ความสำคัญของต้นโพธิ์

By -

ต้นโพธิ์
ต้นโพธิ์หรือที่ในภาษาบาลีว่าโพธิรุกข (ในหนังสือหลายเล่มใช้ว่า อัสสัตถพฤกษ์หมายถึงโพใบ เป็นต้นไม้ใหญ่ แต่ไม่ใช่ไม้แก่น ใบข้างๆ มนกลม โคนใบเป็นแฉก ปลายใบแหลมรี) เป็นต้นไม้สำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ ณ ต้นโพธิ์ ฉะนั้นตามวัดวาอารามต่างๆ จึงนิยมปลูกต้นโพธิ์กันทุกวัด นับเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา และถือเป็นต้นไม้มงคลที่เหมาะแก่การนำไปแกะเป็นพระพุทธรูป ดังที่เรียกกันว่า พระโพธิ์ ที่วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็มีพระโพธิ์ที่กล่าวถึงนี้อยู่องค์หนึ่ง ทำเป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร เวลาออกพรรษาจะอัญเชิญออกจากโบสถ์แห่มาประดิษฐานบนศาลา สมมุติว่าได้เสด็จลงมาจากดาวดึงส์สวรรค์ และพระโพธิ์นี้นิยมเอากิ่งที่ยื่นไปทางทิศตะวันออกมาทำ (ตามตำราว่าต้องเป็นกิ่งที่หักเองเรียกกันว่านิพพาน)

ประเพณีในบางแห่งเวลาตรุษสงกรานต์ มักจะทำไม้มาคํ้ากิ่งโพธิ์ ชาวรามัญถือกันว่าจะทำให้มีอายุยืน ทางเชียงใหม่ก็เคยได้ยินว่าคนเฒ่าคนแก่นิยมทำเหมือนกัน นอกจากนี้เขายังมีการเอาผ้าเหลืองมาห่มที่ต้นโพธิ์อีกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็เห็นจะโปรดให้ทำอยู่ เพราะมีปรากฏในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันว่า “ไม้ค้ำโพธิ์ ๒๖ ท่อน ได้ไปค้ำวัดบวรนิเวศ ๔ วัดราชประดิษฐ์ ๔ วัด เทพศิรินทร์ ๔ วัดบรมนิวาส ๒ วัดราชาธิวาศ ๒ วัดพระเชตุพน ๒ วันอรุณ ๒ วัดราชโอรส ๒ วัดประทุมวัน ๔”

เรื่องเอาไม้คํ้าโพธิ์นี้ เท่าที่พบหลักฐานมีกล่าวถึงเก่าขึ้นไปอีก คือในพระราชพิธีจักรพรรดิราชาธิราช ในรัชกาลที่ ๑ ได้กล่าวไว้ว่า

“๘ ตำรวจ ทำไม้ค้ำพระศรีมหาโพธิ์ใหญ่ ไม้แก่นยาว ๑๐ ศอก ๘ ต้น ทำไม้คํ้าพระศรีมหาโพธิ์น้อย ไม้ไผ่ฤๅษียาว ๗ ศอก ๑๐๐ ต้น รวม ๑๐๘ ต้น ทาดินสีทอง เบิกผ้าขาวหุ้มปลายเสาทุกต้น ใส่เบี้ยต้นละ ๑๐๐ เบี้ย เสร็จการพระราชพิธีแล้วเอาไปค้ำพระศรีมหาโพธิ์ในพระอาราม”

และเมื่อคราวสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ (พระราชธิดาองค์ที่ ๕ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ทรงพระประชวร ก็ได้มีการเอาไม้คํ้าโพธิ์เหมือนกัน ดังมีปรากฏในพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า

“ไม้ค้ำโพธิ์ปรากฏว่าเท่าพระชนมพรรษา ท่อนหนึ่งยาว ๘ ศอก ทาดินสอพองกรอกเบี้ย ผ้าขาวหุ้ม ไปคํ้าพระศรีมหาโพธิ์ทีเดียว”

