พฤติกรรมการสืบพันธุ์และวางไข่ของปลา

By -

พฤติกรรมการจับคู่ของปลา ปลาแต่ละชนิดจะมีนิสัยในการเลือกคู่และหาคู่แตกต่างกันไปเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ บางชนิดเลือกคู่ด้วยการสร้างรังและเกี้ยวพาราสี อาจเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือกินเวลายาวนานได้ในการการเลือกคู่หรือจับคู่ของปลา นิสัยหรือพฤติกรรมในการจับคู่ทำให้เราสามารถจำแนกชนิดของปลาออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้

1. ปลาผู้เดียวเมียเดียว เป็นการจับคู่ระหว่างตัวเมียและตัวผู้เพียง 1 ตัว ปลาทั้งคู่อาจช่วยกันเลี้ยงลูกอีกระยะหนึ่งหลังจากวางไข่และผสมน้ำเชื้อแล้ว หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจรับหน้าที่ในการเลี้ยงลูกไป ซึ่งส่วนใหญ่ที่เลี้ยงลูกมักจะเป็นเพศผู้เสียมากกว่า แต่ก็มีแยกย้ายจากกันไปเลยในปลาบางชนิด พบได้ในปลาช่อน ปลานิล ปลาออสการ์ ปลากระเบน ปลาสลิด ปลาเทวดา ปลาปอมปาดัวร์ ฯลฯ

2. ปลาหลายผู้หลายเมีย พฤติกรรมการจับคู่ของปลาจะมีรูปแบบดังนี้
-แบบฮาเร็ม(harem) ปลาพวกนี้จะอยู่กันเป็นฝูง จะมีตัวผู้เพียงตัวเดียวในฝูงหนึ่ง ที่เหลือก็จะเป็นตัวเมียทั้งหมด พบได้ในปลานกแก้ว นกขุนทอง

-แบบตัวเมียมากกว่าตัวผู้ ปลาตัวผู้หนึ่งตัวสามารถผสมกับตัวเมียได้มากกว่าหนึ่งตัว จนกว่าอสุจิจะหมดไป เพราะปริมาณไข่ของปลาตัวเมียหนึ่งตัว จะมีน้อยกว่าปริมาณอสุจิของปลาตัวผู้หนึ่งตัว พบได้ในปลาสอด ปลาพาราไดซ์ ปลาสอดตัวผู้ตัวเดียว ใช้เวลา 1-2 วันเพื่อผสมกับปลาตัวเมียท้องแก่ 4-5 ตัว

-แบบตัวเมียตัวเดียวต่อตัวผู้หลายตัว นักเพาะพันธุ์ปลาทองหัวสิงห์ จะใช้พ่อปลา 2 ตัว ต่อแม่ปลาเพียง 1 ตัว และปล่อยให้อยู่รวมกันเป็นฝูง ในการเพาะพันธุ์ปลาไน ก็จะใช้ตัวเมียที่มีอายุ 2-3 ปีขึ้นไปเพียงตัวเดียว ต่อตัวผู้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไปประมาณ 2-3 ตัว การเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนก็จะใช้อัตราของตัวผู้ 2 ตัว ต่อแม่ปลา 1 ตัว

-แบบเป็นฝูง ปลาในแหล่งวางไข่จะมีการจับคู่กันเป็นฝูงใหญ่ หรือฝูงย่อย ในขณะที่ตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อลงไปผสมตัวเมียก็จะวางไข่ ตัวผู้และตัวเมียในฝูงหนึ่งๆ อาจมีจำนวนไม่เท่ากันก็ได้ เช่น ในปลาทู จำนวนตัวเมียจะมีมากกว่าตัวผู้เสมอ และอาจมีการผสมของตัวผู้กับปลากลุ่มอื่นได้

