ข้าวสารเถา

By -

ชื่อวิทยาศาสตร์ Raphistemma pulchellum Wall.
ชื่อวงศ์ APOCYNACEAE หรือ ASCLEPIADACEAE
ชื่ออื่นๆ ข้าวสารดอกใหญ่, มะโอเครือ, ข้าวสารดอกใหญ่, ข้าวสาร, เคือคิก, เมือสาร, เครือเขาหนัง, ไคร้เครือ, โอเคือ, เคือเขาหนัง

ข้าวสารเถา เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็กที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นตีนเป็ด มีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย เนปาล พม่า และมาเลเซีย ในประเทศไทยพบมากในบริเวณชายป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป หรือพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 400-1,300 เมตร

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ข้าวสารเถา
ลำต้น
มีลักษณะเป็นไม้เถาขนาดเล็ก ที่เลื้อยพาดพิงอาศัยไปกับต้นไม้อื่น ผิวลำต้นเรียบเป็นสีเขียว เถาแก่มีสีเทาเข้มอมเขียวเป็นปุ่มปม และมีน้ำยางสีขาวๆ อยู่ภายในเปลือกของลำต้น

ใบ
มีลักษณะเป็นรูปทรงไข่หรือรูปหัวใจ ออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงสลับตรงข้ามกัน ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบเว้า แผ่นใบมีสีเขียวค่อนข้างบางและมีขนเป็นกระจุกอยู่กลางใบด้านบน มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 4-15 ซม. ยาวประมาณ 6-20 ซม. ก้านใบเรียวเล็กมีความยาวประมาณ 4-12 ซม.

ดอก
ออกเป็นช่อตามซอกใบมีลักษณะคล้ายซี่ร่ม มีความยาวของก้านช่อดอกประมาณ 6-10 ซม. ในแต่ละช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยสีขาวอมเหลืองประมาณ 4-10 ดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันคล้ายรูประฆัง ส่วนปลายกลีบแยกออกเป็น 5 แฉก มีเกสรสีขาวอยู่กลางดอก มีกลีบเลี้ยงรูปขอบขนานจำนวน 5 กลีบ ที่โคนกลีบจะเชื่อมติดกันและแยกออกที่ปลายกลีบ ดอกมีกลิ่นหอม เมื่อบานเต็มที่แล้วจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 ซม. มักติดดอกในช่วงฤดูหนาว

ผล
มีลักษณะเป็นฝักโค้ง ภายในฝักมีเมล็ดรูปไข่ที่มีขนยาวเป็นพู่ประมาณ 4 ซม.

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวสารเถาจะเป็นดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง และต้องการได้รับแสงในขนาดปานกลางจนถึงค่อนข้างมาก สามารถปลูกเลี้ยงและดูแลรักษาได้ง่าย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในการบำรุงต้นให้เจริญเติบโต

ประโยชน์และสรรพคุณทางยา
ดอกและผล-ใช้เป็นอาหารได้

ราก-ใช้ปรุงเป็นยาหยอดรักษาตา แก้ตาแดง ตาแฉะ ตามัว

เมล็ด-ใช้เป็นยาแก้ไข้ ช่วยขับเหงื่อ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากภายในเมล็ดจะมีสาร Cardiac glycoside ที่มีความเป็นพิษต่อหัวใจ