงามขึ้นก็เลื้อยข้ามถนนไปมา เมื่อแตงนั้นมีผล บุรุษทั้ง ๒ คนต่างคนก็ต่างเก็บแตงจนเกิดวิวาทกันขึ้น โดยหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเก็บแตงของตนไป เมื่อทะเลาะตกลงกันไม่ได้ก็พากันไปหามะโนสารอำมาตย์ ขอให้ตัดสินคดีให้ มะโนสารอำมาตย์ก็ตัดสินว่า ไร่แตงมีถนนอยู่กลางเช่นนี้ไม่น่าจะต้องทะเลาะกันเลย แตงอยู่ในไร่ของผู้ใด ก็ควรเป็นของผู้นั้น เจ้าของไร่แตงคนหนึ่งไม่พอใจบอกว่าตัดสินอย่างนี้ไม่ยุติธรรม ก็ถ้าหากว่าแตงของอีกฝ่ายหนึ่งงามกว่ามีผลมากกว่า แล้วเลื้อยเข้าไปอยู่ในไร่ของฝ่ายที่ไม่งามและมีผลน้อยกว่าล่ะฝ่ายที่แตงงามกว่าจะไม่เสียผลประโยชน์ไปหรือ เมื่อไม่พอใจขึ้นมาเช่นนี้ก็นำคดีขึ้นไปกราบทูลพระเจ้ามหาสมมุติราชให้ทรงตัดสินคดีใหม่ พระเจ้ามหาสมมุติราชโปรดเกล้าฯ ให้อำมาตย์ผู้หนึ่งไปพิจารณาดูต้นแตงที่งอกงามข้ามถนนนั้น อำมาตย์ผู้นั้นจึงเลิกต้นแตงขึ้นดูไปตามยอด เมื่อสุดยอดแล้วก็กลับเอายอดมาไว้ตามต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครคัดค้าน เป็นการถูกต้องยุติธรรมดีทั้งสองฝ่าย

คดีเรื่องแตงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าคนในสมัยโบราณนิยมปลูกแตงกินกันมาก การปลูกแตงเห็นจะเป็นพืชที่นิยมกันในภาคเอเชียนี้มาก ทางเขมรและพม่าก็เคยมีเรื่องเกี่ยวกับแตงคล้ายๆ กัน จะเล่าให้ฟังพอเพลินๆ

เขมรเขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีพระฤาษีองค์หนึ่งรักษาศีลอยู่ในป่า ใกล้พระนครธม ฤาษีองค์นี้ชอบถ่ายปัสสาวะลงในกระพังศิลาเป็นประจำ ครั้งนั้นมีชาวกวยคนหนึ่งพาเมียและลูกสาวไปขุดเผือกขุดมันจนหลงทางไป ลูกสาวเกิดหิวนํ้าขึ้นมาลำธารหรือบ่อนํ้าแถวนั้นก็ไม่มี พ่อกับแม่ไปพบนํ้าในกระพังศิลาของฤาษีตนนั้นเข้า จึงไปพาลูกสาวมาดื่มกินเข้าไป (ตามต้นฉบับไม่ได้บอกไว้ว่านํ้านั้นขุ่นข้นเป็นตะกอนหรือมีกลิ่นแต่อย่างใด ถ้ามีกลิ่นขุ่นข้นเป็นตะกอนก็เห็นเหลือกำลังนัก แต่นั่นแหละจะว่าโกหกก็ลำบากน้ำมูตวัวยังกินกันได้) หญิงสาวได้ดื่มนํ้าในกระพังศิลาเข้าไปแล้วไม่นานก็เกิดอัศจรรย์มีครรภ์ขึ้นมาเอง โดยที่มิต้องแต่งงาน