พฤติกรรมของปลาที่จำแนกตามนิสัยในการวางไข่
ปลามีพฤติกรรมการวางไข่และสืบพันธุ์หลายแบบ ขึ้นอยู่กับปลาแต่ละชนิด เพื่อให้ลูกหลานมีโอกาสอยู่รอดมากที่สุดมันก็ต้องมีการปรับตัวให้เหมาะกับสภาพนั้นๆ มีการแบ่งพฤติกรรมการสืบพันธุ์และวางไข่ของปลา โดย ยูจีน เค. บาลอน แห่งมหาวิทยาลัยกูเอลฟ์ คานาดา ออกเป็น 5 แบบคือ

1. พวกที่วางไข่กระจัดกระจาย ปลาพวกนี้เมื่อวางไข่แล้วก็จากไป จะไม่มีการปกป้องและดูแลไข่เลย มันจะปล่อยให้ไข่ฟักตัวไปตามธรรมชาติ ไข่ที่จะโตจนถึงวัยสืบพันธุ์นั้นมีโอกาสรอดน้อยมาก มันจึงมีการออกไข่เป็นปริมาณมาก ปลาพวกนี้ได้แก่

-พวกปลาที่วางไข่ผิวน้ำ การผสมพันธุ์และวางไข่ของปลาพวกนี้จะมีเป็นกลุ่มใหญ่ รายละเอียดของการผสมพันธุ์จึงไม่สามารถสังเกตเห็นได้ดีนัก เช่นในปลาทูน่า ปลาหางไก่ ปลาซาร์ดีน

-ปลาน้ำจืดที่วางไข่ก้นน้ำ เป็นปลาที่มีขนาดเล็ก จะมีการจับคู่ของตัวเมีย 1 ตัว ต่อตัวผู้ 2-3 ตัว เมื่อมีการผสมพันธุ์ เช่นในปลาซิว ปลาซักเกอร์

-ปลาน้ำจืดที่อยู่ตามดงปะการัง ปลาพวกนี้ได้แก่ ปลานกแก้ ปลานกขุนทอง ฯลฯ มักอยู่กันเป็นฝูงแบบฮาเร็ม การเกี้ยวพาราสีของมันจะน่าดูและสวยงาม และมันสามารถเปลี่ยนได้

2. พวกที่วางไข่แบบหลบซ่อน การวางไข่ของปลาพวกนี้จะอยู่ในที่หลบซ่อน มิดชิด เพื่อให้ปลอดภัยจากศัตรู แต่จะไม่มีการดูแลลูกเช่นกัน เช่น

-ปลาเทราต์และปลาแซลมอน มันจะวางไข่โดยขุดหลุมลึกในพื้นกรวดทราย เมื่อไข่ได้รับการผสมมันก็จะกลบไข่จนเรียบร้อยแล้วก็จากไป หน้าที่ขุดหลุมมักจะเป็นตัวเมีย ส่วนหน้าที่ของตัวผู้ก็จะช่วยเก็บก้อนกรวดและสิ่งสกปรกที่อยู่บริเวณรังของมัน และคอยป้องกันไม่ให้มีการรังควานจากปลาตัวอื่น

-ปลาซิว ในลำธารทางตะวันออกของอเมริกาเหนือ ก่อนที่ปลาซิวจะจากไป มันจะก็จะฝังและกลบไข่ให้มิดชิดเสียก่อน

-ปลาฮอร์นีเฮดคับ(hornyhead chub) ปลาชนิดนี้จะไม่มีการขุดหลุมเพื่อวางไข่ แต่จะใช้ก้อนกรวดกลบไข่ที่วางออกมาแล้วเป็นกอง

-ปลาบางชนิดก็ไม่มีการขุดหลุมสร้างรัง แต่จะใช้สิ่งมีชีวิตอื่นในธรรมชาติเพื่อหลบซ่อนไข่ เช่นในปลาทะเลสเนลล์ฟิช ที่ชอบวางไข่ในช่องเหงือกของปูก็มีอยู่หลายชนิด เพราะจะมีออกซิเจนอยู่มากในบริเวณนั้น

