ข้าวฟ่างชนิดที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์

By -

ชื่อสามัญ sorghum
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sorghum bicolor
ชื่ออื่นๆ ข้าวฟ่าง, ข้าวฟ่างหางช้าง หรือข้าวฟ่างสมุทรโคดม

ข้าวฟ่าง เป็นพืชล้มลุกมีอายุอยู่ได้ปีเดียว จัดอยู่ในวงศ์ของข้าว ข้าวโพด หญ้า และไม้ไผ่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกา และได้แพร่กระจายพันธุ์ไปยังอินเดีย ยุโรป และอเมริกา ส่วนคนไทยก็รู้จักปลูกข้าวฟ่างไว้บริโภคมานานกว่า 200 ปีแล้ว เกือบทุกภาคของประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมในการปลูกข้าวฟ่าง แต่จะปลูกไม่ได้ผลดีนักในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดที่ผลิตข้าวฟ่างได้ดีส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัด ลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี อุทัยธานี และนครราชสีมา ซึ่งมักจะปลูกข้าวฟ่างหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดในช่วงปลายฤดูฝนแล้ว ส่วนในจังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ก็กันมากพอสมควรข้าวฟ่าง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้นของข้าวฟ่างจะเจริญแตกออกเป็นกอ หรือเป็นลำต้นเดี่ยวๆ แบบตั้งตรง มีระบบรากฝอยมากมายสามารถหาอาหารและน้ำได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของลำต้น ลำต้นฉ่ำน้ำหรือแห้ง ส่วนกลางของลำต้นมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ ลักษณะใบคล้ายใบข้าวโพด เรียงสลับกัน มีกาบใบซ้อนเหลื่อมกันอยู่รอบลำต้น ลิ้นใบสั้น ทั้งใบและลำต้นจะมีสารเคลือบที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งปกคลุมอยู่ทั่ว จึงช่วยลดการสูญเสียน้ำได้เป็นอย่างดี ข้าวฟ่างจะออกดอกเป็นช่อ ลักษณะผลกลมหรือปลายผลแหลม

ข้าวฟ่าง สามารถแบ่งออกตามลักษณะการนำไปใช้ประโยชน์ได้ 5 ชนิดคือ
1. ข้าวฟ่างเมล็ด (grain sorghum)
มีขนาดช่อและเมล็ดใหญ่กว่าชนิดอื่นๆ ลำต้นเตี้ย ผลิตเมล็ดได้เป็นจำนวนมาก มักนิยมนำเมล็ดมาทำเป็นอาหารทั้งของคนและสัตว์ ปลูกกันมากในประเทศไทย

2. ข้าวฟ่างหญ้า (grass sorghum)
มีลำต้น ใบ และเมล็ดขนาดเล็ก ใบมีลักษณะเรียวยาว ใช้ใบและลำต้นเพื่อเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาจปลูกเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ตัดต้นสดให้สัตว์กิน หรือทำเป็นหญ้าแห้ง หญ้าหมักก็ได้

3. ข้าวฟ่างหวาน (sorgo หรือ sweet sorghum)
มีลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร น้ำหวานในลำต้นมีรสชาติคล้ายกับอ้อย นิยมนำไปทำน้ำเชื่อม น้ำตาล และแอลกอฮอล์ ส่วนต้นและใบใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ทั้งต้นสด และที่ทำเป็นหญ้าหมัก

4. ข้าวฟ่างไม้กวาด (broom corn)
ชนิดนี้มีใบและเมล็ดน้อย เมล็ดค่อนข้างเล็ก มักมีขนหรือหางของลำต้นแข็ง มีแขนงของก้านรวงยาวประมาณ 30-90 ซม. เมื่อนวดเมล็ดออกจะเหมาะกับการนำมาทำเป็นไม้กวาดมาก ในแถบยุโรปและอเมริกาจะนิยมทำไม้กวาดกับข้าวฟ่างชนิดนี้

5. ข้าวฟ่างคั่ว (pop sorghum) เมล็ดข้าวฟ่าง
มีลำต้นสีน้ำตาล สูงประมาณ 3 เมตร ช่อดอกจะไม่รวมกันจนแน่น มีเมล็ดสีเหลืองนวลหรือสีขาว ค่อนข้างแข็ง ขนาดเล็ก ภายในเมล็ดมีลักษณะเป็นแป้งแข็งห่อหุ้มแป้งอ่อนๆ เอาไว้ นิยมนำมาคั่วรับประทานเหมือนข้าวโพด ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี แต่มีความไวต่อแสง

เมล็ดข้าวฟ่างมีอยู่ด้วยกันหลายสี เช่น สีเหลือง สีน้ำตาล สีแดง และสีขาวนวล ในประเทศไทยนิยมปลูก ข้าวฟ่างเมล็ด ไว้เก็บเกี่ยวมาเป็นอาหารของคนและสัตว์ ส่วนชนิดที่มีลำต้นหวานเหมือนอ้อยอย่าง ข้าวฟ่างหวาน จะนิยมนำมาทำน้ำตาล หรือหมักเป็นแอลกอฮอล์ สำหรับชนิดที่เมล็ดมีรสขมมักจะนำไปหมักทำเป็นเครื่องดื่มประเภทเบียร์