จะขอรวบรัดให้เรื่องสั้นเข้าอีกหน่อย เมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วปรากฏว่าเป็นชาย เจ้าหนูพออายุได้ ๗ ขวบรู้ความแล้วถูกพวกเพื่อนๆ ล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อก็อับอายนักไปถามแม่ว่าพ่ออยู่ไหน แม่ก็เล่าเรื่องเดิมให้ฟัง เจ้าหนูจึงลาตายายและแม่ออกมาหาพ่อจนไปพบฤาษีเข้า ฤาษีซักถามเรื่องตลอดก็รับเป็นพ่อ แล้วสั่งสอนศิลปวิทยาการต่างๆ ไปจนอายุได้ ๑๔ ฤาษีก็เอาเหล็กกายสิทธิ์ก้อนหนึ่งมอบให้ บอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว มีคุณวิเศษอาจแก้พิษยาเบื่อเมาให้กลายเป็นของดีมีรสโอชาหวานอร่อย เจ้าหนูรับเหล็กกายสิทธิ์มาแล้วก็กลับมาหาแม่ แต่อยู่มาไม่นานแม่และตายายก็ตายไป เจ้าหนูจึงทำไร่ข้าวโพด ข้าวฟ่างเลี้ยงตัวต่อมา

วันหนึ่งเจ้าหนูซึ่งโตเป็นเจ้าหนุ่มแล้วได้พบเมล็ดแตงติดอยู่ที่ก้อนเหล็กกายสิทธิ์ การที่เมล็ดแตงโมมาติดอยู่ที่ก้อนเหล็กนั้น ก็เพราะมีกาตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ก้อนเหล็ก แล้วถ่ายอุจจาระเป็นเมล็ดแตงโม (ไปกินแตงมาจากที่อื่นแล้วมาปวดตรงนั้นพอดี) เจ้าหนุ่มเห็นเมล็ดแตงโมก็เอาไปปลูก ปรากฏว่าแตงต้นนั้นมีผลรสหวานโอชายิ่งนัก จนเจ้าหนุ่มได้ชื่อว่าบุรุษแตงหวาน

ครั้งนั้นพระมหากษัตริย์เสด็จผ่านไป และเก็บผลแตงนั้นเสวย เกิดชอบพระทัย ถึงกับตรัสสั่งเจ้าหนุ่มให้เก็บแตงไว้เฉพาะพระองค์ อย่าได้ขายให้ใครเป็นอันขาด ถ้าขัดรับสั่งจะลงโทษให้ถึงตาย

คราวหนึ่งมีคนเลี้ยงวัวปล่อยวัวเข้าไปในไร่แตงของเจ้าหนุ่มๆ ไล่เท่าไรวัวก็ไม่หนี โกรธขึ้นมาก็เอาก้อนเหล็กกายสิทธิ์ขว้างไปถูกท้องวัวทะลุถึงแก่ความตาย เจ้าของวัวจึงไปฟ้องตระลาการๆ ไล่เลียงแล้วก็ไปกราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ พระเจ้าแผ่นดิน จึงมีรับสั่งให้เจ้าหนุ่มนำเหล็กเข้าไปด้วย แล้วซักถามถึงสาเหตุที่ฆ่าวัว เจ้าหนุ่มก็กราบทูลว่า ได้ไล่วัวแล้วแต่วัวไม่หนี เกรงวัวจะทำลายแตงเสียหมด ตนก็จะมีผิดเพราะขัดรับสั่งพระเจ้าแผ่นดินจึงสั่งให้ช่างเหล็กเอาเหล็กกายสิทธิ์ก้อนนั้นไปตีเป็นหอกมอบให้เจ้าหนุ่มไว้เป็นอาวุธสำหรับป้องกันโจรผู้ร้ายที่จะมาขโมยแตง

ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินนึกสนุกขึ้นมาจะใคร่ไปขโมยแตง เพื่อทดลองว่าเจ้าหนุ่มจะเคร่งครัดในหน้าที่หรือไม่ จึงแอบไปที่ไร่แตงในเวลากลางคืน บุรุษแตงหวานเห็นคนลอดรั้วเข้ามานึกว่าเป็นขโมยก็เอาหอกพุ่งไปถูกพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตอยู่ตรงนั้น ครั้นรุ่งเช้าพวกขุนนางตามมาพบพระบรมศพ และจะเอาผิดกับนายแตงหวานก็ไม่ได้ เพราะแอบเข้ามามืดๆ นึกว่าเป็นขโมยจึงได้แทง หลังจากที่ได้ถวายพระเพลิงแล้วก็ได้เสี่ยงราชรถหาผู้มีบุญมาครองราชสมบัติ ราชรถก็มาเกยเอานายแตงหวานเข้า เสนาข้าราชการจึงพร้อมใจกันอัญเชิญนายแตงหวานขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุริโยพันธุ์

เรื่องที่เล่ามานี้ก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าแตงที่มีรสดี ก็ทำให้เจ้าของแตงมีอำนาจวาสนาขึ้นมาได้เหมือนกัน แต่เรื่องนี้ก็เห็นจะเป็นนิทานปนเรื่องจริง แว่วๆ ว่าทางพม่าก็มีเรื่องราวเช่นเดียวกับอย่างนี้เหมือนกัน เห็นจะได้เค้าเล่าถ่ายเทกันไปมาเหมือนนิทานอื่นๆ

แตงที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีอยู่ไม่กี่อย่างเช่นแตงโม (ที่เรียกแตงโมก็เพราะเป็นแตงขนาดใหญ่ คำว่าโม หมายถึง ใหญ่) แตงไทย แตงกวา แตงร้านและแตงหนู โดยเฉพาะแตงโมนั้น แปลกที่ทางภาคใต้แถวนครศรีธรรมราชเขาเรียกว่า แตงจีน ทำท่าราวกับว่าจะมาจากเมืองจีน ตกลงเรามีทั้งแตงจีน แตงไทย แตงร้าน นั้นผลโตกว่าแตงกวา เมื่อปลูกก็ต้องยกร้านจึงได้เรียกกันว่าแตงร้าน ส่วนแตงหนูนั้น ผู้เขียนเองก็ไม่รู้จัก ทราบแต่ว่าเมื่อในรัชกาลที่สามนั้น แตงหนูเป็นของหวานอย่างหนึ่งด้วยปรากฏว่า ในรายการอาหารที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายพระราชาคณะที่เข้าไปรับบาตรในวังตอนเช้าๆ นั้น มีแตงหนูนํ้ากะทิอยู่ด้วยอย่างหนึ่ง ในสมัยนี้ไม่เคยได้ยินว่าใครเอาแตงหนูมาทำเป็นของหวานใส่นํ้ากะทิกิน มีแต่แตงไทย

ในภาษาพฤกษศาสตร์เรียกแตงโมว่า Citrullus Cucurbitaceae Vularis, ทางพายัพเรียกว่า มะเต้า เขมรบุรีรัมย์เรียกว่า อุลัว ดูใกล้กับคำว่า อุลิด

ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ที่เข้ามาเมืองไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้มีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “มีแขกเปอร์เซียคนหนึ่ง อาจจะกินแตงโมหรือแตงอย่างอื่นได้นํ้าหนักถึง ๓๖ ปอนด์ (๑๐๘๐ บาท) เมื่อเริ่มฤดูผลไม้เหล่านี้ เพื่อจะล้างบาปในกายตัว” ถ้าลาลูแบร์ พูดตามความจริง ก็เป็นเรื่องแสดงถึงความเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า แตงสามารถจะล้างบาปได้ในเมื่อกินเข้าไปมากๆ เป็นความคิดทำนองเดียวกับการอาบนํ้าแม่คงคานั่นเอง แต่เรื่องกินแตงล้างบาปนี่ก็ยังไม่เคยได้ยินที่ไหนอีก ถ้าแขกคนนั้นไม่ได้พูดหรืออธิบายเพื่อกลบเกลื่อนความตะกละของแกแล้ว ก็นับว่าเป็นความเชื่อที่ออกจะแปลกทีเดียว

