ครั่ง

By -

ครั้งเป็นชันชนิดหนึ่ง ได้จากแมลงหลายๆ ชนิดในสกุล Laccifera วงศ์ Lacciferidae (เดิมวงศ์ Coccidae) เช่น ครั่งที่ผลิตในเชิงการค้าในประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้จากแมลงชนิด Laccifera chinensis Mahdihassan ส่วนที่ผลิตในเชิงการค้าในประเทศอินเดียและประเทสอื่นๆ เป็นแมลงชนิด Lacciferalacca Kerr, L. indicola Kapur หรือ L. albizziae Green หรือแมลงในสกุล Laccifera ชนิดอื่นๆ ตัวครั่งปล่อยชันนี้ออกมาจากต่อม (glands) ตามตัวของมัน เพื่อห่มหุ้มทำรังคลุมตัว สำหรับอยู่อาศัย วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนครั่ง

ภายในรังครั่งมีแม่ครั่งอยู่ตัวหนึ่ง ตัวครั่งตัวเมียนี้จะอาศัยอยู่ในรังจนถึงวันที่ตัวอ่อน(larvae) คลานออกจากรังก็จะหมดหน้าที่ แล้วจะตายอยู่ภายในรังนั่นเอง โดยไม่เคยออกมาภายนอกเลย รวมเวลาตั้งแต่เริ่มทำรังจนกระทั่งสิ้นชีวิตในวันสุดท้ายที่ส่งลูกอ่อนออกจากรังราว ๖ เดือน ในตอนแรก แต่ละรังก็จะอยู่บนกิ่งไม้ห่างๆ กัน เมื่อรังโตขึ้นเนื่องจากชันครั่งที่ปล่อยออกมามากขึ้น ก็จะค่อยๆ ขยายโตขึ้นทุกทีเป็นลำดับ ทำให้เห็นเป็นปมตะปุ่มตะป่ำติดกันเป็นพืดตลอดกิ่ง

ชีพจักร (life cycle) ของตัวครั่งเริ่มที่ตัวครั่งตัวอ่อน (larvae) ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเรือ ยาวราวครึ่งมิลลิเมตร ลำตัวมีสีแดง เป็นปล้อง มีสามส่วน คือ หัว อก และท้อง มีขา ๖ ขา มี ๒ ตา มีปาก(proboscis) คล้ายปลายเข็มฉีดยา มีหนวดคู่อยู่หลายหัว (branched antennae) ตอนปลายหนวดแยกออกเป็นแฉกและมีหาง(setae) ที่ค่อนข้างยาวหนึ่งคู่ เคลื่อนไหวไปมาอย่างเชื่องช้า ตัวครั่งตัวอ่อนนี้จะเริ่มใช้ปากที่มีลักษณะพิเศษเหมือนปลายเข็มฉีดยาเจาะทะลุเปลือกไม้ลึกลงไปจนถึงท่อลำเลียง(xylem หรือ phloem) แล้วจะดูดเอาน้ำเลี้ยง(sapjuice) ของพืชมาเลี้ยงชีวิต จากนั้นตัวครั่งอ่อนจะปล่อย “ชัน”(resin) ที่เรียกกันว่า “ครั่ง” (lac) ออกจากต่อมที่อยู่ในตัวเพื่อห่อหุ้มตัวเองเป็น “รังครั่ง” มี ๒ แบบ คือ “รังครั่งตัวผู้” และ “รังครั่งตัวเมีย” ในสัดส่วนราว ๓:๗ ที่ต่างกันตามความสั้นยาวของรัง

รังครั่งตัวผู้จะยาวกว่ารังครั่งตัวเมีย มีทางออกเป็นวงกลมสีขาวทางท้ายรัง สำหรับเป็นทางออกของครั่งตัวผู้ ส่วนรังของตัวเมียจะสั้นกว่า เป็นรูปกลม ครั่งตัวเมียจะอยู่ในรังตลอดชีวิต รังครั่งตัวเมียจะมีช่องอยู่ ๓ ช่อง สองช่องด้านบนเป็นช่องลม(brachial pores) สำหรับให้อากาศถ่ายผ่านเข้าออก และช่องที่สามเป็นช่องสำหรับขับถ่ายของเสีย (anal pore) มีเส้นคล้ายขี้ผึ้งสีขาว(white filaments) ทอดยื่นขึ้นมาจากช่องทั้งสามนี้ เส้นเหล่านี้จะช่วยมิให้ “ชัน” ที่ปล่อยออกมาปิดช่องลมและช่องถ่าย กันมิให้ช่องเหล่านี้ตัน เส้นขี้ผึ้งเหล่านี้ บางทีก็ยื่นยาวออกมามากจนทำให้เห็นปมครั่งที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้เป็นสีขาวสะพรั่งไปหมด

