พัฒนาการของไข่และตัวอ่อนปลา

By -

เมื่ออสุจิว่ายเข้ามาทางรูไมโครไพล์ที่มีลักษณะคล้ายกรวย ก็จะเกิดการปฏิสนธิขึ้น เมื่อนิวเคลียสของไข่และอสุจิรวมกัน จะทำให้ผนังหุ้มไข่ชั้นนอกแยกจากผนังชั้นในอย่างเห็นได้ชัด จากการยกตัวสูงขึ้นของผนังชั้นใน และเพื่อป้องกันการปฏิสนธิซ้ำจากอสุจิตัวใหม่ รูไมโครไพล์ก็จะถูกปิดลง ฉลามบางตัวในไข่จะมีอสุจิเข้ามาผสมได้หลายตัว แต่ที่สามารถเข้าไปรวมกับไข่จะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น นิวเคลียดของอสุจิจะถูกดูดซึมเป็นอาหารของตัวอ่อนถ้าหากไม่ได้รับการผสม ไข่ของพวกปลาแซลมอนจะมีการดูดซึมน้ำเข้าเซลล์เมื่อพร้อมจะผสมพันธุ์ โดยไม่สนใจว่าจะมีอสุจิเข้าผสมหรือไม่เมื่อถูกปล่อยออกมาจากตัวเมียแล้ว ไข่ของปลาในแม่น้ำจะมีความขุ่นเพิ่มขึ้นเมื่อถูกปล่อยออกมาจากตัวเมียแล้ว ไข่นี้อาจฝ่อและสูญเสียคุณสมบัติไปถ้าไม่ได้รับการปฏิสนธิตามระยะเวลาที่กำหนด

ส่วนมากแล้วไข่ปลาจะมีลักษณะกลม ส่วนไข่ที่มีรูปวงรีก็อย่างเช่น ในปลาแฮกฟิช ปลาแมว และปลาบิตเตอริง ไข่ที่มีรูปร่างยาวคล้ายหอกก็มีในปลาบู่บางชนิด ปริมาณไข่แดงในปลาหลายชนิดจะมีมาก ด้านล่างของไข่จะเป็นไข่แดง ส่วนอีกด้านหนึ่งที่แยกจากส่วนของไซโตพลาสซึมก็จะเป็นจุดกำเนิด

เปลือกไข่จะมีความแข็งเพิ่มขึ้นเมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว เพื่อเป็นการปกป้องไข่ภายใน โดยเฉพาะในแหล่งที่มีก้อนกรวดและมีกระแสน้ำไหลแรงก็จะมีความจำเป็นมาก และไข่ที่ได้รับการผสมก็จะเจริญพัฒนาไปจนมีรูปร่างคล้ายพ่อแม่ ขั้นตอนของพัฒนาการสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1. ระยะคลีเวจ(cleavage stage) การขยายปริมาตรของไข่ยังไม่เกิดขึ้นในระยะนี้ การแบ่งเซลล์ของไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วเริ่มต้นตั้งแต่ 124…..64 เซลล์ เรียกว่า บลาสตูลา(blastula) เซลล์จะมีลักษณะคล้ายลูกน้อยหน่าในระยะสุดท้าย เรียกว่า มอรูลา(morula)

ในแลมเพรย์จะมีระยะคลีเวจเป็นแบบโฮโลบลาสติค(holoblastic) คือ ตลอดทั้งฟองไข่จะมีการแบ่งเซลล์ขึ้น เซลล์จะแบ่งได้เร็วกว่าในส่วนที่มีตัวอ่อนของไข่ จึงทำให้มีเซลล์ขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก เรียกว่า ไมโครเมียร์(micromere) ปริมาณการแบ่งเซลล์ในส่วนที่มีไข่แดงจะล่าช้า เซลล์ที่แบ่งก็น้อยครั้งกว่า จึงทำให้เซลล์มีขนาดใหญ่ เรียกว่า มาโครเมียร์(macromere) แต่ในแฮกฟิช ที่เป็นปลากระดูกอ่อนและปลากระดูกแข็ง ระยะคลิเวจ จะมีการแบ่งเซลล์ที่บริเวณไซโตพลาสซึม ด้านแอนิมัลโพลเท่านั้น การเจริญของกลุ่มเซลล์เหล่านี้เรียกว่า บลาสโตเดิร์ม(blastoderm)

