การปลูกแมคคาเดเมีย

By -

ชื่อสามัญ Macadamia nut
ชื่อวิทยาศาสตร์ Macadamia integrifolia Maiden & Betche. Macadamia tetraphylla., M. integrifolia x tetraphylla hybrids
ชื่อวงศ์ Proteaceae
ชื่ออื่นๆ Australian nut, Bopple nut, Queensland nut, Baupplenutแมคคาเดเมีย

แมคคาเดเมีย เป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจากเมล็ดมีรสชาติหอมมัน อุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินหลายชนิด จึงเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก แมคคาเดเมียเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลีย บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐควีนแลนด์ และทางตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวล สำหรับในประเทศไทย เกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ครั้งแรกมาจากองค์การยูซ่อม(USOM) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้แจกจ่ายไปปลูกตามสถานีเกษตรกรรมต่างๆ แต่ก็ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีสถานีทดลองแปลงต้นพันธุ์แมคคาเดเมียขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ จ. เลย สถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง จ.เชียงใหม่ และสถานีทดลองเกษตรที่สูงวาวี จ.เชียงราย เป็นต้น

แมคคาเดเมียมีอยู่มากกว่า 10 ชนิด แต่ชนิดที่รับประทานได้มีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ

1. ชนิดที่มีผิวเรียบ (Smooth-shelled Macadamia: Macadamia integrifolia Maiden & Betche)

2. ชนิดที่มีผิวขรุขระ (Rough-shelled Macadamia :M.tetraphylla L.Johnson)

ชนิดที่นิยมปลูกกันเพื่อเป็นการค้า และบริโภค คือชนิดผิวเรียบที่มีชื่อว่า Macadamia integrifolia
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
แมคคาเดเมีย เป็นไม้ยืนต้นที่มีลักษณะทรงพุ่มคล้ายกับปิรามิด ลำต้นตั้งตรง เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะมีความสูงประมาณ 20 เมตร และทรงพุ่มจะกว้างประมาณ 13 เมตร

ใบ
ลักษณะของใบเป็นรูปหอกหัวกลับ ออกเป็นใบเดี่ยวบริเวณกิ่ง แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบเป็นหยักมีหนาม

ดอก
แมคคาเดเมียจะออกดอกเป็นช่อยาวประมาณ 7-12 นิ้ว ในแต่ละช่อจะมีดอกอยู่ประมาณ 300-600 ดอก ดอกมีกลิ่นหอม เป็นสีขาวหรือสีชมพู ดอกเกสรตัวผู้และดอกเกสรตัวเมียจะอยู่ในก้านดอกเดียวกัน แต่เกสรตัวผู้จะเกิดขึ้นก่อนเกสรตัวเมียประมาณ 2 วัน

ผล
ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมค่อนข้างรี ปลายผลแหลมหรือมน เปลือกผลหนาและแข็ง ในช่อหนึ่งๆ จะติดผลประมาณ 20 ผล ผลสดมีสีเขียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางผลประมาณ 1 นิ้ว ภายในผลมีเปลือกแข็งหุ้มเมล็ดสีขาวอยู่

การขยายพันธุ์
มักนิยมวิธีการเสียบกิ่ง เนื่องจากจะได้ต้นใหม่ที่มีความสมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ พันธุ์แมคคาเดเมียที่นิยมปลูกในประเทศไทย ได้แก่ 1. พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660) 2. พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741) และ 3. พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508)

วิธีการปลูก
แมคคาเดเมียจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความเป็นกรดเล็กน้อย หรือมีค่า pH ประมาณ 5.5-6.5 สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี พื้นที่ปลูกควรมีอุณหภูมิที่เหมาะสมระหว่าง 10-25 องศาเซลเซียส หรืออยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 700 เมตร ซึ่งขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย แมคคาเดเมียเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้นจึงต้องมีแหล่งน้ำที่เพียงพอตลอดทั้งปี การขุดหลุมปลูกควรให้มีขนาด 75 x 75 x 75 ซม. หรือ 1 x 1 x 1 เมตร ใช้หินฟอสเฟตรองก้นหลุมประมาณ 1-2 กก./หลุม และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหรือแกลบประมาณ 3-5 กก./หลุม ให้เว้นระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 8×10 เมตร ในช่วงเริ่มปลูกไปจนถึง 4 ปี สามารถปลูกพืชอื่น เช่น กาแฟ สตรอเบอรี หรือมันสำปะหลัง แซมระหว่างต้นได้