เมื่อตัวครั่งตัวผู้ทำรังได้ราว ๖-๘ สัปดาห์ ก็จะเปลี่ยนสภาพจากตัวอ่อนเป็นตัวแก่ จากนั้นอีกราว ๔ สัปดาห์ ตัวครั่งตัวผู้ที่โตเต็มที่แล้ว มีสีแดง ขนาดราวสองเท่าของตัวครั่งตัวอ่อน อาจมีปีกหรือไม่มีก็ได้ จะคลานถอยหลังออกจากรังแล้วเข้าไปในรังของตัวครั่งตัวเมียทางช่องขับถ่าย เพื่อผสมพันธุ์ เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะออกจากรังตัวเมีย แล้วจะตายภายใน ๒-๓ วัน ส่วนตัวครั่งตัวเมียเมื่อมีอายุ ๖-๘ สัปดาห์ จะปล่อย “ชัน” ออกมามาก ทำให้เห็นเป็นปมพอกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะนี้ตาทั้งสองข้างและขาทั้งหกข้างจะหลุดหายไป ทำให้ตัวครั่งตัวเมียมีลักษณะคล้ายถุง จากนั้นตัวครั่งตัวเมียจะหดตัว ทำให้เกิดที่ว่างขึ้นภายในสำหรับเป็นที่วางไข่และฟักไข่ จนเป็นตัวครั่งตัวอ่อน

โดยทั่วไป ในรังหนึ่งๆ จะมีครั่งตัวอ่อนอยู่รวมกันราว ๒๐๐-๕๐๐ ตัว ตัวครั่งตัวอ่อนเหล่านี้จะทยอยออกจากรัง ซึ่งอาจกินเวลานานถึง ๒-๓ สัปดาห์ แต่จะมีเพียงช่วงหนึ่ง ในราว ๔-๕ วัน ที่ตัวครั่งตัวอ่อนจะคลานออกมาจากรังมากที่สุด เมื่อตัวครั่งตัวอ่อนเหล่านั้นออกมาจากรังแล้ว จะค่อยๆ คลานไปหาทำเลอยู่อาศัยที่เหมาะสม คือกิ่งไม้ที่อวบอ่อน เปลือกไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป บางครั้งตัวครั่งตัวอ่อนอาจจะคลานจากกิ่งอ่อนดะลงมาถึงโคนต้น แล้วคลานกลับขึ้นไปใหม่ จนมองเห็นเป็นสีแดงอ่อนๆ เต็มไปหมด ซึ่งอาจใช้เวลาอยู่ราว ๒-๓ วัน

พรรณพฤกษชาติของประเทศไทยที่ตัวครั่งเจริญเติบโตได้ดี นิยมใช้เลี้ยงตัวครั่ง มีต้นก้ามปูหรือจามจุรีแดง (Samanea saman Merr.) ต้นพุทรา (Ziziphus mauritiana Lam.) ต้นทองกวาว [Butea monosperma(Lam.) Taub.] ต้นตะคร้อ [Schleichera oleosa (Lour.) Oken] ต้นสีเสียด (Acacia catechu Willd.) ต้นมะแฮะนก [Flemingia macrophylla (Willd.) Prain] และต้นถั่วแระต้น [Cajanus cajan (L.) Millsp.]

กิ่งไม้ที่มีครั่งที่เก็บได้นั้น มักนำมามัดรวมๆ กัน แช่น้ำไว้ก่อนราว ๑-๓ วัน ใช้ของหนักทับไว้ให้จมอยู่ใต้น้ำ ๑๕-๓๐ ซม. เพื่อกำจัดแมลงบางชนิดที่อาจอยู่ในรังครั่ง แมลงอื่นๆ เหล่านี้จะลอยขึ้นมาเหนือน้ำ หรือตายภายในรังครั่ง และทำให้ครั่งที่ได้มีคุณภาพเสื่อมลง ครั่งที่แกะออกจากกิ่งไม้จะถูกนำไปเกลี่ยให้สูงราว ๑๐-๑๕ ซม. ผึ่งในที่ร่ม โปร่ง ไม่ถูกแดด บนพื้นที่สะอาด อันอาจเป็นพื้นดิน พื้นไม้ หรือพื้นซีเมนต์ก็ได้ ใช้คราดเกลี่ยบ่อยๆ ในช่วงนี้น้ำหนักครั่งจะลดลง

ครั่งที่ได้ในขั้นนี้ เรียก “ครั่งดุ้น”(stick lac) ที่อาจประกอบด้วยชันครั่ง (lac resin) สีครั่ง (lac dye) ขี้ผึ้ง (wax) ซากของแม่ครั่งที่ตายอยู่ในรัง กิ่งเปลือกไม้ และเศษไม้ที่แกะติดออกมา

ครั่งที่แกะออกจากกิ่งไม้ที่กองสุมทิ้งไว้ จะรวมตัวกัน จับกันเป็นก้อนแข็งขึ้นๆ เรียก “ครั่งก้อน” ทำให้คุณภาพเสื่อมลงเรื่อยๆ

