ความสำคัญของไผ่

By -

ต้นไผ่
ขึ้นชื่อว่าไผ่ก็เข้าใจว่าจะรู้จักกันทุกคน เพราะเป็นไม้ที่แพร่หลายที่สุดในเมืองไทย เราได้เอาไม้ไผ่มาทำภาชนะเครื่องใช้สอยในบ้านหลายอย่าง เป็นต้นว่าทำพัด กระจาด ชะลอม กระชอน หรือแม้ที่สุดไม้กลัด ไม้ไผ่เป็นไม้ที่มีประโยชน์มากที่สุดในชนบท เพราะชาวชนบทได้ใช้ในการก่อสร้างแทบทุกชนิด เป็นบ้าน เป็นคอกควาย และอื่นๆ ในสมัยโบราณทีเดียวเคยใช้ทำเป็นแพต่างเรือ เมื่อมีแพเป็นที่อยู่อาศัยก็เอาไม้ไผ่มาเป็นเครื่องหนุนแพที่เรียกกันว่าแพลูกบวบ พวกชาวประมงของจีนก็เคยทำเป็นเรือทอดแหจับปลา ในเมืองจีนสมัยโบราณก็ได้ใช้ไม้ไผ่นี้เป็นที่จารึกเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พงศาวดาร หรือที่เรียกกันว่าประวัติศาสตร์ท่อนไม่ไผ่ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนได้จากคำจารึกในท่อนไม้ไผ่นี้มาก(ชาวล้านช้างแต่โบราณก็จดเหตุการณ์ลงที่บั้งไม่ไผ่ แล้วผูกจุ้มกันไว้จึงได้เรียกประวัติศาสตร์ว่าบั้งจุ้ม นี่จะเห็นว่าประโยชน์ของไม้ไผ่ในสมัยโบราณมีคุณประโยชน์แก่ประวัติศาสตร์ในสมัยนี้มากทีเดียว)

ชาวจีน นอกจากจะใช้ไม่ไผ่ต่างกระดาษจารึกตัวอักษรแล้ว เขายังนับถือไม่ไผ่ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสันติสุขและอายุยืนอีกด้วย ต้นไผ่ของจีนมีความหมายพิสดารลึกซึ้งมาก เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบความหมายของต้นไผ่ตามความคิดของจีนว่าเขามีความหมายอย่างไร จะขอเก็บเรื่องราวที่ “เนียน” ได้เขียนถึงต้นไผ่ของจีนมาเล่ารวมไว้ด้วย

ต้นไผ่ในภาษาจีนกลางอ่านว่า ตฺจู๋ มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน มีขนาดสูงประมาณ ๔-๕ วา และที่นิยมกันคือไผ่เลี้ยง ซึ่งไม่มีหนาม ลำต้นกลมตั้งตรง ข้องาม ข้อนี้ในภาษาจีนเรียกว่า “เจิ๋ยะ” ซึ่งมีความหมายไปถึงศีลธรรมจรรยาอันสูงส่งสำหรับสุภาพชน พึงมีพึงปฏิบัติ รวม ๗ ประการด้วยกัน คือ

๑. จง มีความซื่อตรงต่อกษัตริย์และประเทศชาติ
๒. เสี้ยว มีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา และบรรพบุรุษ
๓. เหริน มีความเมตตาปรานีต่อบุคคลทั่วไปและสัตว์
๔. อี้ มีความซื่อสัตย์
๕. หลี่ มีเหตุผลตามทำนองคลองธรรม
๖. จื้อ มีปัญญาไม่อยู่ในความประมาท จนเสียรู้แก่ศัตรู
๗. ซิ่น มีความจริง พูดจริง ทำจริง ไม่ทิ้งความตั้งใจ

