กำทวดและกำยาน

By -

กำทวด
กำทวดเป็นอีกชื่อหนึ่งที่ตำรายาโบราณใช้เรียก “มะขามป้อม”กำทวด

กำทวดหรือมะขามป้อมนี้เป็นตัวยาหนึ่งพิกัดเครื่องยาที่เรียกว่า “ตรีผลา”

กำยาน
กำยานเป็นชันน้ำมัน (oleoresin) ที่ได้จากพืชในสกุล Styrax วงศ์ Styracaceae หลายชนิด คำ “กำยาน” มาจากภาษามลายูว่า “Kamyan” อ่านว่า “กำ-มิ-ยาน” กำยานที่มีขายในท้องตลาดมี ๒ ชนิด คือ

(๑) กำยานสุมาตรา (Sumatra Benzoin)

อาจได้จากพืช ๒ ชนิด คือ Styrax benzoin Dryander และ Styrax paralleloneurus Perkins พืชชนิดแรกเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึงราว ๒๐-๓๐ เมตร อาจสูงได้ถึง ๔๐ เมตร กิ่งอ่อนและช่อดอกเป็นเหลี่ยม มีขนเป็นกระจุกสั้นๆ ไม่หนาแน่น ปกคลุมอยู่ ใบเป็นใบเดี่ยว เวียนสลับกัน รูปไข่ รูปรี ถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบทู่ถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบด้านบนมีขนสีขาวสั้นๆ เมื่อออกใหม่ๆ แต่จะร่วงไปเมื่อใบแก่ ด้านล่างสีอ่อนกว่า มีขนเป็นกระจุกสั้นๆ ไม่หนาแน่น ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีทั้งช่อเดี่ยวและช่อแยกแขนง ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นถ้วยเล็กๆ ปลายแยกเป็น ๕ แฉก กลีบดอกมี ๕ กลีบ ร่วงง่าย กลีบรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก โคนติดกัน เกสรตัวผู้มี ๑๐ อัน สีแสดอมเหลือง เกสรตัวเมียมี ๑ อัน ผลกลมค่อนข้างแป้น ขนาดผ่าศูนย์กลาง ๒-๔ ซม. พืชอีกชนิดหนึ่งก็มีลักษณะโดยทั่วๆ ไปคล้ายคลึงกันกำยาน

พืชทั้งสองชนิดนี้จะให้กำยานได้เมื่อมีอายุประมาณ ๖ ปี ขณะที่ลำต้นมีขนาดผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๗-๒๐ ซม. เปลือกต้นจะถูกกรีดตามยาวตั้งแต่ตอนใกล้กับกิ่งล่างที่สุดลงมา ชันน้ำมันจะซึมออกมาตามรอยแผลที่กรีดไว้ และจะแข็งตัวเมื่อถูกอากาศ ชันน้ำมันที่กรีดได้ครั้งแรกจะขาวและบริสุทธิ์ เป็นกำยานที่มีกลิ่นหอม โดยปรกติในการกรีดแต่ละครั้งจะได้กำยานไม่เกิน ๑ กิโลกรัมต่อต้น และ

 

(๒) กำยานญวน

(ที่เรียกเช่นนี้เพราะพืชที่ให้กำยานชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดบริเวณอ่าวตังเกี๋ยของเวียดนาม) หรือ กำยานหลวงพระบาง (ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นกำยานที่ผลิตมากที่แขวงหลวงพระบางของลาวในปัจจุบัน) กำยานชนิดนี้เป็นกำยานชนิดที่ดีที่สุด ฝรั่งเรียก “Siam Benzoin” เพราะกำยานชนิดนี้ส่งออกขายจากเมืองหลวงของราชอาณาจักรสยาม กำยานชนิดนี้ได้จากต้นกำยานอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Styrax tonkinensis (Pierre) Craib ex Hartwick ซึ่งคล้ายคลึงกับพืชชนิดที่ให้กำยานสุมาตรา