ข้าวฟ่าง เป็นธัญพืชที่มีความสำคัญรองลงมาจากข้าวสาลี ข้าวเจ้า และข้าวโพด สามารถปลูกได้ทั่วไปทั้งในทวีปเขตร้อน กึ่งร้อน และอบอุ่น เป็นพืชที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีหน้าดินลึก สามารถระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.5-8.7 ยกเว้นดินที่มีสภาพเป็นดินทรายจัด หรือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงเกินไป หรือในที่มีน้ำท่วมขัง พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกข้าวฟ่างต้องอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร มีอุณหภูมิในฤดูร้อนสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนต่อปีประมาณ 400-600 มิลลิเมตร

หากมีการตัดแต่งต้นตอหลังจากทำการเก็บเกี่ยว ก็จะมีหน่อใหม่เจริญเติบโตขึ้นมา มีการติดดอกติดเมล็ดให้เก็บเกี่ยวในคราวต่อไปได้

แม้ประเทศไทยจะปลูกข้าวฟ่างมานานแล้ว แต่สำหรับการปลูกในเชิงการค้าก็เพิ่งทำกันมาเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งออกไปขายยังประเทศมาเลเซีย ไต้หวัน ไนจีเรีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และในแถบตะวันออกกลาง จำนวนผลผลิตที่ได้มักขึ้นอยู่กับสภาพของดินฟ้าอากาศ

การเตรียมดิน
ไถพรวนดินให้ลึกประมาณ 13-16 ซม. ตากทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน แล้วไถย่อยดินให้ละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ดินมีความร่วนซุย เก็บความชื้น และถ่ายเทอากาศได้ดี เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นข้าวฟ่าง

วิธีการปลูก
การปลูกโดยวิธีหว่าน
ควรกำจัดวัชพืชในพื้นที่ปลูกให้หมดและเตรียมดินให้สะอาด ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดหว่านประมาณ 3-4 กก. ก่อนหว่านเมล็ดควรใส่ปุ๋ยแล้วไถพรวนให้เข้ากับดินดีเสียก่อน แต่วิธีนี้ต้นข้าวฟ่างจะงอกขึ้นมาไม่สม่ำเสมอกัน ไม่เป็นแถวเป็นแนว อาจขึ้นห่างหรือถี่กันจนเกินไป ไม่สะดวกในการเข้าไปกำจัดวัชพืชและดูแลรักษา

การปลูกเป็นแถว
ขุดร่องในแถวให้ลึกประมาณ 5-8 ซม. ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมแล้วใช้ดินกลบ หรือจะใช้วิธีโรยข้างแถวปลูกก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ด นำเมล็ดลงหยอดหลุมละ 3 เมล็ด ใช้ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 50-60 ซม. และให้ระหว่างต้นห่างกันประมาณ 10-30 ซม. ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 3 กก. วิธีนี้สามารถควบคุมระยะปลูกให้สม่ำเสมอกันได้ สะดวกต่อการดูแลรักษาและกำจัดวัชพืช สำหรับต้นที่ขึ้นมาถี่เกินไปควรมีการถอนทิ้ง เพื่อให้ต้นที่เหลือมีความสมบูรณ์ สามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้

การใส่ปุ๋ย
ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเคมี ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ในดินทรายที่มีความสมบูรณ์น้อยควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 หรือ 15-15-15 ในอัตราไร่ละ 35-80 กก. หรือในดินร่วนเหนียวที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ก็ให้ใช้สูตร 20-20-0 ในอัตราไร่ละ 25-50 กก. แต่ถ้ามีปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพียงพอไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีก็ได้ เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ดินร่วนซุยดูดซับความชื้นและธาตุอาหารได้ดีแล้ว ยังช่วยสามารถช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงได้ด้วย

การกำจัดวัชพืช
เมื่อต้นข้าวฟ่างมีอายุประมาณ 1 เดือน ควรมีการกำจัดวัชพืชเพื่อให้ลำต้นเจริญเติบโตได้ดี ไม่มีวัชพืชคอยแย่งอาหาร เมื่อมีอายุได้ 2 เดือน ก็ควรกำจัดอีกครั้งหนึ่ง วิธีการนี้สามารถทำได้เฉพาะการปลูกเป็นร่องเป็นแถว เนื่องจากวิธีปลูกแบบหว่านเมล็ดจะเข้าไปกำจัดวัชพืชได้ไม่สะดวก หากต้องการใช้สารเคมีกำจัด ควรใช้สารอะทราซีน(atrazine) ในอัตราไร่ละ 400 กรัม ฉีดพ่นหลังปลูกข้าวฟ่างในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่

ประโยชน์
เมล็ด-ใช้เป็นอาหาร เช่น นำมาหุงต้ม คั่วรับประทานเหมือนเมล็ดข้าวโพด คั่วชงเป็นน้ำชา ใช้ทำขนมหวาน หรือใช้เป็นอาหารสัตว์ชนิดต่างๆ แป้งในเมล็ดข้าวฟ่างสามารถนำมาทำเป็นกาว กระดาษ ผ้า หรือใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดได้

ใบและลำต้น-ใช้ผลิตน้ำตาล ใช้เป็นอาหารสัตว์ ใช้ผลิตเชื้อเพลิง

ช่อรวงหรือก้าน-นวดเอาเมล็ดออกใช้ทำเป็นไม้กวาด หรือแปรงทาสีได้

ปัจจุบัน ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นิยมใช้เมล็ดข้าวฟ่างมาทดแทนข้าวโพดและธัญพืชชนิดอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกและมีคุณค่าทางสารอาหารทัดเทียมกัน