ข้าวพืชที่สำคัญของมนุษย์

By -

ข้าว

ข้าว
ข้าวเป็นพืชที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เรื่องราวของข้าวมีมากมาย ได้เข้ามาเกี่ยวกับพิธีรีตองและความเชื่อถือต่างๆ ของมนุษย์หลายอย่าง แต่โบราณมาถือกันว่าข้าวเป็นของสูง มีประวัติความเป็นมาพิสดารมาก เป็นของศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่ง มีเทวดารักษา คนโบราณจึงนับถือข้าวว่าเป็นสิ่งที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ ห้ามเหยียบข้าว ตามลัทธิฮินดูก็มีบัญญัติไว้ว่าห้ามนั่งบนรวงข้าว ผู้มีอายุเวลาจะกินข้าวก็ต้องไหว้แม่โพสพเสียก่อน กินแล้วก็ต้องไหว้อีก ทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า ฉะนั้นเราจึงเห็นว่าพิธีที่เกี่ยวกับข้าวนั้นมีมากกว่าพืชอย่างอื่นๆ เริ่มตั้งแต่ก่อนจะลงมือไถดินไปทีเดียว เวลาจะปลูกข้าวก็มีพิธี เมื่อข้าวออกรวงก็ต้องมีพิธีรับขวัญระแวดระวังกันเป็นอย่างดี

ตำนานของข้าวมีมากมายหลายเรื่อง บางประเทศมีนิยายปรัมปราเล่าสืบต่อกันมาอย่างสนุกสนาน บางเรื่องเป็นตำนานอธิบายถึงสาเหตุต่างๆ ไว้ เป็นเรื่องน่าศึกษาอีกอย่างหนึ่ง จึงขอนำมาประมวลเล่าไว้ตามแต่จะนึกได้ ตำนานเหล่านี้เป็นเรื่องที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาบ้าง มีปรากฏในคัมภีร์โบราณบ้าง ตำนานทางฝ่ายไทย เท่าที่ปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัยฉบับหลวง ได้กล่าวถึง ข้าวสาลีว่าเป็นข้าวที่เกิดขึ้นเอง (ในหนังสือตำนานไม้ต่างประเทศบางชนิดในเมืองไทยของพระยาวินิจวนันดรได้กล่าวถึงข้าวสาลีไว้ว่า “การเพาะปลูกข้าวสาลีในยุโรปนั้นได้มีมาตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ แม้ในประเทศจีนก็ได้มีการปลูกข้าวสาลีมากว่า ๔,๐๐๐ ปีแล้ว ในเมืองไทยนั้นปรากฏว่าชาวอินเดียได้เริ่มปลูกข้าวสาลี ราว ๓๐ ปีมาแล้วที่เชียงใหม่ พันธุ์ที่ใช้เข้าใจว่ามาจากอินเดีย” ที่ว่า ๓๐ ปีเป็นจำนวนประมาณเมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว นับถึงปัจจุบันก็ราว ๖๐ ปีเศษ) ข้าวสาลีที่กล่าวถึงในไตรภูมิจะเป็นชนิดเดียวกับข้าวสาลีที่กล่าวถึงนี้หรือเปล่าเราไม่ทราบ ข้าวสาลีในไตรภูมิโลกวินิจฉัยเป็นพืชประหลาดที่ออกรวงเป็นข้าวสารเลยทีเดียว ไม่มีแกลบ ไม่มีรำ เป็นข้าวสารสำเร็จรูป มีกลิ่นหอมน่ากิน ใครต้องการกินตอนเย็นก็ไปเก็บเอามาหุงตอนเย็น พอถึงเช้าก็ไปเก็บมาหุงกินอีก ไม่ต้องเสียเวลามาตำมาสีให้ลำบาก และข้าวที่ไปเก็บตอนเช้านั้นพอตกตอนเย็นก็งอกงามเจริญขึ้นมาทดแทนดังเดิม ไม่มีขาดตกบกพร่อง ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ความสะดวกสบายของมนุษย์ในครั้งนั้นมีมากมายนัก แม้แต่เครื่องจะหุงก็ไม่ต้องหา บังเกิดหม้อขึ้นมาให้เอง เมื่อใส่ข้าวลงไปในหม้อแล้วก็จะบังเกิดเป็นไฟขึ้นมาเอง พอข้าวสุกแล้วก็ดับไปเองแบบอัตโนมัติ แล้วข้าวที่หุงนั้นก็มีรสชาติวิเศษนัก ไม่ต้องมีกับก็กินอร่อย ต้องการรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็มอย่างไร ก็บังเกิดรสเหล่านั้นขึ้นเองมิต้องปรุงให้เหนื่อยแรง ครั้นกาลนานมากิเลสตัณหาของมนุษย์มีมากขึ้น ความขี้เกียจ และความละโมบมีมากขึ้น ต่างก็พากันคิดเห็นว่าการที่ต้องไปเก็บข้าวนอกบ้านมาหุงนั้นลำบากนัก สู้เก็บเอามาไว้ในบ้านไม่ได้ นึกจะหุงกินเมื่อใดก็เอื้อมหยิบได้เลย ไม่ต้องเดินไปให้เมื่อยขา เมื่อคิดดังนี้แล้วก็พากันไปเก็บเกี่ยวเอามาไว้ในบ้าน ตั้งแต่นั้นมาข้าวที่เคยงอกงามขึ้นมาเองก็หายไป เมื่อเกี่ยวลงไปที่ใดที่นั้นก็ไม่งอกขึ้นมาอีก และข้าวที่เก็บเกี่ยวมานั้นก็เสื่อมคุณภาพ มีเปลือกห่อหุ้มขึ้นมา จะกินแต่ละครั้ง ก็ต้องตำต้องสีเอาเปลือกออกเสียก่อน ครั้นข้าวตามไร่นาร่อยหรอลง พวกมนุษย์ก็จำต้องคิดขยับขยายหัดปลูกข้าวกันขึ้น นี่จะเห็นว่าความโลภและความขี้เกียจของมนุษย์นั้นทำให้เกิดผลลำบากในภายหลัง แต่ถ้าจะค้นดูความจริงแล้ว เราก็จะพบว่าเรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้นแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เริ่มรู้จักปลูกข้าวทำนามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้วนั่นเอง

ที่เล่ามาข้างต้นนั้นเป็นตำนานของข้าวในสมัยเมื่อสร้างโลกใหม่ๆ ตำนานของข้าวยังมีกล่าวอีกหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เล่ากันมาแต่โบราณ แสดงถึงนิสัยของมนุษย์ที่ไม่รู้จักบุญคุณของข้าวไว้เป็นอย่างดี เรื่องมีอยู่ว่า

สมัยหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าวิรูปปักษ์ พระองค์ทรงปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินด้วยความเมตตา มีฤทธานุภาพแผ่ไปทุกทิศเป็นที่พรั่นพรึงของนานาประเทศ ก็ในแผ่นดินของพระเจ้าวิรูปปักษ์นี้แหละได้มีข้าวทิพย์เมล็ดใหญ่เท่าดุมเกวียนตกลงมาจากสวรรค์ เฉพาะตกลงมาในพระราชอุทยานของพระองค์พอดี พวกมหาดเล็กที่รักษาอุทยานเห็นเป็นของแปลกไม่เคยพบมาก่อน เพราะในครั้งนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักข้าวกินแต่ถั่วงา นมเนยไปตามเรื่อง มหาดเล็กคนหนึ่งจึงได้นำเมล็ดข้าว ซึ่งถือเป็นของแปลกลอยตามลมมานี้ขึ้นถวายพระเจ้าวิรูปักษ์ พระองค์จึงถามว่าได้มาจากไหน มหาดเล็กก็กราบทูลว่าได้มาจากอุทยาน พระองค์จงใช้มหาดเล็กนำเอากลับไปคืนไว้ยังที่เดิม

ต่อมาเมล็ดข้าวก็เริ่มแตกเป็นกกเป็นกอ เป็นต้นสูง มีสาขาสูงใหญ่และตั้งท้องออกรวงตามลำดับ มีเมล็ดยาวถึง ๕ กำมือกว่า ทั้งจะหาเมล็ดลีบก็มิได้ ล้วนแต่มีเมล็ดอันเต็มสมบูรณ์ทั้งสิ้น สีสันนั้นเล่าก็ขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นอันหอมเหมือนนํ้านม พระเจ้า¬วิรูปักษ์จึงโปรดให้ประชาชนทำยุ้งฉางใส่ไว้สำหรับหุงกิน ก็ในครั้งนั้นจะหุงกินแต่ละครั้งก็ยากเย็นนัก ต้องใช้มีดใช้ขวานผ่าฟันเอาไปเพราะเมล็ดข้าวใหญ่มาก (ในเรื่องนิทานสิบสองเหลี่ยม ก็กล่าวว่าพระเจ้ามามูนได้ข้าวสาลีเมล็ดโตเท่าผลทับทิม ว่ามีมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าเนาวสว่าน นี่จะเห็นว่าทางเปอร์เซียก็เชื่อในเรื่องข้าวเมล็ดโตมาแล้วเหมือนกัน)