-ปลาบิตเตอริงยุโรป จัดอยู่ในวงศ์ตะเพียน จะวางไข่ในช่องเหงือกของหอยสองฝาโดยจะสร้างที่วางไข่เป็นท่อยาว และเมื่อหอยออกลูก บริเวณเหงือกของปลาบิตเตอริงก็จะมีลูกอ่อนของหอยเป็นปรสิตเช่นกัน

3. ปลาที่ดูแลไข่ เมื่อวางไข่แล้วปลาจะทำหน้าที่ดูแลปกป้องไข่และตัวอ่อน ซึ่งหน้าที่นี้อาจจะเป็นตัวผู้ หรือตัวเมีย หรือทั้งคู่ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นหน้าที่ของตัวผู้ แม้ปลาพวกนี้จะวางไข่น้อย แต่อัตราการรอดตายก็มีสูง เพราะไข่และลูกอ่อนมีพ่อแม่คอยดูแล ตัวผู้มักมีสีสันที่สวยงามเพื่อดึงดูดให้ตัวเมียยอมจับคู่ด้วย การเลี้ยงลูกของมันอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหรืออาจนานเป็นเดือนก็ได้ เช่น เวลาเลี้ยงลูกของปลาแอนตาร์คติคพลันเดอร์ฟิช(Antractic plunderfish) จะนานถึง 4 เดือน

-ปลาที่ดูแลลูก แบ่งเป็นสองพวกคือ พวกที่สร้างรังและไม่สร้างรัง ในพวกปลาบู่ และปลาลัมพ์ซักเกอร์ ก่อนที่มันจะวางไข่ ก็จะมีการเก็บกวาดบริเวณนั้นให้เรียบร้อยก่อน แต่จะไม่มีการสร้างรัง

-ปลาสเปรย์อิงคาราซิน มันจะวางไข่ไว้ใต้ใบไม้ที่แขวนลอยอยู่เหนือน้ำ เพื่อให้ไข่ได้รับออกซิเจนมากขึ้นตัวผู้ก็จะคอยสาดน้ำไปยังกองไข่และดูแลตลอดเวลาเพื่อให้ปลอดภัยจากศัตรู

-ปลาในวงศ์ปลาแรด กระดี่ ในเอเชีย ไข่ของปลาพวกนี้จะมีหยดน้ำมันช่วยให้ลอยตัว กองไข่ของมันจะอยู่บนผิวน้ำที่มีฟองอากาศและเต็มไปด้วยออกซิเจน ปลาพวกนี้ได้แก่ ปลากัดไทย ปลาพาราไดซ์ ปลาหมอไทย บริเวณแหล่งวางไข่ที่มีฟองอากาศในบางตำราถือว่าเป็นรังชนิดหนึ่ง และปลาพวกนี้ก็ถูกจัดไว้ในพวกสร้างรังด้วย

4. ปลาที่สร้างรัง เช่นในปลาซันฟิช และปลาแบสดำ ในวงศ์ Centrarchidae มันจะวางไข่ในแหล่งน้ำตื้นเป็นกลุ่มใหญ่ รังของมันจะคล้ายไส้กรอก ก่อนการสร้างรังมันก็จะเก็บกวาดบริเวณนั้นเสียก่อน

การสร้างรังของปลากัดไทย โดยตัวผู้จะเป่าฟองอากาศออกมาที่บริเวณผิวน้ำเพื่อให้ตัวเมียวางไข่ ฟองอากาศนี้จะเป็นแหล่งออกซิเจนของลูกและช่วยปกป้องลูกได้เป็นอย่างดี

5. ปลาที่ฟักลูกนอกครรภ์ หลังจากวางไข่และไข่ได้รับการผสมเรียบร้อยแล้ว ปลาพวกนี้ก็จะฟูมฟักลูกไว้ในตัว เช่นในปลาอมไข่ ที่อยู่ในวงศ์ Cichlidae หลายชนิด ในปลาจำพวกม้าน้ำและจิ้มฟันทะเลจะมีที่อยู่ของไข่และตัวอ่อนเป็นถุงหน้าท้องของมันเอง