การให้นํ้า
ในระยะแรกปลูกไปจนถึง 2 ปี ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และให้เพียงสัปดาห์ละครั้งหลังจาก 2 ปีขึ้นไปแล้ว แต่ก็ควรให้น้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการติดดอกติดผล

การใส่ปุ๋ย
ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราต้นละ 500 กรัม และควรให้ปุ๋ยคอกร่วมด้วย ในอัตราต้นละ 10-30 กก. ประมาณปีละ 2 ครั้ง ก่อนถึงระยะติดดอกและติดผลควรให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในอัตราต้นละ 500 กรัม

โรคและแมลงสัตว์ศัตรูพืช
โรคที่มักเกิดกับต้นแมคคาเดเมียส่วนใหญ่จะเป็นโรคโคนเน่า หรือเปลือกผุ แก้ไขได้โดยใช้สารแคปเทนฉีดพ่นบริเวณต้น และเมื่อแมคคาเดเมียมีอายุได้ประมาณ 1-3 ปี ก็มักจะเกิดปัญหาของหนอนที่กัดกินเปลือกลำต้น พวกเพลี้ยอ่อน แมลงค่อมที่ชอบกัดกินยอดอ่อน ควรฉีดพ่นด้วยยาเซฟวินเพื่อป้องกันก่อนการระบาด หรือแก้ไขปัญหาในช่วงที่มีการระบาดแล้ว

การเก็บเกี่ยว
แมคคาเดเมียจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 4-5 ปี ในปีแรกจะให้ผลผลิตเพียงต้นละ 1-3 กก. และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปีถัดไป ผลผลิตจากต้นที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป มีประมาณต้นละ 20-30 กก. ส่วนต้นที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป จะให้ผลผลิตต้นละประมาณ 40-60 กก. และจะให้ผลอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 50 ปี ซึ่งหลังจากที่ติดดอกได้ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

เมล็ดของแมคคาเดเมียที่มีมาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด มีลักษณะดังนี้
1. เป็นเมล็ดที่แห้งและสะอาด มีเนื้อสีขาวนวล ลักษณะตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ
2. มีเส้นผ่าศูนย์กลางเมล็ดมากกว่า 7/8 นิ้ว
3. ไม่มีร่องรอยการเจาะทำลายของแมลง หนู ไม่มีเชื้อรา สิ่งปลอมปน ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ไม่มีรอยแตก
4. มีความชื้นของเมล็ดไม่เกิน 3% ของน้ำหนัก และเมล็ดที่อบแล้วมีความชื้นไม่เกิน 1.5%

ประโยชน์ของแมคคาเดเมีย
ในเมล็ดของแมคคาเดเมียจะอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ได้แก่ พลังงาน น้ำ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย เถ้า มีวิตามินพวก ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซีน และแร่ธาตุประเภท แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม สังกะสี และทองแดง น้ำมันที่สกัดได้จากเมล็ดจะเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น กรดโอเลอิก กรดสเตียริก กรดไลโนเลอิก กรดไมริสติก กรดโดโคเฮกซะอีโนอิก กรดปาล์มิโตเลอิก กรดปาล์มิติก และไม่มีคอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยบำรุงหัวใจและสมอง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และบำรุงผิวพรรณ

ส่วนเปลือกแข็งที่อยู่ภายในผลแมคคาเดเมีย ที่เรียกว่า กะลา ก็ยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกได้ และเกษตรกรมักจะนำกะลาและเปลือกนอกของแมคคาเดเมียไปทำปุ๋ยหมัก หรือใช้หว่านเพื่อเป็นการบำรุงดิน กะลาของแมคคาเดเมียเมื่อนำไปเผาให้เป็นถ่านกัมมันต์ก็ยังนำไปใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำได้ด้วย

เนื่องจากเปลือกของแมคคาเดเมียจะมีความชื้นอยู่สูง ดังนั้น หลังจากเก็บเกี่ยวจึงควรรีบปอกเปลือกเอาเมล็ดออกทันที จากนั้นให้นำไปตากแดดหรือเข้าเครื่องอบให้มีความชื้นเหลือประมาณ 3.5% แล้วกระเทาะเปลือกออก นำไปอบให้เหลือความชื้นไม่เกิน 1.5% ภายใน 24 ชม. จากนั้นจะนำไปจำหน่ายหรือใช้ประกอบในอาหารคาวหวานต่างๆ หรือใช้รับประทานเล่นก็ได้