จำเนียรกาลผ่านมาหลายสิบหมื่นปี ข้าวที่เคยยาวถึง ๕ กำมือเศษ ก็หดสั้นลงเหลือเพียงสี่กำมือเศษ แต่รสและสียังคงเดิม แต่ต่อมาในราวปลายสมัยพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง ซึ่งมีพระนามว่า โกนาคมนะ ก็มีเหตุชวนสลดใจทำให้ข้าวต้องหดสั้นเข้าไปอีก ทั้งนี้เกิดจากหญิงหม้ายผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อว่ากาไว นางเป็นหญิงหม้ายที่ใจร้าย อำมหิต เมื่อสามีตายแล้วนางก็เป็นคนยากไร้อนาถาหาที่พึ่งมิได้ เพราะความปากร้ายของนางเองเป็นต้นเหตุ นางจึงยากจนขัดสน แม้แต่มีดที่จะใช้ผ่าเมล็ดข้าวหุงกินก็ไม่มีต้องขอยืมเขาใช้ คราวหนึ่งนางก็ทำยุ้งฉางจะเอาใส่ข้าวด้วยตนเอง แต่ยังไม่ทันเสร็จดี บรรดาข้าวเมื่อเห็นนางกาไวทำยุ้งก็พร้อมใจกันบินมาสู่ยุ้งนั้นจนเต็มไปหมด แทบจะหาที่นั่งนอนไม่ได้ นางกาไวเห็นเช่นนั้นก็มีความโกรธเคืองมาก จึงด่าว่าและเอาไม้ทุบตีข้าวอุตลุต ฝ่ายข้าวเมื่อเห็นว่าการทำคุณของตนกลายเป็นบูชาโทษเช่นนั้นก็เคือง จึงพากันบินหนีไปสู่ป่าหิมพานต์อันเป็นแดนไกลมนุษย์ และตั้งแต่นั้นมาข้าวก็เลยเปลี่ยนสภาพเป็นพืช ๗ อย่าง มีเผือก มัน เป็นต้น และบางอย่างก็คงสภาพเป็นข้าวตามเดิม

ได้เล่าถึงพืชข้าวที่แตกแขนงออกไปเป็นเผือกมันมาแล้ว ทำให้นึกถึงเรื่องจีนที่เขากล่าวถึงต้นเรื่องจำแนกพืชและการทำนาไว้ เป็นเรื่องที่มีอยู่ในพงศาวดารจีนเรื่องไคเภ็ก กล่าวถึงพระเจ้าเอี้ยมเต้สินล่งสีฮ่องเต้ ได้รับสั่งให้ราษฎรเก็บพืชต่างๆ มาให้พระองค์ และทรงถามถึงลักษณะว่ากินอย่างไร ออกดอกออกผลเวลาไหน และได้ทรงเลือกพืชไว้ห้าอย่าง

“ให้ชื่อว่าข้าวจ้าวอย่างหนึ่ง(เหตุใดจึงเรียกข้าวจ้าว มีกล่าวกันต่างๆ บ้างว่าในภาษาฮินดูสตานีเรียกข้าวบาเลย์ว่า จาว และคำนี้เพี้ยนมาจากคำยะวะ ในภาษาสันสกฤต จึงสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นคำเดียวกัน บางแห่งก็ว่าคำเจ้าในภาษาอาหม หมายถึง หุง) ให้ชื่อว่าข้าวเหนียวอย่างหนึ่ง ให้ชื่อว่าข้าวสาสีอย่างหนึ่ง ให้ชื่อว่าถั่วอย่างหนึ่ง ให้ชื่อว่างาอย่างหนึ่ง แล้วให้เอาผลหญ้าห้าอย่างนี้แจกไปทุกบ้านทุกเมือง ให้หว่านไว้ให้งอกขึ้นแล้วนำไปปลูกที่ตุ่มที่มีนํ้า ถ้าเห็นว่าที่นั่นกระทำ มานานของที่ปลูกไม่เจริญก็ให้ใส่ปุ๋ยลงในที่นั้น ตั้งแต่นั้นมาอาหารก็บริบูรณ์ ราษฎรมีความสุข แล้วพากันไปเก็บผลเมล็ดข้าวแลถั่วงา มาถวายพระเจ้าเอี้ยมเต้สินล่งสีฮ่องเต้ๆ ก็พระราชทานบำเหน็จรางวัล ให้ ราษฎรก็รู้จักทำไร่ทำนามาแต่ครั้งนั้น ครั้นอยู่มาพระเจ้าเอี้ยมเต้สินล่งสีฮ่องเต้เสด็จไปเห็นราษฎรทำนาได้รับความลำบาก จึงรับสั่งให้เอาไม้ทำตัวอย่างไถแลคราด แจกไปให้ราษฎรทำนาทุกบ้านทุกตำบล”

ที่เล่ามานี่เป็นตำนานทางเมืองจีนเขาแต่งขึ้น ถึงจะฟังเป็นนิทานแต่ก็ทำให้แลเห็นว่าเมืองจีนเป็นเมืองที่ทำกสิกรรม สนใจในเรื่องทำไร่ไถนา รู้จักใส่ปุ๋ย ใช้ไถใช้คราดกันมานานแล้ว นอกจากจีนก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ถือการทำนาเป็นอาชีพสำคัญ โดยเฉพาะชาติต่างๆ ในเอเชียมีตำนานเกี่ยวกับข้าวแปลกๆ อย่าง เช่น ฟิลิปปินส์ก็มีนิทานปรัมปราเล่าถึงกำเนิดต้นข้าวอยู่เรื่องหนึ่ง คราวนี้ไม่ใช่เรื่องข้าวที่เกิดขึ้นเองเหมือนอย่างที่ได้เล่ามาแล้ว แต่เกิดขึ้นเพราะนางเทพธิดาองค์หนึ่งเรื่องมีอยู่ว่า

มีเทวดาองค์หนึ่งมีนามว่า สิวา (ต้นฉบับเขียน Siwa สงสัยว่าจะเป็นพระศิวะของอินเดียนั้นเอง) เกิดชอบพระทัยนางเทพธิดาโฉมงามองค์หนึ่งซึ่งมีนามว่า โรจนรัตน์ (ผู้เขียนแปลเล่นๆ จากคำว่า Bright Jewel) แต่ว่าบรรดาทวยเทพทั้งปวงไม่เห็นชอบด้วย ห้ามการแต่งงาน แต่ในที่สุดก็มีการประชุมพิจารณาปัญหานี้อีกครั้งหนึ่ง และที่ประชุมลงมติให้แต่งกันได้ แต่สิวาจะต้องไปหาอาหารที่นับว่าเป็นยอดของอาหาร คือดีกว่าที่มีอยู่ในสมัยนั้นมาให้ได้เสียก่อน สิวาจึงลงมายังโลกมนุษย์ทำการค้นคว้าเป็นการใหญ่ และไม่ได้กลับไปส่งข่าวคราวให้นางโรจนรัตน์ได้รู้เรื่องเลย นางเห็นสิวาเงียบหายไปก็ลงมาตาม แต่ก็ไม่พบกัน นางได้วนเวียนค้นหาอยู่เป็นเวลานาน ได้รับความอดอยากและในที่สุดนางก็ตายด้วยความหิวโหย ต่อมาไม่นานนักก็มีพืชชนิดหนึ่งงอกขึ้นมาข้างๆ หลุมฝังศพของนาง กล่าวกันว่าพืชนั้นก็คือต้นข้าวเรานี่เอง

กำเนิดของต้นข้าวทางฟิลิปปินส์ดูจะไปคล้ายๆ กับตำนานของทางชวา ซึ่งเข้าใจว่าจะมีที่มาทางเดียวกัน แต่เรื่องราวทางชวาพิสดารมากกว่า จะขอเล่าให้ฟังเพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบดังนี้

ณ กาลอันลับล้นพ้นประมาณ พระพรหมของชวาคือ ปัตตาระกาหรา ได้สร้างนางผู้มีสิริโฉมงดงามขึ้นนางหนึ่ง และประทานนามให้ว่าเทวีรัตนรูมิลาห์ เพราะมีตางามประดุจเพชร ต่อมาองค์ปัตตาระกาหราเกิดหลงรักนางที่พระองค์สร้างขึ้นมาเสียเองอย่างจับจิตจับใจ จึงประชุมทวยเทพจะจัดการสยุมพรนางขึ้นเป็นมเหสี แต่นางไม่มีความรักต่อพระองค์เลย จึงบ่ายเบี่ยงขอให้องค์ปัตตาระกาหราพระราชทานสิ่งวิเศษทั้งสามคือ

๑. อาหารทิพย์ที่กินแล้วไม่รู้จักเหนื่อยและอิ่มตลอดกาล
๒. ผ้าขาวทิพย์ที่ไม่ต้องซักแต่ขาวสะอาดอยู่เสมอ
๓. เครื่องดนตรีทิพย์ที่ไม่ต้องใช้คนบรรเลงก็สามารถบรรเลงได้เอง

คำขอของนางทั้งสามข้อนี้ องค์ปัตตาระกาหรายอมรับว่าจะจัดให้ แต่แล้วก็ไม่สามารถจะจัดหาให้ได้ตามประสงค์ ในที่สุดก็มีเทวบัญชาให้กาลคุมารังลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อหาสิ่งทั้งสามนี้ แต่ว่ากาลคุมารังไปทำเจ้าชู้เกี้ยวพระนางสิริ (ซึ่งแบ่งภาคมาจากพระอุมา) ซึ่งกำลังประพาสอยู่ในเกาะชวาเข้า เลยถูกพระนางสิริสาปให้เป็นหมูป่าอยู่ในเกาะนั้นเอง