ดังนี้จะเห็นว่าไม้สำหรับคํ้าโพธิ์นั้นต้องตบแต่งทาดินสอพอง หุ้มผ้าขาว และข้อสำคัญก็คือกรอกเบี้ยไว้ข้างในด้วย ธรรมเนียมคํ้ากิ่งโพธิ์นี้ปรากฏว่าชาวรามัญเขาก็ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะทำในเทศกาลสงกรานต์ มีการแห่แหนกันอย่างสนุก ไม้ที่จะนำไปคํ้าก็ต้องปิดกระดาษสี ทาขมิ้นอย่างสวยงาม การคำกิ่งโพธิ์นี้ตามความเข้าใจของคนโบราณเข้าใจกันว่าคํ้าแล้วอายุจะยืน แต่ในอีกความหมายหนึ่งก็กล่าวกันว่า การที่เอาไม้ไปคํ้ากิ่งโพธิ์นั้น ก็เพื่อจะไมไห้กิ่งโพธิ์ซึ่งเป็นไม้เปราะ มีกิ่งก้านแผ่สาขาใหญ่กว้างนั้นต้องหัก เป็นอันตรายลงมา บางท่านก็ตีความหมายไปอีกทางหนึ่งว่า การค้ำต้นโพธิ์หมายความว่า เป็นพิธีผดุงความรู้ เพราะการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์อย่างหนึ่ง และคำว่า โพธิพุทธ ก็มาแต่ธาตุศัพท์อันเดียวกัน แปลว่า ความรู้ ฉะนั้นการคํ้าต้นโพธิ์ ก็คือการผดุงความรู้ หรือการศึกษานั่นเอง แต่ตามความเห็นนี้ค่อนข้างจะวิวัฒนาการมากเกินไป เพราะคนแต่ก่อนเห็นจะไม่มีใครมองไปถึง ส่วนมากมักจะเข้าใจว่าเป็นการทำเพื่อจะได้อายุยืนมากกว่าอย่างอื่น และตามพิธีที่ได้ยกมากล่าวนั้น ก็แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดแล้ว

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นความเชื่อถือที่เห็นในเมืองไทย ในหนังสืออินเดียบางเล่มกล่าวว่า พระวิษณุได้อวตารมาเป็นต้นปีปล หรือต้นโพธิ์(ในที่บางแห่งกล่าวว่า รากคือพรหมา เปลือกคือวิษณุ กิ่งคือมหาเทพ) และว่าผู้หญิงควรจะบูชาและเดินทักษิณาวัตรวันละพันรอบ ควรบูชาทุกๆ วันเสาร์ของเดือนศราวัณ (กรกฎาคม- สิงหาคม) กิ่งแห้งใช้บูชาไฟ ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่าผู้หญิงในแคว้นราชปุตนะบูชาต้นปีปลในวันที่ ๒๙ ของเดือนไพศาขะ คือเดือน ๖ ว่าเพื่อให้พ้นจากการเป็นหม้าย อนึ่งท่านบัณฑิต รฆุนาถศรมา ได้กล่าวว่าอัสสัตถพฤกษ์โพธิ์ใบ เป็นไม้ของเทพเจ้าในสรวงสวรรค์ ซึ่งเทพเจ้าได้ส่งลงมาปลูกเพื่อเป็นเครื่องรองรับความเป็นพระพุทธเจ้าของเจ้าชายสิทธัตถโคดม

ที่ต้นโพธิ์ดูเป็นที่สำคัญมาก เมื่อมีการเผาศพก็มักจะเอาเถ้าถ่านที่เผาศพนำไปฝากไว้ที่โคนโพธิ์ จึงดูคล้ายจะเป็นที่เก็บกระดูกไปด้วย เพราะถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันจะคุ้มกันภัยอันตรายต่างๆ แต่ไม่นิยมปลูกในบ้าน เพราะเป็นต้นไม้ใหญ่เหมาะที่จะอยู่ในวัดเท่านั้น เวลาคนเฒ่าคนแก่เข้าวัดหรือพบพระเจดีย์ต้นโพธิ์ก็มักจะนั่งลงยกมือประสานที่หน้า ปากก็ภาวนา “วันทา มิอาราเม พัทธเสมายัง โพธิรุกขัง เจติยัง สัพเมโทสัง ขะมะถะเม พันเต สาธุ อนุโมทามิ” นี่ก็เป็นการไหว้พัทธเสมา ต้นโพธิ์และเจดีย์ ที่คนโบราณถือปฏิบัติกันมา เดี๋ยวนี้หาคนปฏิบัติยากเสียแล้ว

ต้นโพธิ์มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus, religiosa, Linn โดยท่านปรัชญาเมธีลินเนียสและคณะกรรมการตั้งชื่อต้นไม้ที่ Kew garden, London เป็นผู้ตั้ง และที่กำหนดให้คำว่า religiosa เข้ามาประกอบด้วยนั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นต้นไม้สำคัญในทางศาสนานั่นเอง อนึ่งคำว่า โพธิ แปลว่า ความตรัสรู้ จึงเข้าใจกันว่าที่เรียกต้นโพธิ์นั้น คงจะเรียกตามเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใต้ต้นไม้นี้นั่นเอง ดังปรากฏข้อความในหนังสือเรื่องพระถังซัมจั๋ง ฉบับนายเคงเหลียน สีบุญเรือง แปลตอนหนึ่งว่า