6. ปลาที่ตั้งครรภ์ เป็นปลาที่มีการผสมพันธุ์ในตัวเมีย จะมีการเจริญพัฒนาของไข่และตัวอ่อนในตัวแม่ระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงคลอดออกมาเป็นตัว หรือเป็นไข่ อาหารของตัวอ่อนจะได้ทางสายเลือดของแม่ หรือจากไข่แดงของตัวเอง การตั้งครรภ์ของกระเบนและฉลามบางชนิด ส่วนมากจะใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์แล้วก็จะคลอดลูกออกมาเป็นไข่ ไข่จะอยู่ภายในถุงหุ้มไข่ที่มีลักษณะหยาบคล้ายหนัง มีสายยึดจับกับวัตถุในน้ำ ถุงไข่จะหลุดออกเมื่อสายยึดนี้ขาด ตามชายฝั่งจึงมักเห็นถุงไข่ของปลาพวกนี้ลอยมาติดอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมักเรียกกันว่า ถุงนางเงือก(mermaid’s purses)

ปัจจัยในการเจริญของไข่และตัวอ่อนของปลา
1. อุณหภูมิ กระบวนการสืบพันธุ์ของปลาแต่ละชนิด อุณหภูมิของน้ำจะมีบทบาทสำคัญมาก ไข่ของปลาอาจจะฝ่อและฟักเป็นตัวไม่ได้หากมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิไปมาก แม้จะฟักเป็นตัวแล้วลูกปลาวัยต่างๆ อาจถึงแก่ความตายได้ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป โดยปกติไข่ปลาจะฟักออกเป็นตัวเร็วกว่าปกติถ้าน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่อาจทำให้ลูกปลาไม่แข็งแรงได้ อัตราการรอดชีวิตก็มีน้อย และไข่ปลาจะต้องใช้ระยะเวลาในการฟักตัวนานขึ้นถ้ามีอุณหภูมิต่ำลง หรืออาจทำให้ลูกปลาตายได้ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่รวดเร็วเกินไป จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิไปอย่างช้าๆ ถ้ามีการเพาะเลี้ยงปลา เช่นการทดลองในปลาเทราต์ ดังนี้

อุณหภูมิ(องศาฟาเรนไฮต์)

ระยะเวลาในการฟักเป็นตัว(ชั่วโมง)

37

165

41

103

50

47

ฤดูสืบพันธุ์และวางไข่ของปลาแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป อาหารของปลาในเขตร้อนจะมีตลอดปี มันจึงสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี แต่ในเขตอบอุ่นและเขตหนาวที่บางฤดูมีการเจริญเติบโตของแพลงตอนน้อย จึงทำให้ปลาวางไข่ได้บางฤดูกาล ซึ่งมักจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ เช่นในปลาหลังเขียวบริเวณเขตน่านน้ำเหนือ ในหนึ่งปีมันจะวางไข่ 2 ครั้ง คือในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง จะมีฤดูการวางไข่ที่แตกต่างกันไปในปลาเมนฮาเดน ที่ชอบออกหากินในแหล่งต่างๆ เช่น ในบริเวณเกาะนิวอิงแลนด์ตอนใต้ ปลาเมนฮาเดนจะวางไข่ในราวเดือนมิถุนายน หรืออาจช้าไปถึงเดือนสิงหาคมในบางตัว ในอ่าวเชคสเปียร์การวางไข่ของปลาเมนฮาเดนจะอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง แต่พวกที่อยู่ไกลออกไปทางใต้ของอ่าวนี้ จะวางไข่ราวต้นฤดูหนาว ซึ่งจะล่าช้าออกไปอีก