ผู้ใดปฏิบัติตามหลัก ๗ ประการนี้ ก็เรียกว่า “เจิ๋ยะ” ชาวจีนถือกันว่าสุภาพชนต้องรักษาเจิ๋ยะนี้ไว้ ดุจดังต้นไผ่รักษาข้อของมัน ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปตามดินฟ้าอากาศ นอกจากนี้ ต้นไผ่ยังมี Character อย่างอื่นคล้ายต้นสน คือการมีอายุยืนนาน (longevity) และความเจริญงอกงามที่เรียกกันว่าโม่ว ต้นไผ่เป็นต้นไม้ที่แทบไม่ปรากฏการตาย และสามารถเจริญงอกงามโดยการแตกหน่อ ขยายรากฐานให้กว้างใหญ่ไพศาลเป็นปึกแผ่นแน่นหนาออกไปทุกที ต้นไผ่นอกจากจะทำเสียงดนตรีได้ด้วยการเบียดสีแห่งลำต้นแล้ว ใบไผ่เมื่อต้องลมยังบันดาลให้เกิดมีเสียงแกรกกราก เกรียวกราว คล้ายเป็นเสียงพายุฝนที่กำลังเทลงมาอย่างหนัก ยังความชุ่มชื่นรื่นกมลแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังเป็นยิ่งนัก”

เรื่องต้นไผ่ของจีนตามที่เล่ามานั้น จะเห็นว่าชาวจีนเขามองต้นไผ่ไปในด้านปรัชญาหรือศิลปะ ซึ่งทางไทยๆ เราไม่ได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น และไม่ได้ถือเอาไม้ไผ่เป็นสัญลักษณ์ของอะไรเลย มองแต่แง่ที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว และถ้าจะพูดกันไปประโยชน์ของไม้ไผ่มีมากเสียด้วย ใบก็ใช้ได้เช่นเอาไปทำกระแชง ในสมัยก่อนพวกทำขนมจีนขายมักจะเอาใบไผ่ชนิดใบใหญ่มารองขนมจีน ทำไมจึงต้องใช้ใบไผ่รองยังไม่ได้สอบสวนให้ได้ความ แต่รู้สึกว่า เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งที่ไม่นิยมเอาใบตองรอง คงจะมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่

บ้านในชนบทมักจะปลูกต้นไผ่ทำเป็นรั้วบ้าน เพราะไม้ไผ่มีหนามป้องกันขโมยได้ดี เมืองในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีกำแพง เขาก็ปลูกต้นไผ่ทำเป็นรั้วไว้ก็มีอย่างในพงศาวดารลาว ได้เล่าถึงการตีเมืองเวียงคำของเจ้าฟ้างุ้มไว้ว่า เมื่อเจ้าฟ้างุ้มตีเมืองเวียงจันทน์ได้แล้ว ก็ให้บาจิม บาเสียม บาจี่แข้ ยกทัพไปตีเมืองเวียงคำ แต่ทั้งสามก็ไม่สามารถจะตีเมืองเวียงคำได้เพราะเมืองนี้ปลูกต้นไฝหนามเป็นรั้วเมืองไว้อย่างแน่นหนามาก เมื่อไม่อาจจะเข้าตีได้ก็กลับไปทูลให้พระเจ้าฟ้างุ้มทรงทราบ พระองค์จึงให้เบิกเงินมาตัดเป็นชิ้นๆ มอบให้นายทัพทั้งสามไป และสั่งเป็นความลับว่าให้เอาเงินเหล่านั้นเหวี่ยงโปรยเข้าไปในกอไผ่สักสามวันสามคืน ทำเหมือนกับว่าจะบุกฝ่ากอไผ่เข้าไปให้ได้พอทำอย่างนี้แล้วให้ถอยทัพกลับ แม่ทัพทั้งสามก็ปฏิบัติตามรับสั่ง หลังจากโปรยเงินแล้วก็ยกทัพกลับไปเวียงจันทน์ ฝ่ายพวกเมืองเวียงคำเมื่อเห็นพวกเจ้าฟ้างุ้มกลับไปแล้ว ก็ออกจากเมืองมาทำไร่ไถนา หากินตามปกติ พอมาพบเงินในกอไผ่เข้าก็ดีใจ พากันตัดถางกอไผ่เสียเป็นช่องเป็นแนวไปหลายแห่ง พอพระเจ้าฟ้างุ้มทราบเรื่องเข้า ก็ให้ยกกองทัพมาตีใหม่อีกครั้ง รับสั่งให้เอาไฟเผาไม้ไผ่แห้งที่ตัดทิ้งไว้จนกอไผ่ไหม้ไฟหมด ทหารพระเจ้าฟ้างุ้มก็เข้าเมืองได้โดยง่าย