ในทางการค้า กำยานชนิดหลังนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นเม็ดกลมรี เม็ดไม่ติดรวมกัน เรียกว่า “Tear Siam Benzoin” ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นเม็ดๆ ติดกันเป็นก้อน มีลักษณะเป็นก้อนเหลี่ยมตามลักษณะของหีบไม้ที่บรรจุ เรียกว่า “Block Siam Benzoin”

กำยานหลวงพระบางที่เป็นเม็ดกลมรีนี้มีขนาดเล็ก ส่วนมากมีความยาวน้อยกว่า ๒-๓ ซม. ทึบแสง เปราะ ชั้นในมีสีน้ำนมขาวขนาดเล็กแต่เมื่อเก็บไว้นานๆ จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงปนน้ำตาล ใส หรือทึบแสง

ชนิดที่ดีที่สุด คือ เม็ดกลมรี เกาะติดกันหลวมๆ ไม่แน่น ชนิดธรรมดาเป็นเม็ดกลมรี ติดกันแน่น โดยมียางสีอำพัน ไม่โปร่งแสง ยึดติดระหว่างเม็ด

กำยานญวนหรือกำยานหลวงพระบางนี้มีองค์ประกอบเคมีหลักเป็นโคนิเฟอริล เบนโซเอต (coniferyl benzoate) ร้อยละ ๖๐-๗๐ และกรดกำยาน (benzoic acid) อิสระ ประมาณร้อยละ ๑๐

กำยานสุมาตราจะแตกต่างจากกำยานญวนหรือกำยานหลวงพระบางตรงที่มีสีเทามากกว่า ไม่ค่อยพบส่วนที่เป็นก้อนกลมๆ รีๆ มักมีเศษไม้และของอื่นๆ ปนอยู่ ความหอมก็สู้กำยานญวน หรือกำยานหลวงพระบางไม่ได้ กำยานชนิดนี้ส่งออกขายจากเมืองปาเลมบัง (Palembang) ในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย กำยานสุมาตรามีองค์ประกอบทางเคมีหลักๆ เป็นกรดซินนามิก (cinnamic acid) ประมาณร้อยละ ๑๐ และกรดกำยาน (benzoic acid) ประมาณร้อยละ ๖ รวมทั้งเอสเตอร์ (ester) ของกรดทั้งสอง

กำยานใช้ปรุงน้ำอบไทย โดยการเผากำยานบนก้อนถ่านที่ไฟลุกแดง แล้วใช้อบเช่นอบน้ำดอกไม้ น้ำที่อบกำยานแล้วโบราณเอามาปรุงกับเครื่องหอมอื่นๆ ทำเป็นน้ำอบไทย นอกจากนั้นกำยานยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเทียนอบ ธูปหอม และกระแจะ ทั้งยังใช้เผารมเพื่อให้มีกลิ่นหอมและไล่ริ้นไรมดแมลง และเพื่อฆ่าเชื้อโรคในห้อง

กำยานที่นำมาใช้ประโยชน์ทางยาส่วนใหญ่จะเป็นกำยานสุมาตรา โดยใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และเป็นยาฝาดสมาน

ส่วนกำยานญวนหรือกำยานหลวงพระบางใช้เป็นสารให้คงกลิ่น (fixative) ในน้ำหอม สบู่ ครีม สารซักฟอก เป็นต้น

ตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้ายึดครอง อินโดจีนก็เป็นประเทศผูกขาดกำยานหลวงพระบางและกำยานญวน กำยานญวนเกือบทั้งหมดที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมของฝรั่งเศส

เนื่องจากกำยานสามารถต้านการสลายตัวของไขมันต่างๆ ได้ จึงใช้กำยานผสมกับไขมันที่จะใช้เป็นยาพื้นสำหรับเตรียมยาขี้ผึ้งต่างๆ

นอกจากนั้นกำยานมักใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณเพื่อวัตถุประสงค์ในการแต่งกลิ่นและกันบูด

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า กำยานมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณแก้ลม บำรุงเส้น บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ สมานแผล และดับกลิ่นทั้งปวง

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์