ในการวางไข่ ปลาบางชนิดจะเลือกวางในฤดูที่มีอากาศอบอุ่นที่สุด เช่น ในบริเวณมอริติอุส ปลาลากูนจะวางไข่ปีละ 2 ครั้ง คือในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เมื่อลมพัดมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้อากาศมีความอบอุ่นขึ้น และในเดือนพฤษภาคมก็จะวางไข่อีกครั้งหนึ่ง

2. แหล่งวางไข่ การที่ปลาจะเลือกวางไข่ ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสภาพของภูมิประเทศ อย่างเช่น ปลาเก๋าจะชอบวางไข่ในแหล่งน้ำที่มีความลึกประมาณ 51-55 เมตร ส่วนปลาสองน้ำหลายชนิดจะต้องกลับไปวางไข่ที่แหล่งกำเนิดของมันบริเวณลำธารน้ำจืดทุกๆ ปี เช่น ในปลาแซลมอน ปลาเอลไวฟ์

3. แสงสว่าง ในที่มืด การฟักตัวของไข่ปลาจะต้องใช้เวลานานกว่าไข่ปลาที่อยู่ในที่สว่าง

4. คุณภาพน้ำ ปัจจัยที่สำคัญต่อพัฒนาการของปลาอีกอย่างหนึ่งก็คือ สภาพแวดล้อมของน้ำ เช่น
-ความเค็ม ไข่ปลาจะไม่ฟักเป็นตัวถ้าน้ำมีความเค็มที่ไม่เหมาะสม หรือการเจริญของไข่ปลาอาจหยุดชะงัก และตายไปในที่สุด ถ้าความเค็มเปลี่ยนไปในขณะที่ปลากำลังฟักตัว

-ก๊าซที่ละลายในน้ำ พัฒนาการของไข่ปลามีความจำเป็นมากที่จะต้องใช้ออกซิเจน ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจน 4-12 พีพีเอ็ม จะเหมาะต่อพัฒนาการของไข่ปลา แต่อัตราการฟักเป็นตัวอาจต่ำ และมีการตายสูงถ้ามีปริมาณออกซิเจนน้อยกว่านี้ และไข่ปลาอาจหยุดการฟักตัวและตายได้ ถ้ามีก๊าซพิษในน้ำมากเกินไป เช่น แอมโมเนีย

-ระบบต่อมไร้ท่อของปลา จะมีผลต่อการเจริญของไข่ปลาเกี่ยวกับการทำงานของต่อมธัยรอยด์และต่อมพิทูอิตารี เราสามารถกำหนดเพศของปลาตามที่ต้องการได้ ถ้าใส่ฮอร์โมนเพศลงในน้ำที่ไข่และลูกปลากำลังมีพัฒนาการ เช่น หลังจากถุงไข่แดงของลูกปลานิลยุบหมดแล้ว อาหารที่ใช้เลี้ยงก็ให้ผสมฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนลงไปด้วย จะทำให้ปลานิลมีเพศผู้ทั้งหมดเมื่อเติบโตขึ้นมา

ทำไมปลาบางชนิดต้องออกไข่เป็นจำนวนมาก
กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติต่อสิ่งมีชีวิตมีอยู่หลายอย่าง เพื่อให้ลูกหลานมีชีวิตรอดต่อไปจนถึงวัยผสมพันธุ์ ปลาแต่ละชนิดจึงจำเป็นต้องหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ ปลาจำเป็นต้องวางไข่เป็นจำนวนมาก อาจเป็นครั้งละหลายล้านฟองในแหล่งหลบซ่อนถ้าเป็นปลาที่ไม่แข็งแรงและมักจะถูกล่า แต่การออกลูกของปลานักล่าเหยื่อจะน้อยกว่าหลายเท่า อาจมีเพียงไม่กี่ฟองหรือไม่กี่ตัวเท่านั้น ในปลาลิงคอดที่หนัก 24.5 กิโลกรัม จะวางไข่ประมาณครั้งละ 28 ล้านฟอง ปลาใบขนุนที่หนัก 7.7 กิโลกรัม จะวางไข่ประมาณครั้งละ 9 ล้านฟอง ปลาเก๋าจะวางไข่ประมาณครั้งละ 1 ล้านฟอง โลกนี้คงจะมีแต่ปลาถ้าไข่โตเป็นปลาได้หมดทุกตัว แต่ในความเป็นจริง ปลาที่วางไข่แล้วทิ้งไปไม่มีการดูแล มีเพียง 1 ในล้านเท่านั้นที่จะมีโอกาสรอดจนโตเป็นปลาเต็มวัย ที่เหลือก็ตายไปด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ถูกกิน ไข่ฝ่อ หรือทนต่อสภาพแวดล้อมไม่ได้