ฝ่ายองค์ปัตตาระกาหรา เมื่อเห็นกาลคุมารังเงียบหายไปช้านานเช่นนั้น ก็ร้อนพระทัยเป็นกำลัง ใคร่จะหักโหมโลมนางรัตนรูมิลาห์ ดูสักครั้ง จึงเข้าไปหยอกล้อจับต้องเนื้อตัวเล่น นางรัตนรูมิลาห์เห็นท่าไม่ได้การ ก็ถอดวิญญาณออกจากร่างหนีไป องค์ปัตตาระกาหรา เห็นร่างนางไร้วิญญาณเช่นนั้นก็พยายามเรียกวิญญาณกลับ แต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็อุ้มนางลงมาฝังไว้ที่ริมนครเมนดังกมุลัน และเรียกสถานที่แห่งนั้นว่าดิษนะวดี และมอบให้รายาประมูมังคุกูหวันเป็นผู้ดูแล หลังจากนั้นยี่สิบวัน รายาประบูก็เห็นมีพืชชนิดหนึ่งงอกงามขึ้นที่หลุมฝังศพ พอดีองค์ปัตตาระกาหราเหาะมาในอากาศ รายาจึงทูลถามว่าเป็นต้นอะไรไม่เคยพบ องค์ปัตตาระกาหรา ก็บอกว่าให้รักษาไว้ให้ดี เมื่อออกรวงแล้วจงเก็บไปแจกจ่ายราษฎรให้เพาะปลูกต่อไป จะได้เป็นอาหารของมนุษย์และให้ เรียกว่า ปารี ในภาษามลายูเรียกข้าวว่า ปาดี

จะกล่าวถึงพระนางสิริได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ และในที่สุดก็มาถึงยังที่ฝังศพของนางรัตนรูมิลาห์ ก็เกิดเบื่อหน่ายในโลกีย์วิสัย ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อยากจะเป็นสุขอย่างนางรัตนรูมิลาห์ บ้าง จึงได้ขอร้องให้องค์ปัตตาระกาหรา สาปนางให้เป็นพืชอย่างนางรัตนรูมิลาห์บ้าง องค์ปัตตาระกาหราก็ประสาทให้ตามที่ขอร้อง และ ณ ที่นั้นก็มีพืชชนิดใหม่ขึ้นมาอีก รายาประบูจึงทูลถามองค์ ปัตตาระกาหราอีก พระองค์ก็ตรัสว่าเป็นพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ชื่อสิริ ใช้ปลูกในที่ดอนเชิงเขา ส่วนข้าวพันธุ์ดิษณะวดีหรือปารีที่ขึ้นครั้งแรกนั้นให้ปลูกในที่ลุ่ม

ที่เล่ามาข้างต้นนั้นเป็นนิยายปรัมปราของชวาที่กล่าวถึงกำเนิดของข้าว สังเกตดูตามท้องเรื่องคล้ายๆ กับของฟิลิปปินส์จะผิดกันบ้างก็บางตอน เข้าใจว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากฮินดูบ้าง แต่เนื้อแท้ของเรื่องเห็นจะต้องการอธิบายว่าข้าวมีสองชนิดนั่นเอง

ตำนานข้าวของเปอร์เซียและในคัมภีร์โบราณของไทยที่กล่าวมาแล้ว ล้วนแต่ว่าข้าวมีเมล็ดโตทั้งนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าพวก ม้อย (Mois) ก็มีตำนานเรื่องข้าวมีเมล็ดโตมาก ในหนังสือฝรั่งบางเล่ม เล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีพวกม้อยโง่มาก กินแต่เปลือกไม่กล้ากินเมล็ดข้าว เพราะกลัวเจ็บป่วย ส่วนเนื้อข้าวนั้นโยนทิ้ง พวกนกคาบเอาไปกินสบาย เปลือกข้าวในสมัยก่อนจะนิ่มน่ากินกระมัง ถ้าโง่จริง อย่างที่ฝรั่งเขียนก็คงแบบเดียวกับพวกกินเปลือกมังคุด เพราะไม่รู้ว่าเนื้อข้างในหวาน ม้อยคงจะไม่เข้าใจ กว่าจะรู้ว่ากินเนื้อข้าวดีกว่าเปลือกข้าวก็เลี้ยงนกเสียอ้วน ในตำนานเขาว่าพวกม้อยรู้จักกินข้าวภายหลังจากรู้จักเอาข้าวมาทำเป็นเหล้า นิทานเกี่ยวกับข้าวของพวกม้อยมีเรื่องเล่ากันว่า ข้าวแต่ก่อนเมล็ดโตกินไม่กี่เมล็ดก็อิ่ม และไม่ต้องสีไม่ต้องฝัดเหมือนอย่างทุกวันนี้ เวลาต้องการข้าวมาหุงกินก็เอาออกมาผึ่งแดด พอแดดจัดเปลือกข้าวก็แตกออกเอง และมีเสียงดังมาก วันหนึ่งมีม้อยคนหนึ่งกำลังเอาลูกนอน แต่ลูกนอนไม่หลับเพราะเสียงข้าวแตกดังหนวกหูมาก นางม้อยคนนั้น โมโหจัดจึงร้องตวาดข้าวว่า

“นี่หยุดแตกสักประเดี๋ยวไม่ได้เชียวรึ ไม่รู้จะแตกไปถึงไหนกันซี ลูกเต้าไม่ต้องหลับต้องนอนกันละ”

ตามตำนานเขาว่าพอพูดเท่านั้นเองข้าวก็หยุดแตกทันที ที่ข้าวหยุดแตกไม่ใช่เพราะกลัวแม่ม้อยคนนั้น แต่เป็นเพราะแม่โพสพโกรธ น้อยใจที่ทำคุณแล้วกลับได้โทษ และตั้งแต่นั้นมาข้าวก็เลยไม่ยอมแตกอีก พวกม้อยก็ต้องกะเทาะเปลือกข้าวเอาเอง เขาว่าเพราะต้นเหตุมาจากผู้หญิง พวกผู้หญิงม้อยจึงต้องรับหน้าที่ตำข้าวมาจนทุกวันนี้

ตำนานแต่ก่อนมักจะเล่าว่าข้าวในสมัยดึกดำบรรพ์ เป็นข้าวสำเร็จรูป ไม่มีเปลือกเป็นส่วนมาก แต่ผลที่สุดพวกมนุษย์ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ข้าวมีเปลือก อย่างตำนานของชาวเบงกาลีก็ว่าข้าวไม่มีเปลือก จะขอเล่ารวมไว้ด้วย

ในสมัยดกดำบรรพ์นานมาแล้ว ข้าวยังไม่มีเปลือก ครั้นต่อมาคราวหนึ่งพระราชบิดาของพระราชาพระองค์หนึ่งสวรรคต พระราชา จึงทำพิธีศราทธพรต เป็นการใหญ่ มีการเลี้ยงพราหมณ์นับหมื่น และในจำนวนพราหมณ์เหล่านี้มีอยู่คนหนึ่งเป็นคนโลภมากตะแกกินแบบที่เรียกว่าสวาปามเข้าไปอย่างเต็มที่ ปรากฏว่าภายหลังจากการเลี้ยงได้สิ้นสุดลงแล้ว ตาพราหมณ์ผู้นี้ได้อ้วกเอาอาหารออกมาหมดแกอ้วกเอาข้าวออกมากองไว้ข้างๆ คันนา พอคายอาหารออกมาหมดเช่นนี้แล้ว สักครู่แกก็รู้สึกหิวอีก แกจึงเอามือกอบข้าวที่ขึ้นอยู่ในนานั้นใส่ปากกินเข้าไป และกินมากเสียด้วย เทพเจ้าผู้คุ้มครองไร่นาทรงเห็นเช่นนั้นก็กริ้วโกรธมาก ทรงดำริว่ามนุษย์กินราวกับสัตว์ ไม่มีระเบียบ จึงทรงประกาศว่า ต่อไปเบื้องหน้าข้าวทั้งหลายที่ออกรวงเป็นเมล็ดข้าว จะต้องมีเปลือกหุ้ม มนุษย์ทั้งหลายจะกินก็ต้องกะเทาะเอาเปลือกออกเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันข้าวจึงมีเปลือกหุ้ม

ได้เล่าตำนานของข้าวมามากแล้ว จะขอเล่าถึงธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้าวต่อไป ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ธรรมเนียมคนไทยโบราณนั้น เมื่อกินข้าวมักจะไหว้เสียก่อน และเมื่อกินข้าวแล้วก็จะไหว้อีก เรื่องนี้มีผู้สนใจถามกันมากว่า ทำไมจึงต้องไหว้ ไหว้ข้าวหรือไหว้เทวดาองค์ไหน เรื่องนี้ท่านผู้รู้ให้คำอธิบายต่างๆ กันไป บางท่านว่าไหว้แม่โพสพซึ่งเป็นผู้คุ้มครองข้าว ที่อธิบายว่าไหว้แม่โพสพนี้เป็นเรื่องเข้าเค้ากับธรรมเนียมของชาติปะหล่อง ซึ่งอยู่ใกล้ไทยใหญ่ เขามีตำนานเกี่ยวกับข้าวสืบเนื่องขึ้นไปถึงครั้งพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของตำนานทางภาคนี้ เมื่อต้องการให้เรื่องเก่าแก่ก็มักจะอ้างถึงพระพุทธเจ้า ชาวปะหล่องเขาว่าที่คนต้องไหว้ข้าวก่อนกินนั้นมีตำนานมาอย่างนี้

กาลครั้งหนึ่ง ได้มีการทำบุญถวายสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรดาเทวดาทั้งหลายเช่น พระอินทร์ และพระยมก็มาบูชาพระพุทธเจ้าด้วย นอกจากเจ้าแห่งข้าวเท่านั้นที่ไม่ยอมถวายความเคารพ เพราะโกรธพวกมนุษย์ที่พากันเคารพพระพุทธเจ้าก่อนตน เจ้าแห่งข้าวจึงคิดในใจว่า
“ข้าให้อาหารแก่มนุษย์ พวกมนุษย์ก็ควรจะบูชาข้า”