เรื่องของแตงโม นอกจากจะเป็นชนวนให้เกิดคดีฟ้องร้อง และเกิดการปฏิวัติดังได้เล่ามาแล้ว แตงโมยังเป็นชื่อสมญาของพระราชาคณะที่พระสุวัณมุนี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วเมืองเพชรบุรีว่า “สมเด็จเจ้าแตงโม” เพราะตามประวัติกล่าวว่า ในสมัยที่ยังเป็นเด็กชายทองนั้น มีชีวิตอยู่อย่างอดอยาก วันหนึ่งลงไปเล่นนํ้ากับพวกเด็กวัดใหญ่ มีเปลือกแตงโมลอยนํ้ามา เด็กชายทองกำลังหิวก็คว้าเปลือกแตงโมแล้วดำนํ้าลงไปเคี้ยวกิน เมื่อโผล่ขึ้นมาพวกเด็กๆ ด้วยกันก็รู้ว่าเด็กชายทองดำลงไปทำไม จึงพากันล้อเลียนและตั้งชื่อ ให้ว่าเด็กแตงโม แต่เด็กแตงโมคนนี้ถึงจะอดอยากขนาดกินเปลือกแตงโมก็จริง สติปัญญาความรู้ก็เกินเด็กที่กินอาหารดีๆ ในรุ่นเดียวกันมากนัก ในที่สุดได้บวชเรียนมีความรู้ในพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน ได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะที่พระสุวัณมุนี แต่ปากชาวบ้านก็ยังเรียกกันว่า “สมเด็จเจ้าแตงโม” ความจริงนั้นชื่อเดิมจะชื่อ แตงโมมิใช่เพราะกินเปลือกแตงโม เพราะมีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารรัชกาลพระเจ้าเสือ ออกชื่อชัดเจนว่า “สมเด็จพระสังฆราช แตงโม”

ที่เมืองคามากุระในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อนโน้น เคยนิยมเล่นเกม “ตีแตงโม” กันตามหาดทรายชายฝั่งทะเล เกมตีแตงโมของญี่ปุ่นนี้ก็เหมือนกับการเล่นผูกตาตีหม้อของไทยเรานั่นเอง คือผู้เล่นจะต้องผูกตาทั้งสองข้าง แล้วพยายามเอาไม้ตีแตงโมให้ถูก แต่การเล่นทั้งของไทยและของญี่ปุ่นก็ดูจะสูญหายไปทุกที กลายเป็นเรื่องในอดีตไปหมด เพราะไม่ว่าจะเป็นหม้อดินหรือแตงโมต่างก็มีราคาค่างวดขึ้นมา การที่จะเอามาตีเล่นจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันมาก เมื่อพูดถึงแตงโมญี่ปุ่น ก็นึกถึงความเชื่อถือเกี่ยวกับแตงโม เมื่อข้าพเจ้าไปญี่ปุ่น เพื่อนชาวญี่ปุ่นได้เล่าให้ฟังว่า คนแต่ก่อนห้ามกินแตงโมภายหลังจากที่ได้กินปลาไหล ถามเขาว่าทำไมจึงห้าม เขาก็บอกว่าคนแต่ก่อนบอกแต่ว่าไม่ดี ไม่ควรกิน แต่มาพิเคราะห์ดูเห็นว่าแตงโมมีแต่นํ้า กินเข้าไปมากๆ จะทำให้ระบบการย่อยเสียนั่นเองจึงได้ห้าม

เรื่องแตงที่ได้เล่ามาอย่างยืดยาวนี้ ก็เป็นเรื่องที่นึกไปถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่เกี่ยวกับแตง เป็นเรื่องที่พอจะคุยกันเล่นแก้เหงาในระหว่างนั่งกินแตง บางทีก็จะทำให้กินแตงจุขึ้นได้บ้าง

ที่มา:ส.พลายน้อย