“พระศรีมหาโพธิพฤกษ์นี้ คือต้นปีปฺปล เมื่อครั้งพุทธกาลต้นนี้สูงหลายร้อยเฉี้ยะ (๑๐ เฉี้ยะ เป็น ๑ ตึ๋ง เทียบเท่ากับ ๓ ๑/๒ เมตร) แต่ได้เคยถูกพระราชาโหดร้ายตัดโค่นเสียหลายครั้ง บัดนี้จึงเป็นต้นสูงราว ๕ ตึ๋ง
กว่าๆ เท่านั้น โดยเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ประทับ ณ ใต้ต้นนี้จนบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต้นนี้จึงได้ชื่อว่า ต้นโพธิ ลำต้นมีสีเหลืองแกมขาว ใบเขียวสด ถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาวใบก็ไม่ร่วงหล่น แต่เมื่อถึงวันพระนิพพานใบร่วงหมด ครั้นวันรุ่งขึ้นก็แตกงอกงามขึ้นใหม่เหมือนเดิมในวันนั้นพระราชาแคว้นต่างๆ กับขุนนางข้าราชการน้อยใหญ่ได้เสด็จมาพร้อมกันที่ใต้ต้นนี้ ใช้น้ำนมรด ตามประทีปโคมไฟ โปรยดอกไม้บูชา แล้วเก็บใบโพธิกลับไป”

ตามเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนั้นจะเห็นวิธีบูชาต้นโพธิ์ของชาวอินเดียในสมัยโบราณว่าเขาทำกันอย่างไรด้วย ในประเทศพม่า เมื่อถึงวันวิสาขบูชา หรืองานกะส่งปวยด่อ เขามีการรดนํ้าต้นโพธิ์กันด้วย โดยจัดหานํ้าใส่หม้อดินใหม่ ประดับด้วยดอกไม้นานาชนิด แล้วนำไปรดต้นโพธิ์ที่วัด

ท่านที่อ่านมาตั้งแต่ต้นจะเห็นว่าชื่อต้นโพธิ์มีเรียกกันหลายอย่าง เพื่อให้เรื่องราวมีหลักฐานมากขึ้น จะขอคัดหลักฐานเรื่องชื่อ ต้นโพธิ์ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงกล่าวไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จภาคที่ ๓๑ ตอนหนึ่งว่า

ชื่อ “ต้นโพธิ์” จะหมายความเพียงว่าต้นไม้ต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มิใช่ชื่อของพันธุ์ไม้นั้นถูกต้องทีเดียว ข้อนี้มีอธิบายอยู่ในหนังสือ “อินเดียสมัยพระพุทธศาสนา” Budhist India ของศาสตราจารย์ ริคส์ เดวิดส์ ว่าพระพุทธเจ้าต่างพระองค์ตรัสรู้ในร่มพันธุ์ไม้ต่างๆ กัน แต่ตรัสรู้ในร่ม ไม้พันธุ์ใดก็เรียกต้นไม้พันธุ์นั้นต่อมาว่า “โพธิ์” จนตลอดศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ยกตัวอย่างดังเช่น พระสากยมุนีพุทธเจ้าตรัสรู้ในใต้ต้นอัสสัตถ Aassattha พันธุ์ไม้อัสสัตถก็ได้นามว่าต้นโพธิ์เรียกกันเป็นสามัญทั่วไปจนทุกวันนี้ ตัวอย่างที่อ้างนี้ก็ตรงกับคำที่นำสงฆ์สวดบูชาพระพุทธคุณก่อนทำวัตรเวลาค่ำ อันขึ้นต้นว่า “ยมมฺห โขมยํ” นั้น ต่อมามีว่า “อสฺสตฺถ โพธรุกขมูเล” หม่อมฉันเปิดดูในหนังสือปฐมสมโพธิ (พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระปรมานุชิต) ก็พบในพุทธบูชาบริเฉทว่า เสด็จไปถึงที่ใกล้โพธิพฤกษมณฑลสถาน ก็เสด็จคมนาการกระทำประทักษิณทุมินทรอัสสัตถพฤกษสิ้นตติวาร” ดังนี้ รับว่าถูกต้องกันหมด ต้นโพธิ์นั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า Pippal บัญญัติเป็นภาษาลาตินว่า Ficus Religiosa แต่ในหนังสือที่แต่งเรื่องพระพุทธศาสนา ไม่เลือกว่าแต่งในภาษาใดๆ เรียกว่า “ต้นโพธิ์” Bo tree ทั้งนั้น

เพื่อความละเอียดแจ่มแจ้งจะขอคัดชื่อต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าในอนาคตจะมาตรัสรู้และจะเรียกว่าต้นโพธิ์ ตามที่ปรากฏในหนังสืออนาคตวงศ์ มาให้ท่านพิจารณาและได้ทราบไว้ด้วย ในหนังสือเล่มนั้นกล่าวไว้ว่า ในอนาคตจะมีพระโพธิสัตว์มาตรัสรู้อีก ๑๐ พระองค์ คือ

