ประโยชน์จากข้าวไรซ์เบอรี่

By -

ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นข้าวเจ้าพันธุ์ผสมระหว่างข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมนิล จนได้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีเมล็ดเรียวยาว สีม่วงเป็นมัน มีคุณสมบัติในการต้านทานต่อโรคได้ดี มีลำต้นสูงประมาณ 110 ซม. สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี เมื่อหุงสุกจะมีกลิ่นหอม นิ่มน่ารับประทาน และมีคุณค่าทางโภชนการสูง

วิธีการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่
ทำได้โดยวิธีการหยอด การหว่าน การดำ และการโยน  หากใช้วิธีการปักดำควรใช้ต้นกล้ากอละ 1 ต้น เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1 ฟุต พื้นที่ในการปลูกควรมีขนาดใหญ่ ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง ควรลดมลพิษทางอากาศด้วยการปลูกให้ห่างจากถนนสายหลักประมาณ 100-200 เมตร อุณหภูมิที่เหมาะสมในการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่อยู่ที่ประมาณ 32 องศาในเซลเซียสในตอนกลางวัน และประมาณ 22 องศาเซลเซียสในตอนกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงที่ออกรวง ซึ่งจะทำให้เมล็ดข้าวมีสีเข้ม มีคุณภาพและคุณค่าทางอาหาร เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 130 วัน ก็จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีปลูก ฤดูที่ปลูก และเป้าหมายของการปลูกด้วย หากมีอุณหภูมิที่ต่ำหรือสูงจนเกินไปอาจทำให้ข้าวไม่ออกรวง เนื่องจากจะส่งผลต่อการผสมเกสร

ข้าวไรซ์เบอรี่ ชอบอากาศเย็น และต้องการแสงแดดอย่างเพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโต หากอากาศร้อนจะทำให้เมล็ดข้าวมีสีที่จืดจางลง แม้ผลผลิตของข้าวไรซ์เบอรี่จะมีน้อยกว่าข้าวชนิดอื่น แต่ก็เป็นข้าวที่มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งผลผลิตเฉลี่ยที่ได้รับต่อไร่มีประมาณ 500 กก.

ประโยชน์ที่ได้รับจากข้าวไรซ์เบอรี่
ข้าวไรซ์เบอรี่ จะประกอบไปด้วยสารอาหารที่สำคัญคือ โอเมก้า 3 ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก วิตามินอี วิตามินบี1 เบต้าแคโรทีน ลูทีน โพลิฟีนอล แทนนิน แกมมา โอไรซานอล และประกอบไปด้วยเส้นใยอาหารจำนวนมาก ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการทำงานของตับ สมอง ระบบประสาท ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสร้างคอลลาเจน รักษาสิว ป้องกันผมร่วง กระตุ้นรากผม ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ชะลอความแก่ บำรุงผิวพรรณ ลดโอกาสเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมองและหัวใจ ทำให้ปอด ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ป้องกันเหน็บชา บำรุงสายตา ป้องกันมะเร็ง ป้องกันการเสื่อมของจอประสาทตา แก้ท้องร่วง แก้บิด สมานแผล ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็งได้