เมื่อเจ้าแห่งข้าวคิดเช่นนั้นแล้วก็สะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างเสียใจ บรรดาเทวดาและมนุษย์เมื่อได้เห็นอาการเช่นนั้นก็สงสัย จึงพากันพูดกับเจ้าแห่งข้าวว่า

“ทำไมท่านจึงไม่คุกเข่าลงถวายความเคารพเหมือนอย่างพวกเราล่ะ”

เจ้าแห่งข้าวจึงตอบว่า “ทำไมฉันจะต้องคุกเข่าในเมื่อฉันยิ่งใหญ่กว่าโคดม”

บรรดาเทวดา และภูตผีทั้งหลายจึงพากันทูลถามพระพุทธองค์ว่าที่เจ้าแห่งข้าวพูดนั้นเป็นความจริงหรืออย่างไร พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า
“เรายิ่งใหญ่กว่าเจ้าแห่งข้าว คนทั้งหลายควรจะเคารพเรา”

เมื่อเจ้าแห่งข้าวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งแค้นเคืองหนักขึ้น หันหลังกลับไปยังที่อยู่ทันที ที่อยู่ของเจ้าแห่งข้าวนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่งที่มีต้นข้าวขึ้น เจ้าแห่งข้าวได้ติดตามข้าวไปดุจผู้พิทักษ์

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงทราบว่า เจ้าแห่งข้าวได้หนีไปแล้ว จึงทรงดำริในพระราชหฤทัยว่า “ถ้าเจ้าแห่งข้าวไม่ดูแลต้นข้าว มนุษย์ทั้งหลายบนพื้นพิภพก็จะต้องตาย” เมื่อทรงคิดเช่นนั้นแล้วก็เสด็จออกตามหาเจ้าแห่งข้าว ได้ทรงหาทั่วทั้งพื้นพิภพและในบาดาล ก็ไม่พบ ในที่สุดก็ไปพบอยู่บนท้องฟ้า เจ้าแห่งข้าวจึงแปลงกายเข้าไปอยู่ในผลฟักทอง พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเก็บฟักทองใส่ลงในบาตร ฟักทองก็แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมีสีต่างๆ กัน และด้วยเหตุนี้เองข้าวจึงมีสีต่างๆ กัน เช่น สีเหลือง สีดำหรือสีนํ้าตาล (เปลือกข้าว)

เมื่อพระพุทธเจ้าจับเจ้าแห่งข้าวใส่บาตรได้แล้ว ก็เสด็จกลับมายังที่ชุมนุมแล้วตรัสบอกบรรดาเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า เจ้าแห่งข้าวอยู่ในบาตรของพระองค์ และพระองค์เอาพระหัตถ์ขวาปิดปากบาตรไว้ขณะนั้นพระพุทธเจ้าทรงหิวมากจึงเสวยพระกระยาหารด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระองค์รู้สึกว่ามีเมล็ดข้าวดิบจึงหยิบโยนลงไปในลำธารที่อยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้นเองจ้าวแห่งข้าวก็เข้าไปสิงอยู่ในเมล็ดข้าวดิบนั้น เมื่อพระพุทธองค์มองดูในบาตรเห็นว่างเปล่าก็ทรงทราบว่าเจ้าแห่งข้าวหนีไปแล้ว และทรงทราบว่าเจ้าแห่งข้าวได้เข้าไปสิงอยู่ในเมล็ดข้าวที่พระองค์ทิ้งลงไปในลำธาร และได้ถูกปลากลืนไปแล้วจึงทรงเรียกจระเข้มาและทรงสั่งให้ไปจับปลาท้องเหลืองมาให้ จระเข้รู้พระประสงค์ของพระพุทธองค์ได้ดี จึงบีบปลาจนปากปลาอ้าออก พระพุทธองค์จึงยื่นบาตรเข้าไปที่ปาก ปลา เมล็ดข้าวในปากปลาก็หล่นลงไปในบาตร เจ้าแห่งข้าวเมื่อถูกจับได้อีกครั้งก็ออกจากเมล็ดข้าว และถวายความเคารพพระพุทธเจ้า

เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นเจ้าแห่งข้าวคลายทิฐิลงแล้ว จึงตรัสกับคนทั้งหลายที่ชุมนุมกันอยู่ในที่นั้นให้เคารพนับถือเจ้าแห่งข้าว และทรงสอนว่าก่อนจะกินข้าวก็ขอให้ยกชามข้าวขึ้นเหนือหัว แล้วพูดว่า “ข้าวผู้มีบุญคุณ”

จากนิทานของชนชาติปะหล่องเรื่องนี้ ทำให้เราแลเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า คนแต่ก่อนถือว่าข้าวเป็นอาหารสำคัญ จึงได้ยกย่องเป็นของสูงถึงกับเล่าเรื่องอ้างไปถึงครั้งพุทธกาล ธรรมเนียมการสรรเสริญข้าวก่อนกินของชาวปะหล่องที่เล่ามาแล้วนั้น เห็นจะเป็นธรรมเนียมโบราณนานมาก และคงจะได้ปฏิบัติแพร่หลายในหมู่พวกที่กินข้าวซึ่งรวมทั้งไทยเราด้วย

ตามเรื่องที่เล่ามานั้นแสดงว่าไหว้ข้าวหรือแม่โพสพ แต่ทางไทยเราจะมีที่มาอย่างไรไม่ทราบแน่ชัด มีบางท่านมีความเห็นว่าการไหว้ข้าวเห็นจะไม่ถูกต้อง เพราะผู้ที่ไหว้เวลากินข้าวหรืออิ่มข้าวแล้วส่วนมากเป็นผู้ชาย ผู้หญิงไม่เห็นมีใครทำ และยังได้อ้างต่อไปว่า ธรรมเนียมนี้เห็นจะเอาอย่างมาจากพระ คือก่อนที่พระจะฉัน ท่านก็ต้องยกมือพนมไหว้พระพุทธเสียก่อน เมื่อฉันแล้วก็ต้องสัพพีแผ่บุญกุศลไปให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ต้นเหตุคงจะมาจากนี้นั่นเอง แต่ภายหลังความหมายเลือนไป จนถึงกับมีคำกล่าวกันว่า อิ่มข้าวแล้วต้องไหว้ มิฉะนั้นจะอิ่มไม่ทน หรือชาติหน้าจะไม่มีข้าวกิน ซึ่งจะเห็นว่าไม่ค่อยจะมีเหตุผลอะไรนัก แต่ถ้าจะพูดว่าเป็นการระลึกถึงบุญคุณของข้าวที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่มาได้ก็ยังมีส่วนดีอยู่บ้าง ในข้อที่สอนให้รู้จักบุญคุณไม่เป็นคนอกตัญญูต่อไปภายหน้า ธรรมเนียมอย่างนี้ทางญี่ปุ่นเขาก็เคยทำกัน

ผู้เขียนเคยเห็นผู้ใหญ่บางท่านเวลาจะกินข้าว มักจะเอาข้าวเปล่าปั้นเป็นก้อนแล้วโยนออกไปนอกบ้าน ทำไมทำเช่นนั้นไม่ได้สอบถาม เพราะยังเป็นเด็กไม่ได้สนใจ เมื่อเกิดอยากรู้ขึ้นภายหลัง ก็หาคนที่เคยทำอย่างนั้นไม่พบเสียแล้ว มีแต่คนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจที่จะทำอย่างนั้น การที่ปั้นข้าวโยนไปนั้นบางท่านว่าโยนแบ่งให้ผีกิน แต่บางคนไม่ได้ปั้นข้าวโยน เขาปั้นข้าวแล้ววางไว้ข้างๆ สำรับ เขาบอกว่าแบ่งให้แม่โพสพได้กินบ้าง ดูเรื่องไม่ตรงกัน เรื่องนี้ทำให้คิดถึงเรื่องการถวายข้าวพระ ซึ่งก็ไม่ตรงกันอีกอธิบายกันไปคนละอย่าง แต่จะขอนำมาเล่ารวมไว้ด้วย เพราะเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับข้าว

การถวายข้าวพระพุทธยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ยังคงปฏิบัติกันเสมอมา ข้อที่สงสัยก็คือว่า ในเมื่อพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณแล้ว ก็ไฉนเล่าเราจึงต้องจัดอาหารไปถวายทุกครั้งที่มี การทำบุญ คือเมื่อถวายอาหารแด่พระสงฆ์แล้วเราก็ต้องจัดอาหารคาวหวานเช่นเดียวกับถวายพระสงฆ์นั้น เข้าไปถวายที่หน้าพระพุทธด้วย ความคิดของชาวพุทธทั่วๆ ไปนั้น มักจะเข้าใจกันว่า การที่ทำเช่นนั้นเท่ากับเป็นการถวายแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง เพราะในสมัยพุทธกาลเมื่อทายกหรือทายิกาไปทำบุญ ก็มักจะนิมนต์พระพุทธเจ้ามาประทับเป็นประธานด้วยเสมอ การถวายอาหารในสมัยนั้น บางทีก็จัดถวายแด่พระสงฆ์เป็นส่วนๆ ไป และ
บางทีก็ถวายรวมเลยทีเดียวแล้วไปแบ่งกันภายหลัง แต่โดยมากนั้น เขามักจะแบ่งถวายพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ แล้วจึงจัดถวายพระสงฆ์อื่นๆ ต่อไป นี่เป็นเรื่องการจัดอาหารถวายพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล

ครั้นต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว บรรดาผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ เมื่อถึงคราวทำบุญนิมนต์พระสงฆ์ไปสวด และถวายอาหารบิณฑบาต ก็ยังคงจัดอาหารส่วนหนึ่งไปถวายแด่พระพุทธที่เชิญมาตั้งเป็นประธานนั้นด้วยเสมอไปทุกครั้ง เหมือนอย่างเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ การที่ทำเช่นนี้คนที่ไม่รู้ความจริงก็คิดว่าอะไรกัน พระพุทธรูปจะฉันอาหารได้หรือ ความจริงนั้นในชั้นเดิมคงไม่ได้หมายจะเอาอาหารไปถวายพระพุทธรูปเพื่อให้ฉันหรอก แต่ที่เอาอาหารไปตั้งนั้น เป็นการตั้งเพลแสดงความเคารพและคิดถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ แต่เมื่อครั้งยังมีพระชนม์อยู่ คือเคยทำอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น

การเอาอาหารไปตั้งเพื่อแสดงถึงความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้านั้น กล่าวกันว่าน่าจะสืบเนื่องมาจากพระบรมพุทธโอวาท ที่ได้ทรงแสดงไว้ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า ถ้าผู้ใดเลื่อมใสศรัทธาและคิดถึงพระองค์ ในเมื่อพระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็ขอให้ตั้งใจบูชา พระองค์ให้ดีเถิด และการบูชาต่อพระองค์นั้นได้ทรงแบ่งการบูชา ออกเป็นสองประเภทคือ

อามิสบูชา หมายถึงการถวายของขบเคี้ยวต่างๆ ตลอดจนผ้านุ่ง ผ้าห่มต่างๆ อย่างนี้เรียกว่าอามิสบูชา ส่วนการบูชาอีกอย่างหนึ่งนั้นเรียกว่า

ปฏิบัติบูชา หมายถึงการปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทของพระองค์ เมื่อผู้ใดได้ปฏิบัติแล้วก็เท่ากับได้บูชาพระองค์ และได้ทรงยํ้าว่า การปฏิบัติบูชานั้นดีกว่าอามิสบูชา

จากพระพุทธโอวาทนี้เองกระมัง ที่เป็นช่องทางให้พุทธศาสนิกชนถือเอาการถวายข้าวพระพุทธเป็นการบูชาแบบอามิสบูชา นี่ก็เป็นเหตุผลของท่านผู้รู้บางท่านที่อ้างเพื่ออธิบายถึงสาเหตุที่ต้องมีการถวายข้าวพระพุทธอีกข้อหนึ่ง

เรื่องการถวายข้าวพระนั้น มีบางท่านว่าธรรมเนียมในลังกาก็มี บางท่านก็ว่าที่ถวายข้าวพระนั้นเจตนาสำหรับให้พวกลูกศิษย์ หรือผู้ที่ยกสำรับได้กินหลังจากเลี้ยงพระแล้ว แต่เหตุผลนี้ดูออกจะหมิ่นไปสักหน่อย นิสัยคนไทยเห็นจะไม่ยอมให้อดเป็นแน่ พระท่านก็คงจะไม่ฉันจนหมดปล่อยให้ลูกศิษย์อดเช่นนั้น บางท่านก็ว่าธรรมเนียมนี้เห็นจะเป็นของมีขึ้นใหม่และคงจะเกิดขึ้นทางประเทศลาวก่อน ทั้งนี้ก็โดยให้เหตุผลว่าพวกลาวมักจะมีหิ้งบูชาเทวดาหรือผีบ้านทุกแห่งไป และอาจจะคิดว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าผี และเทวดาสมควรจะได้บูชาด้วยอาหารและขนมนมเนยเหมือนอย่างที่เคยบูชาเทวดาและผี แต่เรียกให้ต่างไปเสียว่า ถวายข้าวพระ การที่เข้าใจว่าการถวายข้าวพระเป็นของใหม่นั้น ก็เพราะภาษาที่ใช้ถวายข้าวพระและลาข้าวพระนั้น เป็นภาษาที่ไม่ค่อยจะถูกต้อง เรียบร้อยเท่าใดนัก ทั้งความหมายในภาษาก็เลื่อนลอยไม่ถูกเป้าหมาย เป็นต้น คำถวายข้าวพระที่ว่า “อิมังพยัญชนสัมปันนังอุทกังวรัง” ซึ่งแเปลว่าพยัญชนะคือข้าวนี้ถึงพร้อมแล้ว นํ้าเป็นของประเสริฐ หรือนํ้าอันเป็นของบุคคลพึงปรารถนา จากคำแปลนี้จะเห็นได้ว่าเป็นคำกล่าวขึ้นมาลอยๆ ไม่มีบอกว่าถวายแก่ผู้ใด หรือใครเป็นผู้ถวาย ดูไม่แน่นแฟ้นแน่นอนลงไป ส่วนคำลาข้าวพระที่ว่า “เสสังมังคลายาจามิ” นั้น เมื่อแปลแล้วก็คงได้ความว่า ข้าพเจ้าขอซึ่งมงคลอันวิเศษ คำว่ามงคลที่กล่าวถึงนั้น ก็มีความหมายถึงสิ่งซึ่งเป็นมงคลอันสามารถป้องกันอันตรายทั้งปวงไม่ได้บอกชัดลงไปว่า ขออาหาร หรือขนมที่ถวายไปนี้ ตกลงทั้งคำถวายและคำลาไม่สอดคล้องกันเลย ความหมายไปคนละทาง ด้วยเหตุนี้เองจึงได้สันนิษฐานกันว่า ธรรมเนียมการถวายข้าวพระจะเป็นของที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็คงปฏิบัติมานานแล้ว จนไม่รู้ที่มาอันแน่นอน

ได้พูดถึงการถวายข้าวพระมาเสียยืดยาวเพราะเห็นเป็นเรื่องที่ชอบสงสัยกันอยู่เสมอ จึงได้ประมวลความเห็นต่างๆ มาให้พิจารณาว่าควรจะเป็นอย่างไร คราวนี้จะพูดถึงเรื่องข้าวต่อไป ข้าวในเมืองไทยนั้นแบ่งออกกว้างๆ ได้สองชนิด คือข้าวจ้าวหรือข้าวเจ้า และข้าวเหนียว คำว่าข้าวเจ้านั้นกล่าวกันว่าเป็นภาษาอาหม หมายถึง ข้าวที่ใช้หุงต้มกันอย่างทุกวันนี้ ส่วนข้าวเหนียวนั้นเรียกตามลักษณะคือเป็นข้าวที่เหนียวใช้นึ่งและข้าวเหนียวนั้นยังแบ่งออกไปอีก ๒ ชนิด คือข้าวเหนียวชนิดสีขาว และข้าวเหนียวสีแดงหรือสีดำ ข้าวเหนียวนี้ในบางประเทศถือเป็นข้าวพิเศษใช้กินกันเป็นอาหารประจำอย่างเช่นในประเทศลาว ในประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณกล่าวว่า เขามีข้าวอยู่สองชนิด ชนิดหนึ่งสำหรับต้ม และอีกชนิดหนึ่งสำหรับนึ่ง และว่าแต่ก่อนนี้ชาวญี่ปุ่นนึ่งข้าวกินเป็นประจำ ข้าวต้มจะทำเฉพาะให้คนเจ็บกิน ในสมัยสองสามร้อยปีมานี้พวกผู้หญิงญี่ปุ่นเกิดนิยมกินข้าวต้มกันอย่างแพร่หลาย ข้าวต้ม ญี่ปุ่นจึงมีชื่อเรียกกันว่า ฮิเม-เมจิ แปลว่า ข้าวต้มของผู้หญิง

ตามเรื่องที่เล่ามานี้จะเห็นว่าข้าวต้มเป็นของที่คนโบราณจัดให้คนเจ็บรับประทานมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว ทั้งนี้เพราะข้าวต้มอ่อน ย่อยง่าย ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นเขาจะนึ่งข้าวกินแต่เขาก็ยังไม่ลืมข้าวต้ม เขายังมีธรรมเนียมกินข้าวต้มกันอยู่ทุกๆ วัน ๑๕ คํ่าของเดือน และในวันเกิดหรือในโอกาสอื่นที่เป็นความสุข ข้าวที่กินในโอกาสเช่นนี้เขาเรียกว่าข้าวแดง แต่ไม่ใช่ข้าวแดงที่คนคุกใช้กินในบ้านเรา ที่เรียกเช่นนั้นเพราะใส่ถั่วแดงลงไปด้วย สีแดงเขาว่าเป็นสีของความรื่นเริง ที่เขาต้องกินข้าวแดงวัน ๑ คํ่าและ ๑๕ คํ่าของทุกๆ เดือนนั้น เขาว่าจะทำให้เกิดโชคดี นี่ก็เป็นธรรมเนียมที่เกี่ยวกับข้าวของญี่ปุ่นอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องของข้าวเป็นเรื่องแปลกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเพณีและความเชื่อถือของคนเราคล้ายๆ กันหลายแห่ง และส่วนมากเป็นข้าวสาร แต่ก็ถือต่างๆ กันไปใช้ในทางมงคลก็มี พราหมณ์สุพรหมัณยศาสตรี ได้อธิบายไว้ว่า เมื่ออวยพร ชาวประเทศอินเดียมีธรรมเนียมใช้ข้าวสารโปรยไปด้วย ข้าวสารนั้นย้อมสีด้วยขมิ้นหรือชาดและเรียกว่า “อักฺษตา” ในพระราชพิธีโสกันต์มีหมายกำหนดการ “ให้โหรรับพานทองต่อสนมพลเรือน ใส่ข้าวเปลือกข้าวสาร โปรยหน้าเสด็จแห่ทรงฟังสวด” นี่ก็เป็นงานมงคล แต่จะโปรยเพื่ออะไรไม่ได้อธิบายไว้ ตามธรรมเนียมบ้านเราในการปัดรังควานเมื่อเด็กไม่สบาย เขามักใช้ข้าวสารกับเกลือสาดไปรอบๆ ทารกหรือสาดไปบนหลังคาบ้านหรือนอกชายคาบ้าน ถือว่าเป็นการไล่ผี ธรรมเนียมเช่นว่านี้ในญี่ปุ่นก็ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ เขาจะเอาข้าว เปลือกโปรยไปรอบๆ ห้องที่เด็กนอน เขาว่าป้องกันมิให้เด็กร้องในเวลากลางคืนเรื่องนี้เขามีประวัติเล่าว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งได้ไปพักที่บ้านแห่งหนึ่งพร้อมด้วยลูกน้อยโดยที่ไม่รู้ว่าในบ้านนั้นมีปีศาจ แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะนอนเขาก็จุดตะเกียงวางไว้ข้างๆ ที่เด็กนอน แล้วก็พากันหลับไป