ตามที่เล่ามานั้นเป็นกลศึกเมื่อ ๖๐๐ ปีเศษมานี้เอง แต่ก็แปลกที่ไปคล้ายๆ กับกลศึกในตำนานพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช คือเขากล่าวว่าเมื่อท้าวศรีธรรมมาโศกถึงแก่กรรมแล้วน้องชายได้เป็นเจ้าเมืองแทน ครั้งนั้นเจ้าเมืองชวายกทัพมาตีเมือง แต่ตีไม่ได้ เพราะชาวเมืองปลูกต้นไผ่ไว้เป็นรั้วไว้หนาแน่นแบบเมืองเวียงคำที่ได้เล่ามาแล้ว เจ้าเมืองชวาจึงใช้กลศึกแบบพระเจ้าฟ้างุ้ม คือเอาเงินโปรยเข้าไปในกอไผ่แล้วยกทัพกลับไป ต่อมาพวกชาวเมืองออกไปถางป่าไผ่เก็บเอาเงิน พวกชวาทราบเรื่องก็ยกกลับมาอีก คราวนี้เข้าเมืองได้สบาย เพราะพวกชาวเมืองถางป่าไผ่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

จากเรื่องเหล่านี้จะเห็นได้ว่า ต้นไผ่ในสมัยโบราณนั้นใช้เป็นรั้วบ้านรั้วเมืองมาก่อน และเป็นรั้วที่แข็งแรงจนพวกข้าศึกไม่สามารถจะตีหักเข้าไปได้ ต้องใช้กลอุบายดังกล่าวมาแล้ว ข้อที่น่าชม ผู้คิดอุบายอย่างหนึ่งก็คือ เป็นผู้ที่รู้จักนิสัยสันดานของมนุษย์เราว่า มีความโลภ จึงได้ใช้เงินเป็นเครื่องล่อ และก็ได้รับผลสำเร็จจริงๆ กลศึกที่ได้เล่ามาทั้งสองเรื่องนั้น ใครจะเอาอย่างใครไม่สามารถจะบอกได้

ประโยชน์ของไม่ไผ่นอกจากที่เล่ามาแล้วนั้น ยังมีเรื่องที่จะชี้ให้เห็นประโยชน์ของไม้ไผ่ได้อีกมาก จะยกตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ก็คือข้าวหลาม นี่เราก็เอาปล้องไม้ไผ่มาใช้ การใช้ปล้องไม้ไผ่หุงข้าวหรือทำต่างภาชนะนี้ ปรากฏว่าพวกฟิลิปปินส์เขาก็มีเหมือนกัน พวกไดยัคในเกาะบอร์เนียวก็เคยใช้ปล้องไม้ไผ่เป็นภาชนะหุงข้าวต้มแกงมาก่อน นี่จะเห็นว่าไม้ไผ่เป็นประโยชน์ต่อพวกชาวป่า และพวกเดินป่ามากทีเดียว