๑. พระศรีอาริยเมตไตรย จะตรัสรู้ที่ใต้ต้นไม้กากะทิง ซึ่งมีปริมณฑลไปได้ ๑๒๐ ศอก มีกิ่งทั้ง ๕ โดยรอบนั้นก็ได้ ๑๒๐ ศอก แต่ต้นขึ้นไปถึงสุดยอดปลายกิ่งได้ ๒๔๐ ศอก โดยสูงโดยสกัดเหมือนกัน มีใบสดสีเขียวอยู่เป็นนิจ ดอกและเกสรหอมฟุ้งขจรมิรู้ขาดเปรียบประดุจดอกปาริชาต
๒. พระรามเจ้า จะตรัสรู้ที่ต้นแก่นจันทน์แดง
๓. พระเจ้าปัสเสนทิโกสล จะตรัสเป็นพระธรรมราชตรัสรู้ที่ต้นไม้กากะทิง
๔. พระยามาราธิราช จะตรัสเป็นพระธรรมสามี ตรัสรู้ที่ต้นรังใหญ่
๕. อสุรินทราหู จะตรัสเป็นพระนารท ตรัสรู้ที่ต้นแก่นจันทน์แดง
๖. โสณะพราหมณ์ จะตรัสรู้เป็นพระรังศรีมุนี ตรัสรู้ที่ต้นดีปลีใหญ่ ลางคัมภีร์ว่าไม้เลียบ
๗. สุพะพราหมณ์ จะตรัสเป็นพระเทวเทพ ตรัสรู้ที่ต้นจำปา
๘. โตไทยพราหมณ์ จะตรัสเป็นพระนรสีหะ ตรัสรู้ที่ต้นไม้แคฝอย
๙. ช้างธณะบานหัตถีนาลาคีรี จะตรัสเป็นพระดิสสะ ตรัสรู้ที่ต้นไทร
๑๐. ช้างปาเลไลย จะตรัสเป็นพระสุมังคะละ ตรัสรู้ที่ต้น กากะทิง

อันว่าไม้พระมหาโพธิ์ทั้ง ๑๐ ต้นนี้ (๗ หรือ ๘ ชนิด) เป็นที่ตรัสรู้พระสัพพัญญูแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑๐ พระองค์ อันจะบังเกิดในอนาคตกาลเบื้องหน้า อันว่านรชาติชายหญิงทั้งหลายจำพวกใด ได้ถวายนมัสการกราบไหว้ ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑๐ พระองค์ กับทั้งไม้พระศรีมหาโพธิ์ ๑๐ ต้น ดังพรรณนามานี้ อันว่านรชาติชายหญิงจำพวกนั้น จะมีผลานิสงส์คือมิได้ไปบังเกิดในนรกสิ้นกาลช้านานถึงแสนกัป

ตำนานของต้นโพธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น มีเรื่องราวพิสดารมาก เพราะสืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ต้นเดิมตายก็มีหน่อมีกิ่งไปปลูกรักษาพืชพันธุ์ไว้ จนมีผู้กล่าวว่าต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในพงศาวดารของโลก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ได้ทรงเล่าเรื่องต้นโพธิ์ไว้ในเรื่องวิศาขในมัธยมประเทศ ทำให้เห็นว่าต้นโพธิ์ได้ผจญภัยธรรมชาติและคนมามาก เพื่อเป็นความรู้จะขอคัดข้อความบางตอนมารวมไว้ดังนี้

“ต้นโพธิ์เดิม ซึ่งประทับตรัสรู้นั้น ถูกพวกมิจฉาทิฏฐิทำลายเสีย นับว่ามิจฉาทิฏฐินั้นใช่อื่นไกล คือพระเจ้าอโศกเอง ในสมัยเมื่อยังมิได้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อตัดลงแล้วพระองค์จึงได้มาเลื่อมใสในพระบรมพุทโธวาท โปรดให้ปลูกขึ้นใหม่แทนที่ แต่พระมเหสีหึงต้นโพธิ์ ว่าพระราชสวามีไปหลงใหลบูชาอยู่ ตรัสให้ตัดลงเสีย อีกพระเจ้าอโศกเสียพระทัยยิ่งนัก ตรัสสั่งให้ปลูกขึ้นใหม่ตำนานเรื่องนี้ จะจริงเพียงใดก็ตาม แต่มีภาพสลักไว้ที่ประตูทิศตะวันออกของพระสถูปบนเจติยคีรี หรือสาญจีทางภาคกลางของอินเดีย…….จำเนียรกาลมาประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ (ภายหลังพระเจ้าอโศกสัก ๘๐๐ ปี) พระราชาศศังกแห่ง
บังกะหล่าผู้ถือฮินดูตรัสให้ตัดลงเสียอีก แล้วให้ขุดรากขึ้นเผามิให้มีเชื้อเหลืออยู่ได้ แต่ต่อมาไม่ช้ามีหน่อหลงอยู่ เพราะเก็บรากไม่หมด พระเจ้าปูรณวรมันแห่งมคธราษฎร์โปรดให้ขุดมาปลูกขึ้นไว้แทน เมื่อหลวงจีนยวนฉ่างไปเยี่ยมสถานที่นี้ได้พบ (เมื่อ พ.ศ. ๑๑๔๓) ต้นที่ปลูกใหม่เข้าใจว่าคงจะได้มีการขุดทิ้งแล้ว ก็ฟื้นปลูกกันใหม่มาอีกหลายทอด เพราะเมื่อ ดร.แฮมิลตั้น คนอังกฤษ ไปชมสถานที่นี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๔ เขาบันทึกไว้ว่า อายุของต้นโพธิ์นี้คงจะได้ ๑๐๐ ปีเท่านั้น ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๑๑ เกิดพายุใหญ่ล้มต้นโพธิ์นี้ลงอีกตลอดถึงโค่นราก แต่ก็ได้ปลูกกันใหม่อีก ต่อจากนั้นอีก ๑๐ ปีก็ล้มอีก แต่ก็ได้ปลูกกันขึ้นใหม่ทุกที ว่าได้ปลูกในที่เดิมทั้งนั้น ถ้าจะพูดอย่างหาอภินิหารก็น่าจะว่าได้ว่าเป็นไม้มีวาสนาไมมีวันอันตรายได้ ส่วนกิ่งโพธิ์ที่พระเจ้าอโศกประทานให้พระราชธิดาสังฆมิตตาทรงนำไปปลูกไว้ที่ลังกานั้น ก็คือกิ่งของต้นที่พระองค์ทรงปลูกไว้ใหม่ในคราวที่พระมเหสีให้ตัดเสียนั้น”