พอตกดึกตอนเที่ยงคืน แม่นมก็ตื่นขึ้นมาเอานมให้เด็กกิน ขณะนั้นหล่อนสังเกตเห็นบานประตูห้องค่อยๆ เคลื่อนออกประมาณ ๑ นิ้ว และจากช่องแคบๆ นั้นมีร่างคนขนาดเล็กสูงประมาณ ๔ นิ้วโผล่เข้ามา ๑๐ คน และทุกคนนั่งอยู่บนหลังม้าทั้ง ๑๐ คนหรือผีทั้ง ๑๐ นั้นขี่ม้าย่างเหยาะเข้ามาที่เด็ก ดูท่าทางไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไรนัก แม่นมรู้สึกตกใจกลัวมาก หล่อนพยายามควบคุมสติแล้วหยิบข้าวสาดไปยังร่างผีทั้ง ๑๐ นั้น พอข้าวถูกต้องตัวร่างของผีเหล่านั้นก็หายไป และเมื่อตรวจดูจานข้าวที่หล่อนขว้างไปด้วยก็ปรากฏว่ามีเลือดติดอยู่

จากเรื่องนี้แสดงว่าชาวญี่ปุ่นเชื่อถือในเรื่องผีสาง และการขับไล่ผีก็ใช้ข้าวมาแต่โบราณแล้วและยังคงเชื่อถืออยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ตามปกตินั้นเขาจะมีจานข้าวเปลือกวางไว้ข้างๆ หมอนของเด็กเสมอ เห็นจะมีไว้เพื่อขับไล่ผีนั่นเอง

การใช้ข้าวสารขับไล่ผีนั้น เคยเห็นชาวจีนซัดข้าวสารไปบนหลังคาบ้านในวันตรุษจีน การที่ไทยเราเอาข้าวสารและเกลือสาดไล่ผีก็เป็นเรื่องชอบกล ทำไมต้องใช้ของสองสิ่งนี้ บางท่านว่าไม่ใช่อะไรอื่นเป็นการสาดให้ผีกินนั่นเอง ผีจะชอบข้าวสารกับเกลือหรืออย่างไรไม่ทราบ เรื่องสาดข้าวสารทำกันหลายแห่ง เช่นในพิธีแต่งงานของพวกชาวเกาะเซลีเบส เขาเชื่อกันว่าในเวลาแต่งงาน ขวัญของเจ้าบ่าวมักจะบินหนีไป เขาจึงต้องโปรยข้าวไปที่เจ้าบ่าว เพื่อจะให้ขวัญอยู่กับเนื้อกับตัว ทำไมขวัญเจ้าบ่าวจึงหนีตอนแต่งงาน นี่เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน หรือจะตื่นตกใจที่จะได้เมียกระมัง

ในพิธีแต่งงานของไทยเราเห็นมีข้าวสารใส่ในขันหมากเอกไปด้วย แต่ไม่เห็นใช้ทำอะไร (บางแห่งใช้ข้าวเปลือกก็มี) ไปได้ความทางอัสสัมก็ใช้ข้าวสารเหมือนกัน แต่เป็นทางฝ่ายเจ้าสาว ไม่ใช่ขันหมากเจ้าบ่าว และเขาใช้ข้าวสารซัดไปที่พวกเจ้าบ่าวที่แห่กันมาขึ้นบ้าน ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาซัดข้าวสารทำไม จะเป็นการเรียกขวัญเจ้าบ่าวอย่างพวกเซลีเบสที่กล่าวมาข้างต้นหรือเปล่ายังไม่มีโอกาสได้สืบสวน ตามธรรมเนียมบาหลี ฝ่ายผู้หญิงก็เอาข้าวสารคลุกขมิ้น ซัดคนรำหน้าขันหมาก ๓ ครั้ง ไม่ทราบเหมือนกันว่า เขามีเหตุผลอย่างไร แต่เท่าที่สอบถามจากเพื่อนชาวมุสลิมดู เขาก็ว่า มีการเอาข้าวสารคลุกขมิ้นสาดพวกเจ้าบ่าวเหมือนกัน คือสาดก่อนจะขึ้นบ้าน เขาว่าเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดีไม่งามหรือภูตผีที่จะติดตามมาด้วย ในเรื่อง “พิธีการสมรสของชาวมลายู” ของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“เมื่อทำการฝ่ายลัทธิศาสนาเป็นการสมบูรณ์แล้ว ในตอนเย็น หรือค่ำก็มีพิธีลัทธิเมือง คือมีห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ทำไว้สวยงามประดับด้วยดอกไม้มีม้าขอขนาดนั่งจุสองคน ข้างหน้าห้องนั้นมีม่านอย่างสวยงาม พวกเจ้าสาว ได้จูงมือเจ้าสาวขึ้นนั่งบนม้านั้น ฝ่ายพวกเจ้าบ่าวก็จูงมือเจ้าบ่าวนั่งเคียงกับเจ้าสาวบนม้า มีข้าวเหนียวสีเหลือง สีแดง สีขาว ตั้งอยู่ตรงกลางประดับสวยงามดี ข้างเจ้าสาวมีพี่เลี้ยงคนหนึ่ง ข้างเจ้าบ่าวคนหนึ่ง มีหมอสำหรับพิธีนี้คนหนึ่ง เมื่อการเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมอก็เปิดม่าน มีข้าวสารคลุกขมิ้นเหลืองๆ และใบเทียนทำตำเอาไว้สำหรับย้อมมืออยู่ในพานนั้นด้วย พอหมอได้กระทำพิธีเสกเป่าซัดข้าวสารเหลืองแล้ว ก็เชิญผู้มีเกียรติทั้งหลายในที่ชุมนุมนั้นตามลำดับ หมอก็นำพานข้าวสารและใบเทียนที่ตำมานั้น ท่านผู้มีเกียรติก็หยิบเอาข้าวสารในพานนั้นสักนิดหนึ่งซัดไปที่ตัวเจ้าบ่าว และเจ้าสาว แล้วหยิบเอาใบเทียนที่ตำนั้นสักนิดหนึ่งแปะลงที่กลางใจมือเจ้าบ่าวและเจ้าสาวตลอดจนทั่วกันทุกคนแล้ว ทีนี้พี่เลี้ยงเจ้าบ่าวก็หยิบเอาข้าวเหนียวขวัญป้อนไปยังเจ้าสาวพอเป็นพิธี และฝ่ายพี่เลี้ยงเจ้าสาวหยิบข้าวเหนียวป้อนไปยังเจ้าบ่าวพอเป็นพิธี แล้วก็เป็นการเสร็จการสมรสลัทธิเมือง”

แต่อย่างไรก็ตามการซัดข้าวสารนี้ไม่ใช่เรื่องอัปมงคล ถึงจะซัดให้ผีกินก็เรียกได้ว่าทำบุญแก่ผี แต่สังเกตดูถ้าเป็นการขับไล่ผี หรือจะว่าให้ผีกิน ก็มักจะใช้ข้าวสารซึ่งเป็นของดิบ ในบางแห่งเขายังลือกันว่า ข้าวเป็นเครื่องหมายของความเจริญงอกงาม และทำให้ลูกดกอีกด้วย ฉะนั้นที่ใช้ข้าวในพิธีแต่งงานจึงเป็นการถือเอาข้าวว่าเป็นของมีมงคลนั่นเอง ทางไทยเราถ้าเป็นงานมงคล เช่นอวยพร หรือทำขวัญสมโภชอะไร บางทีก็มีการโปรยข้าวตอกดอกไม้ บางทีเราจะได้ธรรมเนียมนี้มาจากอินเดีย พราหมณ์สุพรหมัณยศาสตรีได้อธิบายไว้ว่า

“มีธรรมเนียมในประเทศอินเดียมาแต่โบราณ เมื่อรับเสด็จเจ้าแผ่นดินโปรยข้าวตอกดอกไม้ก็ใช้โปรยเหมือนกัน หาหลักฐานได้ในวรรณคดีสันสกฤต เช่น นิพนธ์กาลิทาสเป็นต้น ดังนี้บ่งชัดว่า อัฏฐกถา กล่าวขอไว้เพียง ๒ อย่าง คือข้าวตอกและดอกไม้ และการโปรยดอกไม้และข้าวตอกตามทางเสด็จเป็นธรรมเนียมประเทศอินเดีย”