ในนิทานเก่าๆ มักมีเรื่องไม้ไผ่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และเกี่ยวข้องอย่างพิลึก คือตัวละครมักจะชอบเข้าไปอยู่ในปล้องไม้ไผ่ อย่างในเรื่องรามเกียรติ์ก็ปรากฏว่ากุมภกาศ เข้าไปบำเพ็ญตบะอยู่ในปล้องไม่ไผ่เพื่อขอเทพศัตรา พระลักษมีไม่รู้ก็เอาพระขรรค์ฟันปล้องไม่ไผ่ปล้องนั้น พระขรรค์ไปถูกกุมภกาศถึงคอขาดตาย ในเรื่องมณีพิไชย พระอินทร์ก็ฝากนางยอพระกลิ่นไว้ในปล้องไม้ไผ่ (นิทานพื้นเมืองของฟิลิปปินส์เล่าว่ามนุษย์หญิงชายคู่แรกเกิดจากต้นไผ่ คืออยู่ในปล้องไม่ไผ่คนละปล้อง มีนกมาจับที่กิ่งไผ่ได้ยินเสียงข้างในจึงเจาะปล้องไผ่ออกดู พอปล้องไม้ไผ่แตกออกก็มีหญิงและชายออกมา ดูเรื่องละเอียดในหนังสือนิทานฟิลิปปินส์ ของ ส. พลายน้อย)

เรื่องของไม้ไผ่ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็น มองไปทางไหนดูจะหนีไม้ไผ่ไม่พ้น แม้แต่บ้องกัญชาก็ยังเอาไม่ไผ่มาทำ ฉะนั้นจะขอรวบรัดตัดความ เล่าถึงประวัติหรือตำนานของไม่ไผ่เสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ จะเล่าต่อภายหลัง ไม้ไผ่ที่เรารู้จักชื่อกันแพร่หลายก็คือไม้ไผ่สีสุก

คำว่าสีสุก ถ้าจะแปลกันแล้วก็คงได้ความว่าเป็นไม้ที่มีสีสุกเป็นเงา คือตามธรรมชาติของไม้ไผ่ชนิดนี้ เมื่อแก่มากๆ จะมีสีออกเหลือง สีเหลืองไทยเราถือว่าเป็นสีที่สุก จะเป็นสุกแบบของที่เป็นเงาอย่างทองหรืออย่างผลไม้สุก ก็มีความหมายคล้ายๆ กัน คือ ของสิ่งนั้นเป็นสีเหลือง ไม้ไผ่สีสุกจะได้ชื่อตามธรรมชาติของมันหรืออย่างไรยังเป็นเรื่องที่สงสัยอยู่ แต่มีเรื่องในทางโบราณคดีกล่าวถึงประวัติไม้ไผ่สีสุกไว้ว่า

“ยังมีฤษีตนหนึ่งมีนามว่าฤษีศุขวัฒน์ บำเพ็ญพรตอยู่ ณ เขาพระสุเมรุ มีต้นไม้ไผ่ต้นหนึ่งสูงครอบหลังคาศาลาอาศรม ฤษีศุขวัฒน์จึงเอาไม้ไผ่นั้นขึ้นไปถวายพระอิศวร พระอิศวรจึงหักไม้นั้นเป็นสองท่อนทิ้งลงมา ท่อนปลายนั้นจึงบังเกิดเป็นกระบี่คือชามภูวราช ต้นนั้นบังเกิดเป็นยักษ์ชื่ออสุรเวรำ เป็นต้นโคตรต่างมารดาของทศกัณฐ์ ฤษีศุขวัฒน์เฝ้าอยู่จนเวลาพลบค่ำ นางวานรินทรเทพอัปสรพนักงานประทีปหลงด้วยเพื่อนลืมจุดประทีป พระอิศวรกริ้วสาปให้ลงมาอยู่ในถํ้าเขาอังกาบ คอยท่าทหารนารายณ์และไม้ไผ่นั้นจึงได้นามปรากฏอยู่ว่า ไม้ไผ่ฤษีศุขจนตราบเท่าทุกวันนี้”