ต้นโพธิ์ที่พระนางสังฆมิตตาเถรีนำไปถวายพระเจ้าเทวานัมปิยดิสส์นั้น ได้โปรดให้ปลูกไว้ที่มหาเมฆวันอุทยาน เมืองอนุราธ ในงานนี้ได้มีการสมโภชอย่างใหญ่โตตามตำนานกล่าวว่า ได้ทรงเอาพระราชทรัพย์ทั้งพระนครออกอุทิศเป็นมหาบูชาตลอด ๗ วัน ๗ คืน

ต้นเหตุที่จะมีการปลูกต้นโพธิ์ขึ้นนั้น กล่าวกันว่ามีมาตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ ในหนังสือนิบาตชาดกเรื่อง กาลิงคชาดก (เล่ม ๑๒) ได้กล่าวถึงตำนานต้นเรื่องว่า สมัยหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถี รู้สึกเปล่าเปลี่ยวใจในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ในพระเชตุพนมหาวิหาร ครั้นพระองค์เสด็จกลับมาแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงถามพระอานนท์เถรเจ้าว่า ในระหว่างที่พระพุทธองค์ไม่อยู่นั้น ควรจะมีอะไรไว้เป็นที่สักการบูชาสักแห่งหนึ่ง ขอให้พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าให้ด้วย พระอานนท์ก็เข้าไปทูลถามสมเด็จพระบรมศาสดาว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญเจดีย์ทั้งหลายมีประมาณเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า ดูกรอานนท์ เจดีย์มีอยู่ ๓ อย่าง คือ สารีริกเจดีย์อย่าง ๑ ปริโภคิกเจดีย์อย่าง ๑ อุททิสิกเจดีย์อย่าง ๑ ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ข้าพระองค์ ขอทูลถามว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจาริกเที่ยวไป ข้าพระองค์อาจจะกระทำเจดีย์ไว้เป็นที่สักการบูชาได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า

สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูกรอานนท์ สารีริกเจดีย์ นั้นท่านไม่อาจจะกระทำได้ เพราะว่าสารีริกเจดีย์จะมีได้ ก็แต่ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานแล้ว ส่วนอุททิสิกเจดีย์เล่าก็ไม่มีวัตถุ เพราะอุททิสิกเจดีย์เป็นของเนื่องด้วยตถาคตแต่ต้นมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้อาศัยแล้วนั้น แม้ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายยังทรงพระชนม์อยู่ ก็เป็นเจดีย์ที่สักการบูชาได้

พระอานนท์เถรเจ้าได้ฟังพระพุทธดำรัสดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จหลีกไปแล้ว พระเชตวันมหาวิหารไม่เป็นที่ระลึกอาศัยได้ คือมนุษย์ทั้งหลายไม่ได้ที่อันเป็นที่สักการบูชา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ข้าพระองค์จะขอนำเอาพืชจากต้นมหาโพธิ์นั้นมาปลูกไว้ที่ประตูพระเชตวันมหาวิหาร สำหรับเป็นที่บูชาสักการของมนุษย์ทั้งหลายพระพุทธเจ้าข้า

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า ดูกรอานนท์ ดีแล้ว ท่านจงนำมาปลูกไว้เถิด เมื่อท่านนำพืชแต่ต้นมหาโพธิ์มาปลูกไว้แล้ว แม้ถึงตถาคตจะเที่ยวจาริกไปก็จักเป็นประหนึ่งว่าตถาคตอยู่ในพระเชตวันเนืองนิตย์