ข้าวตอกก็มาจากข้าวนั่นเอง แต่คั่วให้สุกแตกออกเป็นดอกดูงามดี ที่ชาวอัสสัมเรียกดอกมะลิว่า ม๊อกเข่าแต๊ก หรือดอกข้าวตอกนั้นจึงเป็นเรื่องน่าคิดอยู่มาก ชวนให้คิดว่าข้าวตอกนั้นจะมีมาก่อนรู้จักดอกมะลิ เมื่อเห็นรูปร่างดอกมะลิเหมือนข้าวตอกก็เลยเรียกเป็นดอกข้าวตอกไปเลย

ในหนังสือจดหมายเหตุการเดินทางของราล์ฟฟิตซ กล่าวว่า พวกเจนไทล์ในพาราณสี เมื่อสรงนํ้าเทวรูปแล้วก็โปรยข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ลงบนเทวรูปนั้นๆ แต่ไม่ได้อธิบายว่า การโปรยข้าวหมายถึงอะไร อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในหนังสือไตรภูมิพระร่วง (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๘๗ กระทรวงศึกษาธิการ หน้า ๑๐๕) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “จึงชักชวนกันแต่งแง่แผ่ตน ทากระแจะแลจันทน์นํ้ามันหอม แลมีมือถือเข้าตอกดอกไม้ ไปบูชากงจักรแก้วนั้นแล” และที่หน้า ๑๔๕ ได้กล่าวไว้อีกตอนหนึ่งว่า “แล้วจึงยกศพไปสงสักการด้วยแก่นจันทน์กฤษณาทั้งหลาย แล้วบูชาด้วยเข้าตอกดอกไม้ทั้งหลาย” จากหลักฐานที่กล่าวมานี้ส่อให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัยก็คงจะใช้ข้าวตอกเป็นเครื่องบูชากันมาแล้ว แสดงว่าได้ใช้ทั้งงานมงคลและงานศพ การโปรย ข้าวตอกในงานศพในสมัยนี้เห็นจะไม่มีใครได้เคยเห็น และอาจไม่ทราบว่าเขาทำกันอย่างไรด้วย จึงขอคัดเรื่องการโปรยข้าวตอกในงานศพ ซึ่งนายพลโท พระยาสโมสรสรรพการ (ทัด คิริส้มพันธ์) ได้เขียนเล่าไว้ในประวัติของท่านตอนหนึ่งว่า

“ในการแห่ศพท่านบิดาครั้งนี้ ได้รับหน้าที่เป็นผู้โปรยข้าวตอก พอแต่งตัวเสร็จแล้วก็ไปนั่งคอยอยู่ที่เรือนั้น เจ้าพนักงานเขาก็เตรียมขัน มีข้าวตอกในนั้นมานั่งอยู่ ออกนึกฉงนด้วยไม่เคย นึกไปว่า นี่เขาจะให้ทำอย่างไรกัน แลดูข้าวตอกในขันมีอยู่สักกำมือเดียว คิดว่านี่โปรยทีเดียวหรือหนอ โปรยแล้วก็นั่งนิ่งไปกระมัง กำลังนึกอยู่นั้นพอสมเด็จกรมพระยาบำราบปรปักษ์เมื่อยังทรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลาท่านเสด็จมารับสั่งถามพวกเจ้าหน้าที่ว่า ทุกหน้าที่เตรียมพร้อมแล้วหรือ เขากราบแลว่าพร้อมแล้ว ก็ทรงถามว่าคนโยงโปรยอยู่ที่ไหน จึงหมอบลงกราบถวายบังคม ท่านรับสั่งว่า อ้ออยู่นี่แล้ว ทันใดนั้นท่านก็เสด็จไปประทับที่คานหามโปรย ตรัสเรียกขันข้าวตอกไปแล้วทรงโปรยไปข้างขวาเม็ดหนึ่ง ซ้ายเม็ดหนึ่งเมื่อได้เห็น ท่านทรงดังนั้น จึงนึกรู้ว่าท่านทรงเป็นตัวอย่าง”

เรื่องการโปรยข้าวในเรื่องเกี่ยวกับความตายนี้ ได้เคยอ่านใน หนังสือพิมพ์ที่ออกทางสิงคโปร์เล่มหนึ่งนานมาแล้ว เขามีรูปการ โปรยข้าวที่หลุมฝังศพด้วย แต่ไม่ได้อธิบายว่าโปรยเพื่ออะไร ประเพณีของพวกมุสลิมจะถือกันมาอย่างไรยังไม่พบที่มา แต่ตามธรรมเนียมภาคอีสาน เมื่อจะเอาศพไปฝังหรือเผา ก็มีคนเอาข้าวตอกเดินนำหน้าหว่านโปรยไปตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงที่ฝังหรือเผา การใช้ข้าวตอกโปรยนั้นเขาอธิบายว่าคนที่ตายไปนั้นดุจข้าวตอกไม่มีทางที่จะกลับงอกออกมาได้ เหมือนคนที่ตายไปแล้วไม่มีทางจะกลับเป็นมาได้อีก เข้าทำนองปริศนาธรรม

ธรรมเนียมทางเขมรเมื่อมีคนตายต้องจัดข้าวเปลือกที่มีข้าวสารชามหนึ่งเตรียมไว้ มีอธิบายว่า ข้าวเปลือกนั้นสำหรับทำพืชพันธุ์ เพื่อให้กำหนดรู้สังสารวัฏ คือบุคคลทั้งหลายเกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิดวนเวียนอยู่เช่นนี้ (ดูลัทธิธรรมเนียมต่างๆ ภาคที่ ๒๐ หน้า ๘)

ในงานเทศน์มหาชาติทางภาคอีสานมีข้าวตอกใส่กระทง ๑๐๐๐ กระทง และข้าว ๑๐๐๐ ก้อนเป็นเครื่องบูชา ในตอนเช้ามืดของวันที่จะมีเทศน์พวกหนุ่มสาวเฒ่าแก่จะพร้อมกันแห่ข้าวพันก้อนนี้รอบศาลาโรงธรรม แล้วแบ่งข้าวไปบูชาที่หอพระอุปคุตบ้าง ตามต้นเสาธงทั้ง ๘ ทิศบ้าง เอาขึ้นไปบนศาลาโรงธรรมบูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติบ้าง ที่แปลกก็คือบางท่านว่าเมื่อเทศน์จบกัณฑ์แล้ว เอาก้อนข้าวเหล่านี้มาขว้างกันอย่างสนุก ซึ่งถ้าเป็นจริงก็ค่อนข้างแปลก ยังไม่ทราบต้นสายปลายเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เมื่อพูดถึงข้าวตอกแล้วทำให้นึกถึงข้าวเม่า ซึ่งเอาข้าวอ่อนๆ มาคั่วตำจนเม็ดข้าวแบน ข้าวเม่านี่เป็นของหวานอีกอย่างหนึ่งของไทย ทำเป็นขนมได้หลายอย่าง แต่ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องทำของหวานจึงจะขอข้ามไปพูดถึงธรรมเนียมที่ข้าวเม่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น

เท่าที่ทราบมานั้นปรากฏว่าข้าวเม่าเข้ามาเกี่ยวกับธรรมเนียมของคนเราสองเรื่องด้วยกันเรื่องหนึ่งเป็นธรรมเนียมโบราณทางภาคเหนือ ฝรั่งคนหนึ่งได้เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เขียนเล่าไว้ว่า ธรรมเนียมทางภาคเหนือนั้นเมื่อเกิดคดีชู้สาวระหว่างพระกับผู้หญิงขึ้น เขาจะให้ทั้งพระและหญิงสาวผู้ถูกกล่าวหากินข้าวเม่าเปล่าๆ ใครกินข้าวเม่าได้สบายไม่ติดคอ ไม่ขอนํ้ากินก็แสดงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ใครกินแล้วติดคอต้องขอนํ้ากินก็แสดงว่าไม่บริสุทธิ์ นี่แสดงว่าเอาข้าวเม่ามาเป็นเครื่องตัดสินคดี เป็นวิธีแปลกอีกวิธีหนึ่งของคนโบราณ

การกินข้าวเม่านี้บางทีท่านที่ไม่เคยกินอาจจะคิดว่ามันจะยากเย็นอะไร คนกินก็อร่อยไปเท่านั้น ความจริงข้าวเม่าเป็นของดูดนํ้า ยิ่งให้กินเต็มปากด้วยแล้ว ข้าวเม่าจะดูดนํ้าลายทำให้คอแห้งทีเดียว ทำให้กลืนลำบากไม่เชื่อท่านลองกินข้าวเม่าเปล่าๆ ดูก็ได้

ที่เมืองเขมรสมัยก่อนโน้น (สมัยนี้จะมีหรือเปล่าไม่ทราบ) มีธรรมเนียมกินข้าวเม่าในวันลอยกระทง เขาเรียกว่า ออกอำบกเป็นภาษาเขมรแปลเป็นไทยแล้วก็คงได้ความว่า การกินข้าวเม่านั่นเอง (คำว่า ออก แปลว่า กลืน, อำบก แปลตามตัวว่า สิ่งที่ตำคือ ข้าวเม่า) วิธีกินก็ไม่ยาก ใช้มือขวากำข้าวเม่าแล้วแหงนหน้ากรอกข้าวเม่าเข้าไปในปากเท่านั้นเป็นอันหมดพิธี ได้ยินมาว่าเป็นการขอสิริมงคลแลความเจริญให้แก่ตนอย่างหนึ่ง (ตามปกติเขามักจะเอาข้าวเม่าใส่ลงไปในมะพร้าวอ่อนกินรวมกับนํ้าและเนื้อมะพร้าวอ่อน ซึ่งดูจะอร่อยและสะดวกกว่ากินข้าวเม่าเปล่าๆ)