ที่ยกมากลาวข้างต้นนั้นคือเรื่องไม้ไผ่สีสุกจากหนังสือเทวปาง ซึ่งได้แปลมาจากอักษรคฤนถ์ตามคัมภีร์ไสยศาสตร์ของอินเดีย ฉะนั้น ถ้าฟังตามหนังสือนี้ก็น่าจะเชื่อว่าไม้ไผ่สีสุกมาจากชื่อฤษีศุขวัฒน์ แต่ก็เป็นเรื่องที่กระเดียดไปในทางนิทาน จะเชื่อว่าเป็นจริงก็ไม่ถนัด และก็เป็นเรื่องชอบกลอีกเหมือนกัน ที่ทางเขมรเขาเรียกไม้ไผ่ว่าไม้ฤษี ไม่มีคำว่าศุขวัฒน์ เป็นอันว่าเรื่องกำเนิดไม่ไผ่ของเขมรเชื่อว่าเป็นไม้เกิดจากฤษีจึงเรียกว่าไม้ฤษี

อย่างไรก็ตามไม้ไผ่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับวรรณคดี คือเป็นต้นกำเนิดของชามภูวราช และอสุรเวรำ ในเรื่องรามเกียรติ์ จึงนับว่าเป็นต้นไม้ที่มีเรื่องเก่าแก่ชนิดหนึ่ง

เรื่องของไม้ไผ่เป็นเรื่องชอบกลที่เข้ามามีเรื่องเกี่ยวกับตำนาน และประวัติศาสตร์ของไทยหลายเรื่อง อย่างในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีเรื่องเกี่ยวกับไม้ไผ่อยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าในสมัยนั้นไม้ไผ่เป็นไม้สำคัญที่ใช้ในการก่อสร้างค่าย เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อเจ้าพระยาโกษาเหล็กถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้นายปานผู้น้องเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดีแทน เพื่อจะได้เป็นแม่ทัพ ยกไปปราบเมืองเชียงใหม่ และได้ทรงถามว่าจะเป็นแม่ทัพได้หรือไม่ เจ้าพระยา
โกษาธิบดีก็กราบทูลว่าจะขอลองศึกดูก่อน และขอรับพระราชทานพระราชอาญาสิทธิเพื่อทดลองดู สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงพระกรุณาพระราชทานพระแสงดาบต้นให้ เจ้าพระยาโกษาปานเมื่อได้พระแสงดาบอาญาสิทธิ์เช่นนั้นแล้ว ก็ลงมือทดลองทันที คือให้เกณฑ์พลสามพันตัดไม้ไผ่มาคนละสองท่อนเพื่อมาสร้างค่าย แต่ได้ออกคำสั่งว่าจะต้องปักไม้ไผ่เอาปลายลงดินทุกต้น ก็ครั้งนั้นมีขุนหมื่นคนหนึ่งเห็นทหารเอาไม้ปักลงดินเป็นการผิดประเพณีที่ทำกันมาแต่ก่อน ก็ขัดใจจัดแจงเอาไม้ไผ่ท่อนหนึ่งปักลงไปใหม่ให้โคนลงดินพร้อมกับพูดว่า เอาปลายปักลงดินเช่นนี้ มิเคยเห็นทำมาก่อนเลย

ครั้นรุ่งเช้าเจ้าพระยาโกษาปานก็ออกตรวจค่าย และพบไม้ไผ่ต้นหนึ่งที่ปักเอาโคนลงดินเข้า จึงเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบสวน เมื่อได้ความจริงก็สั่งให้ประหารชีวิตตัดศีรษะเสียบไว้กับไม้ไผ่ท่อนนั้น การที่เจ้าพระยาโกษาปานทำเช่นนั้น ก็เพื่อจะแสดงความเด็ดขาดให้ทหารเห็นนั่นเอง เรื่องการปักไม้ไผ่เอายอดลงนี้ เป็นปริศนา ที่คนฉลาดจะเห็นว่าจะต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง เพราะไม่มีอย่างมีธรรมเนียมที่ไหนที่เขาจะปักเสาโดยเอาปลายลง แต่การลงเข็มตึกเดี๋ยวนี้ก็นิยมเอาปลายลงกันทั้งนั้นโดยอ้างว่าตอกง่าย แต่ถ้าเป็นบ้านเรือนเห็นจะไม่มีใครยอมเป็นแน่ การปลูกหรือปักไม้แบบผิดธรรมเนียมเช่นนี้ พระนารายณ์ของแขกก็เคยทำมาเหมือนกัน จะเล่าเรื่องย่อให้ฟัง คือเรื่องมีอยู่ว่า