พระอานนท์เถรเจ้าได้รับพุทธานุญาตแล้ว จึงนำความนั้นไปทูลพระเจ้าโกสลราช แลบอกอนาถบิณฑิกเศรษฐี แลมหาอุบาสิกา ชื่อว่า วิสาขา แล้วจึงให้ขุดหลุมในที่อันจะปลูกพืชโพธิ์ ณ ที่ใกล้ประตูพระเชตวันมหาวิหาร แล้วจึงบอกพระมหาโมคคัลลานเถรเจ้าว่า ข้าแต่พระเถรเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะปลูกต้นโพธิ์ ณ ประตูพระเชตวัน ขอพระเถรเจ้าจงช่วยไปนำเอาผลอันสุกมาแต่ต้นมหาโพธิ์ ให้ข้าพเจ้าได้ปลูกดังความปรารถนาเถิด

พระโมคคัลลานเถรเจ้ารับว่า สาธุแล้วจึงไปยังมณฑลต้นมหาโพธิ์โดยทางอากาศ ครั้งถึงจึงรับผลมหาโพธิ์อันสุก อันหลุดจากขั้ว ยังไม่ทันตกถึงพื้นดินด้วยจีวร แล้วก็นำมาให้พระอานนท์เถรเจ้า

พระอานนท์เถรเจ้าจึงบอกกาลที่จะปลูกโพธิ์แก่ชนทั้งหลาย มีพระราชาชื่อว่าปัสเสนทิโกสลเป็นต้น ว่าเราจักปลูกผลมหาโพธิ์ในวันนี้ ท่านทั้งหลายจงมาปลูกด้วยกัน

พระเจ้าปัสเสนทิโกสลได้ทราบดังนั้น ครั้นเวลาสายัณห์สมัย จึงให้ราชบริพารทั้งหลายถือเอาเครื่องอุปการทั้งปวง แล้วก็เสด็จไปยังที่นั้น

ฝ่ายอนาถบิณฑิกเศรษฐี แลมหาอุบาสิกาชื่อว่าวิสาขา แลตระกูล ทั้งหลายที่มีศรัทธาอื่นด้วย ต่างก็ให้ถือเอาเครื่องอุปการทั้งปวง แล้วก็พากันไปในที่นั้น

พระอานนท์เถรเจ้าจึงตั้งอ่างทองอันใหญ่ ไว้ในที่อันจะปลูกมหาโพธิ์ แล้วให้กระทำอ่างทองนั้นให้เป็นช่องทะลุในเบื้องตํ่า แล้วส่งผลมหาโพธิ์ให้แก่พระราชา แล้วทูลว่า ดูกรมหาราชพระองค์ จงทรงปลูกพืชมหาโพธิ์นี้เถิด

พระเจ้าปัสเสนทิโกสลรับผลมหาโพธิ์แล้ว จึงทรงพระดำริว่า ความเป็นพระราชาของเรา จักไม่ดำรงอยู่ตลอดกาลทั้งปวง เราควรจะให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีปลูกผลมหาโพธิ์นี้ ทรงพระดำริดังนี้แล้วจึงวางผลโพธิ์ลงในมืออนาถบิณฑิกเศรษฐีๆ จึงประมวญ เปือกตมมีกลิ่นอันหอม แล้วก็ฝังผลโพธิ์ลงในเปือกตมนั้น

ผลโพธิ์นั้นแต่พอพ้นจากมือเศรษฐีก็เกิดเป็นลำต้นโพธิ์โตประมาณเท่างอนไถและสูงขึ้นไปประมาณ ๕๐ ศอก กิ่งใหญ่ทั้งหลาย มีขึ้น ๕ กิ่ง คือกิ่งในทิศทั้ง ๔ กิ่ง กับกิ่งเบื้องบน ๑ กิ่ง กิ่งแต่ละกิ่งนั้นยาวประมาณได้ ๕๐ ศอก ปรากฏแก่ชนทั้งหลายผู้ดูแลดูอยู่ในที่นั้น

ต้นโพธิ์นั้นบังเกิดเป็นต้นไม้อันเจริญกว่าต้นไม้อันใหญ่ในป่าประดิษฐานอยู่ ณ ประตูพระเชตวันมหาวิหาร ด้วยประการฉะนี้”

ได้เล่าถึงเหตุที่จะมีการปลูกต้นโพธิ์ตามตำนานของอินเดียมาแล้ว ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าในเมืองไทยเรานิยมปลูกต้นโพธิ์กันมาตั้งแต่เมื่อไร เรื่องนี้ออกจะเป็นปัญหาหนักมาก เพราะไม่มีหลักฐานกล่าวไว้ที่ไหน แต่เท่าที่อ่านพบในตำนานต่างๆ เข้าใจว่าจะมีมาตั้งแต่ครั้งทวารวดี หรือจะก่อนนั้นขึ้นไปก็ได้แต่ยังไม่พบตำนาน ในปัจจุบันนี้ นักโบราณคดีได้กำหนดสมัยทวารวดีไว้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ถึง ๑๖ ตำนานเก่าที่พูดถึงต้นโพธิ์ คือเรื่องมหาไหล่ลายหรือพระมหาเถรไหล่ลายซึ่งเป็นบุตรนายเชนกษัตริย์ เป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสิทธิไชย เมื่อยังไม่ได้บวชนั้นเป็นมหาดเล็ก พระเจ้าแผ่นดินละโว้ ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินจับได้วาเป็นชู้ด้วยนางพระสนม จึงจับสักไหล่เสียข้างหนึ่ง นายไหล่ลายได้หนีไปบวชเณร แล้วเลยขออาศัยเรือสำเภาไปลังกาได้ไปบวชเป็นพระที่นั่น ขากลับได้พระบรมธาตุมา ๖๕๐ พระองค์กับพระศรีมหาโพธิ์ ในตำนาน พระปฐมเจดีย์และพระประโทณเจดีย์ฉบับพระยามหาอรรคนิกร และฉบับนายทอง กล่าวถึงเรื่องการบรรจุพระบรมธาตุของพระมหาเถรไหล่ลายไว้ตอนหนึ่งว่า