เรื่องราวที่เกี่ยวกับข้าวเม่าเท่าที่ได้ยินมาก็มีเพียงเท่านี้ คราวนี้จะเล่าถึงธรรมเนียมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับข้าวต่อไป เป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่บางท่านอาจจะนึกไม่ถึง หรือมองข้ามไปเสีย จึงขอนำมาเล่ารวมไว้ด้วย

เมล็ดข้าวที่เราใช้กินกันอยู่ทุกวันนี้ ในสมัยโบราณเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว คนไทยเราได้เอาเม็ดข้าวมาใช้เป็นมาตราชั่งนํ้าหนัก และมาตราวัดในมาตราชั่งนํ้าหนักโบราณกำหนดไว้ว่า ๙ เมล็ด ข้าวเปลือกเท่ากับ ๑ กล่อม นํ้าหนักที่กล่าวมานี้เป็นมาตราสำหรับชั่งทอง ส่วนการตวงของมากๆ โบราณกำหนดไว้ว่า ๑๕๐ เมล็ดข้าวเท่ากับ ๑ หยิบมือ ในการวัดก็เอาเมล็ดข้าวเปลือกมาใช้เป็นมาตราอีกเหมือนกัน โดยกำหนดไว้ว่า ๘ เมล็ดข้าวเป็นหนึ่งนิ้ว การใช้เมล็ดข้าวเป็นมาตราวัดนี้เข้าใจกันว่าจะได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะในมาตราอินเดียใช้ข้าวเป็นมาตราวัดเหมือนกัน แต่ของเขากำหนด ๗ เมล็ดข้าวเปลือกเป็นหนึ่งนิ้ว น้อยกว่าของไทยไปหนึ่งเมล็ดข้าว แต่ทั้งนี้อาจจะอยู่ที่ขนาดของเมล็ดข้าวไม่เท่ากันก็ได้ ข้าวอินเดียอาจจะใหญ่กว่าข้าวไทยจึงลดไปเสียเมล็ด หนึ่ง หรือข้าวไทยเมล็ดเล็กจึงต้องเพิ่มขึ้นเมล็ดหนึ่ง

นอกจากเราจะเอาข้าวมาใช้เป็นมาตราชั่งตวงวัดแล้ว ไทยเรายังชอบเอาข้าวมาเปรียบเทียบเป็นสุภาษิต และมีข้อห้ามอะไรๆ ต่างๆ มากมาย จะขอรวมกล่าวไว้ในที่นี้ด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้าวเหมือนกัน

คำพังเพยที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ “ชายข้าวเปลือก หญิงข้าวสาร(ในไทยใหญ่ สาน แปลว่า เอาเปลือกออก ข้าวสาร ก็คือข้าวที่เอาเปลือกออกแล้วนั่นเอง ขอให้สังเกตจากกฎหมายสมัยอยุธยาลักษณะพิสูทธ์ ดำนํ้าลุยเพลิงที่มีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “เข้าสารเข้าเจ้าข้างละสองแล่ง เข้าสารเข้าเหนียวข้างละสองแล่ง”) โบราณเปรียบผู้ชายเป็นข้าวเปลือก เพราะข้าวเปลือกงอกได้ไปหว่านที่ไหนก็ขึ้นที่นั้น ส่วนข้าวสารนั้นเปรียบเหมือนหญิงอยู่ตามลำพังจะงอกไม่ได้ ขืนงอกขึ้นมาอย่างผิดธรรมเนียมไม่มีใครรู้ใครเห็นเป็นพยานว่าได้งอกออกมาตามระเบียบสังคมก็ถือว่าเสียหาย ในสมัยโบราณนั้น ถ้าข้าวสารงอกได้ก็ถือว่าเป็นอุบาทว์เลื่องลือกันนาน อย่างในพงศาวดารก็เคยจดไว้ว่า

“ศักราช ๘๓๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๐๑๓) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าราชบุตรเสด็จยกทัพไปตีเมืองทวาย และเมื่อเมืองทวายจะเสียนั้น เกิดอุบาทว์เป็นหลายประการ โคตกลูกตัวหนึ่งแปดเท้า ไก่ฟักฟองตกลูกตัวหนึ่งเป็นสี่เท้า ไก่ฟักฟองคู่ขอนตกลูกเป็นหกตัว อนึ่งข้าวสารงอกเป็นใบในปีนั้น” ดังนี้เป็นต้น

คนโบราณมักจะมีข้อห้ามเกี่ยวกับการกินข้าวอยู่หลายข้อด้วยกัน แต่มักจะห้ามอ้อมๆ คนไม่ค่อยเข้าใจ เช่นว่า กินข้าวย้ายที่หลายแห่งจะเป็นคนขี้ลืม ข้อนี้ก็เป็นการห้ามย้ายที่กินหลายแห่งนั้นเอง เพราะจะทำให้สกปรกมากแห่ง ถ้าห้ามโดยอ้างว่าจะสกปรกคนก็จะไม่เชื่อ แต่เมื่อบอกว่าจะเป็นคนขี้ลืมคนก็อาจจะกลัว บางทีก็บอกว่ายืนกินข้าวตายไปจะเป็นเปรต นี่ก็เพราะเกรงไปว่ายืนกินจานข้าวอาจจะพลัดตกลงมาแตก คนกลัวเป็นเปรตมากกว่าจานแตก จึงต้องหลอกเช่นนั้น หรือบางทีบอกว่ากินข้าวร้อนตายไปเป็นสุนัข กินข้าวเย็นได้เป็นขุนนาง นี่ก็ลวงให้คนช่วยกินข้าวเย็นไม่ให้ไปกินข้าวร้อนกันหมดจนข้าวเย็นต้องเททิ้ง บางทีถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องว่ากินข้าวเย็นแล้วหน้านวล ใครอยากสวยหน้านวลก็ต้องช่วยกันกินข้าวเย็น หรือเมื่อเห็นเด็กกินข้าวดังจั๊บๆ ก็บอกว่ากินข้าวจั๊บๆ จะเป็นคนอาภัพก็ต้องหัดใหม่ ความจริงผู้ใหญ่ประสงค์จะห้ามเพราะเห็นว่าไม่สุภาพเรียบร้อย และบางทีข้าวจะกระเด็นดูไม่งามตาเท่านั้นเอง ห้ามตรงๆ ก็ไม่ค่อยจะเห็น ต้องใช้ขู่กันทางอ้อม พวกมลายูก็เห็นจะมีคำพูดขู่แบบเดียวกันนี้เหมือนกัน เช่น กล่าวว่า “ถ้าหากท่านเข้านอนโดยมีเมล็ดข้าวติดอยู่ที่เสื้อผ้าหรือร่างกายของท่าน ท่านจะฝันว่าเสือกำลังกัดท่าน” คนที่กลัวว่าจะฝัน ร้ายก็ต้องทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้าก่อนนอน

ธรรมเนียมเกี่ยวกับข้าวนั้นมีมากมายหลายเรื่องทีเดียว แม้แต่ในเรื่องความฝัน ถ้าฝันว่าข้าวสารเต็มเรือน ทำนายว่าพวกญาติพี่น้องจะมาหา อย่างนี้ก็เป็นเรื่องดี แต่บางเรื่องก็ไม่ดีเช่นข้าวสารงอกดังได้กล่าวมาแล้ว เรื่องของข้าวมีมากจะเล่าไปก็ยืดยาวชวนเบื่อ จึงขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

นิราศไม้
ทิ้งถ่อนคือท่อนทารุอันทิ้ง    ขึ้นสู่หลิ่งบนแหล่งสถล
ทิ้งถ่อนแห่งขอนคือสกนธ์    อันเกาะว่ายในสายสินธุ์

โรกรุกข์ดังโรคอุระบำราส    วรบาทนฤบดินทร์
เจ็บยิ่งทุกสิ่งสกลอิน-           ทริยโรคฤเทียมทัน

กันไภยจักกันภยไฉน           บกันไภยสักสิ่งอัน
ไภยไทนิราสดังฤบกัน          ภยพิโยคมาพ้องพาน

มรุมรุกข์ก็เทียมอุรอันรุม        ทุกขกลุ้มกมลมาน
กี่ปางจักเปลื้องอดุรดาล          ดำฤษณ์ไร้ที่รึงรุม

กำจัดกำจายพฤกษพนัส            ฤกำจัดที่โศกสุม
ทรวงโทมคือโหมอัคคิประชุม    บกำจัดให้จางไฉน

เมิลแมกมะกอกกลจะกอก        โลหิตออกขำงือใน
ฤากอกที่ชอกทุกขหไทย           บรรเทาช้ำบำเทิงสมร

ไม้จากเหมือนจอมจักรประจาก    แลพลัดพรากเมื่อขาดขอน
ไป่พบประสบพักตรภูธร                ประจากให้ทุราทวา

เฌอเต็งเฉกเต็งอันชนชั่ง        วัตถุตั้งที่หนักตรา-
ชูรู้บรู้ทุขอันสา-                       หสหมักสักเพียงไหน
(สมุทรโฆษคำฉันท์)

ที่มา:ส.พลายน้อย