2. ระยะบลาสตูลา(blasyula stage) กลุ่มเซลล์จะมีการแยกตัวเป็น 2 ชั้นในระยะนี้ ไซโตพลาสซึมชั้นบนที่จะเจริญต่อไปเป็นตัวปลา เรียกว่า บลาสโตเดิร์ม ส่วนชั้นล่างที่จะเจริญต่อไปเป็นเยื่อหุ้มไข่แดง เรียกว่า เพอริบลาสท์(periblast) และระหว่างชั้นทั้งสองจะมีช่องว่าง เรียกว่า บลาสโตซีล(blastocoel)

3. ระยะแกสตรูลา(gastrula) จะมีการสร้างเนื้อเยื่อเป็น 3 ชั้นในระยะนี้ โดยจะเรียกชั้นนอกว่า เอ็คโตเดิร์ม(ectoderm) ชั้นกลางเรียกว่า มีโซเดิร์ม(mesoderm) และเรียกชั้นในว่า เอ็นโดเดิร์ม(endoderm) จะดูคล้ายมีกลุ่มเซลล์เจริญลงมาแผ่คลุมบริเวณไข่แดงถ้าดูจากรูปร่างภายนอก เซลล์ที่เคลื่อนตัวลงมาตรงส่วนขอบจะหนาตัวขึ้นจนเข้าสู่ระยะที่ 4

4. ระยะวงแหวน(germring stage) จะมีการหนาตัวมากขึ้นในส่วนของขอบเซลล์ที่เคลื่อนลงมาคลุม ส่วนตรงกลางจะบางดูคล้ายวงแหวน ในระยะที่ตัวอ่อนปลาเริ่มมีลักษณะเป็นสันนูนพาดอยู่บนไข่แดง สันที่นูนหนาบริเวณกลางตัวจะเป็นแผ่นประสาท ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นท่อประสาท

5. ระยะสร้างตุ่มหัวและตุ่มหาง ที่ผิวของไข่แดงจะมีส่วนด้านหน้าของตัวอ่อนยกสูงขึ้นเป็นตุ่ม และจะเจริญต่อไปเป็นส่วนหัว ต่อมาที่ขอบของบลาสโตเดิร์มก็จะเกิดตุ่มยื่นออกมา และเจริญต่อไปเป็นส่วนหาง

6. ระยะสร้างอวัยวะต่างๆ ได้แก่ สมอง ส่วนของโซไมท์(somites) จะเจริญไปเป็นกล้ามเนื้อ ตา หู หัวใจ ส่วนฟินโฟลด์(fin fold) จะเจริญไปเป็นครีบต่างๆ ในระยะนี้ตัวอ่อนจะมีรูปร่างค่อนข้างกลม ร่างกายเป็นแบบสมมาตรซ้ายขวา มีการพัฒนาของอวัยวะต่างๆ ไปจนกว่าจะทำหน้าที่ได้ เริ่มมีการเต้นของหัวใจ ปลาบางชนิดก่อนฟักเป็นตัวจะมีสารสีที่ตาเข้ม และเริ่มดิ้นภายในไข่ เอนไซม์จากต่อมที่อยู่ทางส่วนหัวจะทำให้เปลือกไข่อ่อนตัวลง ปลาจะเริ่มออกจากเปลือกหุ้มไข่และฟักออกเป็นตัว

การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของลูกปลาวัยอ่อนจะมีไปจนกว่าจะฟักเป็นตัว บางชนิดจะมีรูปร่างคล้ายพ่อแม่เลยหลังฟักออกจากไข่ แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อไปอีกระยะหนึ่ง ในตัวอ่อนของปลาหลายๆ ชนิด ตัวอ่อนนี้จะเรียกว่า ลาร์วา(larva) เมื่อมีลักษณะเหมือนพ่อแม่ก็จะเรียกว่า ตัวเต็มวัย(mature) ปลาไหลทะเลมีตัวอ่อนที่แบนบางคล้ายใบไม้ แต่เดิมเข้าใจกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง จึงเรียกกันว่า เลพโตเซฟาลัส(leptocephalus) แต่ก็ทราบว่าเป็นตัวอ่อนของปลาไหลทะเลในเวลาต่อมา แต่กว่าที่มันจะพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยมีรูปร่างยาวคล้ายงู มันจะต้องใช้ชีวิตล่องลอยอยู่ในทะเลนานถึง 3 ปี แล้วจึงเข้ามาหากินและอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด และกลับไปยังทะเลอีกครั้งเมื่อถึงวัยสืบพันธุ์ ปลาไหลทะเลอเมริกันและปลาไหลทะเลยุโรป มีชีวประวัติที่คล้ายกัน ซึ่งต่างก็เป็นปลาสองน้ำคาธาโดรมัสที่อพยพไปวางไข่ในบริเวณทะเลซากัสโซ มีการวางไข่ในแหล่งเดียวกัน แต่ปลาไหลสองชนิดนี้ตามธรรมชาติไม่เคยพบว่ามีการผสมข้ามพันธุ์กันเลย ปลาไหลญี่ปุ่นในทะเล สามารถวางไข่ที่มีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดได้มากกว่า 1 ล้านฟอง ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่แล้วจะหาทางว่ายทวนน้ำมาหากินในน้ำจืด

ความยาวของปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่โตเต็มที่ มีถึง 2 เมตร มันสามารถวางไข่ได้ 5 ล้านฟองต่อครั้ง ความยาวของตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกจากไข่มีประมาณ 3 มิลลิเมตร การวางไข่ของปลากระดูกอ่อนแรทฟิช ภายในเกราะรูปร่างคล้ายกระสวยซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ภายในเกราะ 1 ใบ จะมีไข่อยู่เพียง 2 ฟองเท่านั้น

ปลาคอดตัวอ่อนจะมีลักษณะที่คล้ายปลา มีความยาวเมื่อฟักเป็นตัวประมาณ ¼ นิ้ว พัฒนาการของปากจะเริ่มขึ้นเมื่ออาหารในถุงไข่แดงยุบหมดแล้ว เพื่อให้อาหารกินเองได้ ลูกปลาคอดบางชนิดบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติคตอนเหนือ มักจะอาศัยหลบภัยอยู่กับแมงกะพรุนไซยานี โดยไม่ได้รับอันตรายจากเข็มพิษที่อยู่รอบหนวดของแมงกะพรุนเลย ลูกปลาคอดจะมีความยาวประมาณ 1-1 ¼ นิ้ว เมื่อผ่านไป 10 สัปดาห์ และจมลงสู่ก้นทะเลบริเวณชายฝั่งตื้นๆ เพื่อแยกจากแมงกะพรุน เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนที่มีอาหารมากมายพอดี รูปร่างหน้าตาของมันก็จะเหมือนพ่อแม่มากขึ้น เริ่มหาอาหารกินไกลๆ ได้ อาหารของลูกปลาคอดวัยแรก ได้แก่ พวกครัสตาเซีย ลูกปลาคอดทางแอตแลนติคตอนเหนือจะมีความยาวประมาณ 6 นิ้วภายใน 1 ปี และเมื่ออายุ 3 ปี ก็จะมีความยาวประมาณ 12 นิ้ว เรียกว่า ปลาคอดลิงส์(codlings) เมื่ออายุประมาณ 4 ปีครึ่ง จะมีความยาวประมาณ 2-3 ฟุต ซึ่งโตเต็มวัยพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้แล้ว

ตัวอ่อนและลูกปลาตัวเล็กๆ มีแหล่งอาศัยที่เรียกว่า แหล่งอนุบาล ซึ่งแหล่งอนุบาลและแหล่งวางไข่มักจะเป็นแหล่งที่มีน้ำตื้น มีความลึกไม่เกิน 37 เมตร แร่ธาตุอาหารจากพื้นดินที่มีการชำระล้างลงสู่แม่น้ำจะมีความอุดมสมบูรณ์ ไข่เหล่านี้จึงมักลอยเข้าหาฝั่งที่มีธาตุอาหารนี้ และแร่ธาตุก็เป็นอาหารอย่างดีของแพลงตอนพืชที่เป็นอาหารของแพลงตอนสัตว์ ซึ่งจะเป็นห่วงโซ่อาหารต่อกันไป ในหลายๆ ชาติพยายามที่จะหาวิธีอนุรักษ์ชายฝั่งที่เป็นแหล่งวางไข่และแหล่งอนุบาลอย่างดีของปลาต่างๆ นานาชนิด เพื่อไม่ให้ต้องสูญพันธุ์ไปเพราะถูกมนุษย์จับมาเป็นอาหาร

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