ขอนดอก

By -

ขอนดอกมีลักษณะเหมือนไม้ผุๆ สีน้ำตาลเข้ม มีประเป็นจุดๆ สีขาวอยู่ทั่วไป มีกลิ่นหอม ที่มีคุณภาพดีที่สุดได้จากเนื้อไม้ของต้นพิกุลที่มีอายุมาก แล้วมีเชื้อราบางชนิดเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ ต้นพิกุลมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Mimusops elengi L. ในวงศ์ Sapotaceae พืชชนิดนี้บางถิ่นเรียก กุน(ภาคใต้) แก้ว(ภาคเหนือ) ซางดง(ลำพูน) ก็มีขอนดอก

ต้นพิกุลเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง ๑๐-๒๕ เมตร มียางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ใบรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง ๓-๖ ซม. ยาว ๔-๑๒ ซม. ขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นกระจุก ๒-๖ ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีนวล มีกลิ่นหอมเย็น กลิ่นยังคงอยู่แม้ตากแห้งแล้ว ผลเป็นผลแบบมีเนื้อ รูปไข่ เมื่อยังอ่อนอยู่มีสีเขียว สุกจะมีสีแดงสด มีรสหวานเล็กน้อย

พิกุลเมื่อมีอายุมากๆ เนื้อไม้จะผุหรือรากจะผุ ทำให้โค่นล้มได้ง่าย จึงไม่นิยมปลูกไว้ในบริเวณบ้าน ต้นแก่ๆ มักจะมีเชื้อราเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้มีกลิ่นหอม โบราณเรียก “ขอนดอก” ที่มีขายตามร้านยาสมุนไพรเป็นเนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลเข้ม ประขาว มีกลิ่นหอม ฝรั่งเรียก “Bullet Wood” เนื่องจากเนื้อไม้มีประด่างเป็นจุดขาวๆ เหมือนรอยกระสุน ดอกมีกลิ่นหอมเย็น เข้ายาหอม โบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรทั้งห้า (ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี และเกสรบัวหลวง) เกสรทั้งเจ็ด(เกสรทั้งห้า เพิ่มดอกจำปาและดอกกระดังงา) และเกสรทั้งเก้า (เกสรทั้งเจ็ด เพิ่มดอกลำดวนและดอกลำเจียก) หรือใช้ผสมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำ “บุหงา”

นอกจากนั้น ขอนดอกยังอาจได้จากต้นตะแบก (Lagerstroemia calyculata Kurz วงศ์ Lythraceae) แก่ๆ อันมีเชื้อราเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ แต่โบราณว่าขอนดอกชนิดนี้คุณภาพจะด้อยกว่า พืชชนิดหลังนี้บางถิ่นเรียก ตะแบกขาวใหญ่(ปราจีนบุรี) ตะแบกแดง(ประจวบคีรีขันธ์) ตะแบกหนัง(จันทบุรี ราชบุรี นครราชสีมา) เปลือย(สุโขทัย พิษณุโลก) ก็มี

ต้นตะแบกเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูงได้ถึง ๑๕-๒๐ เมตร โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทา แตกล่อนเป็นแผ่นโตๆ จะอ้าจากทางด้านล่างขึ้นไป ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน เนื้อใบหนา มีขนสีเทาหรือสีน้ำตาลกระจายทั่วไปทั้งสองด้าน ก้านใบสั้นมาก ยาวไม่เกิน ๑ ซม. มีขนสั้นๆ ปกคลุม ท้องใบมีสีจางกว่าด้านหลังใบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวและขาวปนม่วงซีดๆ ออกรวมกันเป็นช่อโตๆ ตามปลายกิ่ง ก้านช่อดอกและกลีบฐานดอกมีขนสีน้ำตาลแน่น โคนกลีบฐานดอกติดกันเป็นรูปกรวยหงาย ปลายแยกเป็น ๖ กลีบเล็กๆ ผลเป็นผลแห้ง รูปรี ยาวราว ๑ ซม. แตกออกทางด้านบน เมล็ดเล็ก มีมาก แต่ละเมล็ดมีปีกบางๆ โค้งๆ ๑ ปีก ยาวประมาณ ๓ เท่าของเมล็ด

แพทย์โบราณนอกจากจะใช้แก่นแก่ที่มีราลงของต้นตะแบก ที่เรียก “ขอนดอก” แล้ว ยังใช้เปลือกต้นตะแบกเป็นยาแก้บิดชนิดที่เป็นมูกเลือดอีกด้วย

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าขอนดอกมีกลิ่นหอม มีรสจืด มีสรรพคุณบำรุงตับ ปอด และหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์(ครรภ์รักษา) ทำให้ใจชุ่มชื่น

แพทย์โบราณนิยมใช้ขอนดอกที่ได้จากต้นพิกุล (Mimusops elengi L.) มากกว่าที่ได้จากต้นตะแบก (Lagerstroemia calyculata Kurz)

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์