ปลาหลายชนิดมีไข่แบบลอยน้ำ และฟักเป็นตัวไปเรื่อยๆ ไข่ประเภทนี้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร มีลักษณะโปร่งแสง มีเนื้อเยื่อล้อมรอบ มีหยดน้ำมันเพื่อช่วยในการลอยตัวอยู่ภายใน มีสารเหนียวในไข่บางชนิดที่ช่วยให้ไข่ยึดติดกับวัตถุที่ลอยน้ำเป็นกลุ่มก้อนไม่กระจัดกระจาย ปลานกกระจอก ไข่ของมันจะมีเส้นใยยาวพันกับสาหร่ายทุ่น ปลากระทุงเหว ไข่ของมันจะมีติ่งเกาะเกี่ยวกันเป็นกลุ่มก้อน ในปลาหลังเขียวและปลาน้ำจืดอีกหลายชนิดไข่ของมันจะเป็นชนิดไข่จม ปลาหลังเขียวไข่ของมันจะถูกห่อหุ้มด้วยสารเหนียวเพื่อให้ยึดติดกับสาหร่ายทะเลได้ ไข่ชนิดจมของปลาแซลมอน ปลาตะลุมพุก ปลาเทราต์ จะอยู่ตามก้อนหินและก้อนกรวดตามก้นลำธารที่มีน้ำเชี่ยว ส่วนมากไข่ปลาจะมีไข่แดงในปริมาณมากและเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวอ่อนไปจนฟักออกเป็นตัว ลูกปลาจะกินอาหารได้เมื่อไข่แดงหมดไป และแพลงตอนสัตว์ก็คืออาหารของปลาในวัยนี้

กฎของปลาทะเลที่วางไข่ในแหล่งทะเลเปิดคือ การออกไข่เป็นปริมาณมากๆ ซึ่งมักเป็นไข่ชนิดลอย ปลาจำเป็นต้องพิถีพิถันในการวางไข่มากขึ้น ถ้าสามารถวางไข่ได้ในปริมาณน้อยเพื่อให้ลูกมีโอกาสรอด เช่น หาที่หลบซ่อนไข่ที่มิดชิด ปลาบางชนิด ไข่ของมันอาจต้องอาศัยอยู่ในท้องแม่จนกว่าจะโตพอที่จะออกมาได้ การฟักไข่และเลี้ยงดูลูก ปลานิลและปลาไซคลิดในวงศ์เดียวกัน จะอยู่ในปากของแม่จนกว่าลูกจะแข็งแรงพอ จึงจะออกไปเผชิญโลกภายนอกโดยลำพังได้

การออกไข่ของปลาโอเชียนเพาท์ ในแต่ละครั้งมีเพียงไม่กี่ฟองเท่านั้น มันมักซุกซ่อนไข่ไว้ตามวัตถุใต้น้ำ เช่น ใต้กระป๋อง ติดตามรองเท้าเก่า หรือซากเศษวัสดุใต้ทะเล ฟองไข่ของปลาชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-7 มิลลิเมตร จะมีเมือกเหนียวคล้ายวุ้นยึดติดอยู่กับไข่ทุกฟอง

ที่มา: จากหนังสือเรื่อง มีนวิทยา
เรียบเรียงโดย: สุภาพร สุกสีเหลือง
ภาควิชาชีววิทยา
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