“บัญจุไว้ในพระมหาโพธิ์เทพารักษ์นั้น ๓๖ พระองค์ บัญจุไว้ในพระปาเลไลย ๓๖ พระองค์เอาขึ้นไปบัญจุไว้ในทรองเมืองไชยนาท ๓๖ พระองค์แลผลมหาโพธิ์ (ที่) มหาไหล่ลายเอามาแต่ลังกา ปลูกไว้ริมหนองทะเลนอกวัดเขมาปากนํ้าจึงได้ปรากฏชื่อมหาโพธิ์ มาแต่เมืองลังกานั้นแล”

เมื่อฟังตามนี้ก็จะเห็นว่า ที่เราเรียกกันว่าโพธิ์ลังกานั้น ในชั้นแรกไม่ได้เอากิ่งมา เอาแต่ผลมาปลูก ระยะเวลาที่มหาเถรไหล่ลายบรรจุพระบรมธาตุและปลูกต้นโพธิ์นั้น พระพุทธศักราชได้ ๑๔๓๒ คือยังอยู่ในสมัยทวารวดี และโพธิ์ลังกาที่ปลูกในเขตเมืองนครปฐม อโยธยา สุพรรณบุรี ฯลฯ ในสมัยเมื่อพันปีมาแล้วนั้นเข้าใจว่า จะเป็นพืชพันธุ์ที่ได้มาจากต้นโพธิ์ที่พระนางสังฆมิตตาทรงนำไปปลูกไว้ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง

หลักฐานการปลูกต้นโพธิ์มาเด่นชัดขึ้นมากในสมัยสุโขทัย เพราะมีปรากฏในศิลาจารึกวัดศรีชุมด้านที่ ๒ กล่าวถึงการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่วัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย แต่จับความไม่ได้ว่าต้นโพธิ์นั้นมาจากไหน แต่เข้าใจว่าในสมัยนั้นก็เห็นจะได้มาจากลังกาเช่นเดียวกัน เพราะในศิลาจารึกแผ่นหนึ่งกล่าวว่า พระมหาสวามีอนุราช นำต้นโพธิ์มาจากลังกาทวีป (ดูศิลาจารึกในวารสารศิลปากร ฉบับที่ ๖ ปีที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๐๖) ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ไทยจึงได้ต้นโพธิ์มาจากลังกาอีก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์ถึงต้นโพธิ์ลังกานี้ไว้ว่า

“ถึงปีขาล พ.ศ. ๒๓๖๑ พระอาจารย์ดี พระอาจารย์เทพ กับพระสงฆ์ซึ่งเป็นสมณทูตออกไปสืบประวัติพระศาสนาในลังกาทวีป แต่เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๕๗) กลับมาถึงได้ต้นโพธิ์พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ที่เมืองอนุราธบุรี เข้ามาถวาย ๓ ต้น เป็นครั้งแรกที่ได้ต้นโพธิ์ลังกา เข้ามาในกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานให้ไปปลูกไว้วัดมหาธาตุ อันเป็นที่สถิตย์สมเด็จพระสังฆราชต้น ๑ ให้ไปปลูกไว้วัดสระเกษอันเป็นที่สถิตย์สมเด็จพระวันรัตน (อาจ) ต้น ๑ ให้ไปปลูกไว้วัดสุทัศน์เวลานั้นยังเรียกว่าวัดพระโต ทรงสถาปนาต่อมา แต่สิ้นรัชกาลที่ ๑ แต่ยังไม่มีพระสงฆ์อยู่ต้น ๑ พระศรีมหาโพธิ์ที่พระราชทานวัดมหาธาตุ ปลูกไว้ข้างเหนือพระระเบียงฝ่ายตะวันออก ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้”

