ขมิ้นอ้อย

By -

ชื่อทางพฤกษศาสตร์ Curcuma zedoaria Roscoe
ชื่อวงศ์ Zingiberaceae

มักปลูกพืชชนิดนี้กันทั่วไป เพื่อใช้ปรุงแต่งอาหาร หรือใช้เหง้าแห้งเพื่อเป็นยา ซึ่งมีขายตามร้านขายยาสมุนไพรทั่วไปดอกขมิ้นอ้อย

ขมิ้นอ้อยมักมีอายุอยู่ได้นานหลายปี ส่วนใบมักจะแห้ง และจะตั้งหัวในฤดูแล้ง และในฤดูฝนก็จะแตกใบออกดอกใหม่ สูงประมาณ ๑-๑.๕๐ เมตร ลักษณะของเหง้าเป็นรูปไข่ มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกตรงกันข้ามทั้งสองข้าง มีเนื้อสีเหลืองภายในเหง้า เหง้าตั้งตรงและบางส่วนจะโผล่ขึ้นมาเหนือดิน จึงเรียกกันว่า “ขมิ้นอ้อย” หรือ “ขมิ้นขึ้น” หรือ “ขมิ้นหัวขึ้น” หรือ “ว่านหัวตั้ง” หรือ “สากเบือละว้า”มีกลิ่นเฉพาะ ใบเป็นแบบใบเดี่ยว มีก้านใบยาวแทงออกจากเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกัน ขนาดกว้าง ๑๕-๒๐ ซม. ยาว ๔๐-๕๐ ซม. แผ่นใบเหนียว ดอกเป็นลักษณะดอกช่อ ก้านช่อดอกจะแทงออกมาจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ เป็นรูปทรงกระบอก ยาว ๗-๑๕ ซม. ดอกสีเหลืองอ่อน มีใบประดับสีเขียวปลายอมชมพูอยู่ตรงส่วนล่างของช่อ ส่วนบนเป็นรูปใบหอกสีชมพูหรือชมพูอมขาว

ในหน้าแล้งเมื่อสีของใบเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลือง ขมิ้นอ้อยก็จะถูกขุดขึ้นมา องค์ประกอบทางเคมีของขมิ้นอ้อยจะคล้ายกับขมิ้นชันและมีสารสีเหลืองเหมือนกัน แต่สีจะอ่อนกว่าที่อยู่ในขมิ้นชันขมิ้นอ้อย

ขมิ้นอ้อยเป็นทั้งเครื่องยาและเครื่องเทศที่ได้จากเหง้า ซึ่งมีความใกล้เคียงกันกับขมิ้นชัน และคนไทยมักนิยมปรุงอาหารด้วยขมิ้นอ้อยมากกว่าใช้ขมิ้นชัน เพราะมีกลิ่นที่ไม่ฉุน และใช้แต่งสีอาหาร เช่น ข้าวเหนียวเหลืองหรือข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ขนมเบื้องญวน ซึ่งมักจะใช้เหง้าสดๆ มาทำ

ตำรับยาของหมอไทยก็นิยมใช้ขมิ้นอ้อยมากกว่าขมิ้นชัน เนื่องจากมีรสฝาด มีสรรพคุณเป็นยาสมาน แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน แก้ไข้ ใช้หุงกับน้ำมันมะพร้าวใส่แผล เพื่อฆ่าเชื้อและสมานแผล และใช้กินแก้ท้องร่วงโดยวิธีนำมาบดผสมกับน้ำปูนใส