ครั่งดิบที่ได้มักเตรียมเป็น “ครั่งเม็ด” (seed lac) โดยการบดและผ่านแร่งให้ได้ครั่งดิบเป็นก้อนโตเสมอกัน ขนาดราว ๓-๖ มม. แล้วล้างน้ำหลายๆ ครั้ง จนสีครั่งออกหมด เติมเกลือแกงประมาณ ๒ เท่าของปริมาณครั่งในการล้างน้ำครั้งสุดท้าย คลุกเคล้ากันในราว ๕ นาที ปล่อยให้น้ำนิ่ง ครั่งจะลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำ จึงช้อนออกล้างด้วยน้ำจนหมดรสเค็ม บางถิ่นอาจจะล้างครั่งเม็ดที่ได้นี้ก่อนผึ่งแดดด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต(sodium bicarbonate) ความเข้มข้นร้อยละ ๕ อันจะทำให้สีของครั่งสดใสขึ้นอีกมาก แต่ก็ต้องล้างน้ำอีกหลายครั้งจนหมดฤทธิ์ด่าง แล้วจึงผึ่งไว้บนเสื่อหรือพื้นซีเมนต์ ในที่ร่มที่มีลมโกรก โดยใช้คราดเกลี่ยบ่อยๆ จนแห้ง จะได้ “ครั่งเม็ด” (seed lac) ประมาณได้ว่าครั่งดุ้นในราว ๘ กก. จะเตรียมเป็นครั่งเม็ดได้ราว ๕ กก. น้ำสีแดงที่ได้จากการล้างครั่งดุ้นอาจนำไปแยกสีแดงออกโดยการตกตะกอนด้วยปูนขาวหรือน้ำปูนขาว

ผลิตภัณฑ์ที่เตรียมได้จากครั่งเม็ดมีอีก ๒ อย่าง คือ
๑. เชลแลค(shellac) เป็นแผ่นครั่งบริสุทธิ์ ปราศจากวัตถุอื่นใดเจือปน เตรียมได้จากทั้งครั่งดิบและครั่งเม็ด โดยเอามาบรรจุในถุงผ้า ให้ความร้อน แล้วบิดถุงผ้าให้แน่นเรื่อยๆ เนื้อครั่งจะค่อยๆ ซึมออกมาจากถุงผ้า ปาดเอาเนื้อครั่งที่ซึมออกมาใส่ในภาชนะที่อังด้วยความร้อนจากไอน้ำ เนื้อครั่งนั้นจะอ่อนตัว เอาเนื้อครั้งที่ได้มายืดออกเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งอาจจะทำด้วยเครื่องจักรหรือด้วยมือก็ได้ ในขณะที่ครั่งยังร้อนๆ อยู่ ปล่อยให้เย็นแล้วจึงหักเป็นชิ้นเล็กๆ เรียก “เชลแลค”

๒. ครั่งแผ่น(button lac) เป็นครั่งที่หลอมออกมาแล้ว ทำเป็นแผ่นกลม ลักษณะคล้ายกระดุม ขนาดผ่าศูนย์กลางราว ๗.๕ ซม. หนาราว ๖ มม. วิธีทำก็เหมือนกับวิธีการทำเชลแลค แต่เอาครั่งบริสุทธิ์ที่ร้อนอยู่ หยอดลงบนแผ่นเหล็กหน้าเรียบที่สะอาดและขัดเป็นเงาขึ้นมัน ขนาดตามต้องการ ก่อนที่ครั่งจะแข็งตัว อาจจะตอกหรือประทับตราเครื่องหมายใดก็ได้

องค์ประกอบเคมีในครั่งมีกรดอินทรีย์หลายชนิด ที่มีมาก คือ laccaic acid A, laccaic acid B, laccaic acid C ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของแอนธราควิโนน(anthraquinone) สารเหล่านี้เป็นสารที่ทำให้เกิดสีแดงของครั่ง

เมื่อเอาครั่งละลายน้ำจะได้สีแดง สีนี้ใช้ย้อมอาหาร เช่น ขนมชั้น เมื่อเอาสารส้มกวนสีแดงนี้ จะได้ aluminium lake ของครั่ง เรียก “laccarmine” ซึ่งมีสีม่วงแดงคล้ำ ใช้เป็นสีย้อมไหมและหนังสัตว์

โบราณว่าครั่งมีรสฝาด มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ห้ามเสมหะ คุมอาจม

แพทย์ตามชนบทใช้ครั่งดิบปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเสีย แก้บิด และแต่งสียาให้เป็นสีชมพู

ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า ครั่งที่เกิดจากต้นก้ามปู (Samanea saman Merr.) ใช้กินแก้ไอ แก้ข้อหักซ้น

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์