ต้นโพธิ์ที่เข้ามาจากลังกาครั้งนั้น ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่ามี ๖ ต้นด้วยกัน พระอาจารย์ไม่ปรากฏนามท่านหนึ่งได้ขอเอาไปปลูกไว้ที่เมืองกลันตันต้นหนึ่ง เจ้าพระยานครขอเอาไว้ปลูกที่เมืองนครสองต้น ซึ่งเข้าใจว่าจะปลูกที่วัดพระเดิมต้น ๑ และอีกต้น ๑ ปลูกไว้ที่วัดท่าโพธิ์ ที่เรียกว่า โพธิ์ลังกานั้นก็มี ๖ ต้นเป็นคราวแรกที่สุด

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระเจ้ากรุงอังกฤษได้ไปขอผลและใบพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองพุทธคยาเข้ามาถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับสั่งให้เพาะขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ ปิยพรหมจรรยวรธรรมยุติ และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ นำออกไปประดิษฐานไว้ที่ฐานองค์พระปฐมทั้ง ๔ ทิศ รวม ๔ ต้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ ส่วนที่เหลือนั้น พระราชทานให้ไปปลูกไว้ที่อารามหลวงหลายแห่ง เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพน วัดอนงคาราม

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๔ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งแต่ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จไปราชการประเทศอินเดีย เวลาเสด็จกลับได้เชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากบริเวณวิหารพุทธคยามาถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้นหนึ่ง และมีรับสั่งให้นำไปปลูกไว้ ณ วัดอัศฎางคนิมิต (สร้างในรัชกาลที่ ๕) ที่เกาะสีชัง ต่อมา โพธิ์ต้นนั้นเจริญงอกงามดีมีหน่อ พระพุทธเจ้าหลวงได้ทอดพระเนตรเห็นเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปวัดอัศฎางคนิมิต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดมาบำรุงไว้ ณ สวนดุสิต ครั้นเห็นเจริญงอกงามดีแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพระราชพิธีปลูกต้นโพธิ์ต้นนั้นไว้ ณ วัดเบญจมบพิตร เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๔

ประวัติความเป็นมาของต้นโพธิ์ที่ปรากฏในพงศาวดารตั้งแต่ต้นจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เท่าที่ค้นพบก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนที่มีในชั้นหลังนั้นเห็นว่าพอจะทราบกันได้ง่าย จึงงดที่จะกล่าวถึง

เท่าที่กล่าวมานี้จะเห็นว่า ในเมืองไทยเรานั้นนับถือต้นโพธิ์กันมานานแล้ว หรือจะกล่าวให้ชัดลงไปว่าตั้งแต่ไทยเรานับถือพระพุทธศาสนามาทีเดียว โดยเหตุที่เรานับถือต้นโพธิ์ว่าเป็นที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่เอง คนไทยหรือชาวต่างชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงไม่กล้าทำลายต้นโพธิ์ แม้ว่าต้นไม้นั้นจะขึ้นในที่ไม่ควรขึ้น เช่นตามกำแพงหรือฝาผนังอิฐ อันจะทำให้กำแพงหรืออาคารนั้นชำรุดเสียหาย ก็ไม่มีใครกล้าโค่น จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรำคาญ ออกประกาศให้ตัดฟันต้นโพธิ์ที่ขึ้นอยู่ตามพระเจดีย์โบสถ์วิหารทิ้งเสีย เพราะทรงเห็นว่าโพธิ์เหล่านั้น เป็นเพียงโพธิ์ขี้นก ไม่ใช่ต้นโพธิ์ที่ได้พันธุ์มาจากโพธิ์ตรัสรู้ นกกาไปกินลูกโพธิ์แล้วถ่ายรดไว้กลายเป็นต้นขึ้นมา จึงไม่น่าจะเห็นเป็นของสำคัญ

มีชื่อตำบลในเมืองไทยหลายแห่งที่เรียกชื่อตามต้นโพธิ์ที่มีชื่อ¬เสียงรู้จักกันดีก็คือตำบล “โพธิ์สามต้น” ซึ่งกล่าวกันว่าปลูกขึ้น แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา นางพิมได้ปลูกเสี่ยงทายไว้ อีกเมืองหนึ่งที่ได้ชื่อตามต้นโพธิ์คือ เมืองโพธิสัตว์ ซึ่งมีเรื่องเล่าไว้ในราชพงศาวดารเขมรว่าเมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปสถิตย์อยู่ที่เมืองโพธิสัตว์นั้นมีนิมิตให้เห็นเป็นมงคล คือมีต้นโพธิ์ต้นหนึ่งตายไปแล้วหลายปี เมื่อพระองค์เสด็จไปถึงต้นโพธิ์นั้นก็กลับแตกยอดงอกงามสดใสขึ้นอีก พระองค์จึงให้เอาธูปเทียน หมากพลู เครื่องบูชา ไปสักการบูชาสมโภชพระศรีมหาโพธิ์ต้นนั้น เมื่อทำสงครามชนะแล้ว พระองค์จึงได้จัดตกแต่งบูชาต้นศรีมหาโพธิ์ให้เรียกว่า พระโพธิ์มีบุญ จึงได้เรียกว่าเมืองโพธิสัตว์แต่นั้นมา

ที่มา:ส.พลายน้อย