คราวหนึ่งทศกัณฐ์ อาสาชลอเขาไกรลาสให้ตรงได้ พระอิศวร จึงคิดจะให้รางวัล ถามว่าอยากได้อะไร ทศกัณฐ์เห็นพระอุมาสวย ก็ขอพระอิศวรไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะได้พูดไปแล้วก็จำใจต้องให้ไป พวกเทวดามีความเดือดร้อน จึงไปทูลเชิญพระนารายณ์ให้มาแก้ไข พระนารายณ์จึงเนรมิตพระกายเป็นหนุ่มนามว่ารามาวตาร ไปนั่งปลูกต้นไม้เอาปลายลงดินขวางทางทศกัณฐ์อยู่ ทศกัณฐ์เห็นเข้าก็ว่าโง่ มีอย่างที่ไหนปลูกต้นไม้เอายอดลง พระนารายณ์แปลงก็ว่าทศกัณฐ์น่ะซีโง่ ไปขอนางอุมามาทำไมกัน ทำไมไม่ขอนางมณโฑล่ะจะได้สมน้ำสมเนื้อกันหน่อย ทศกัณฐ์เชื่อตกลงเอาพระอุมาไปส่งคืน และขอนางมณโฑมาแทน นี่เป็นเรื่องที่ปรากฏในพงศาวดารและเทพนิยาย

ไม้ไผ่นั้นกล่าวกันว่ามีเทวดารักษาเหมือนกับต้นไม้อื่นๆ และเทวดารักษาไม้ไผ่ที่มาเกี่ยวข้องอยู่ในตำนานพงศาวดารของไทย เราก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่องสร้างเมืองหริภุญไชย คือมีเรื่องตามพงศาวดารกล่าวว่า พระวาสุเทพฤษีได้เขียนหนังสือผูกปลายไผ่ซึ่งมีเทวดารักษาอยู่ เพื่อจะส่งข่าวไปเชิญพระสุกกทันต์ให้มาช่วยสร้างเมือง กอไผ่นั้นลอยไปตามกระแสนํ้าและไปติดอยู่ที่ท่านํ้า ซึ่งพระสุกกทันต์จะต้องลงมาสรงนํ้าที่นั่นเป็นประจำ เมื่อพระสุกกทันต์ลงมาที่ท่านํ้า เห็นกอไผ่มาติดอยู่ก็เขี่ยลอกไปถึงห้าครั้งหกครั้งกอไผ่ก็ ไม่ยอมออก พระสุกกทันต์เห็นผิดสังเกตจึงขึ้นไปก็เห็นหนังสือที่ผูกไว้ เทวดาที่รักษาไม้ไผ่นั้นก็รายงานว่า ข้าแต่พระฤษีผู้เจริญพระมหาเวสุเทพผู้สหายของท่าน ให้ข้าพเจ้านำหนังสือมาเชิญท่านไป พระสุกกทันต์อ่านหนังสือทราบเรื่องแล้วก็สั่งรุกขเทวดาไปว่า อีก ๗ วันจะตามไป เทวดารักษาต้นไผ่ก็ลาพากอไผ่ลอยทวนนํ้าขึ้นไปหาพระวาสุเทพอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นเรื่องเทวดารักษากอไผ่ที่อาสาเป็นผู้สื่อสาร อ่านแล้วก็สนุกดีเหมือนกัน ในอัสสัมห้ามตัดไม้ไผ่ในวันอังคารกับวันเสาร์ว่ามีผีปีศาจวิญญาณต่างๆ สิงอยู่อาจทำร้ายเอาได้

สำหรับไทยเรา ไม้ไผ่เป็นไม้ที่ใช้ได้ทั้งพิธีมงคลและอวมงคล คือนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ทุกงาน แต่ในบางถิ่นบางประเทศ เขาถือว่าไม้ไผ่สีสุกเป็นไม้อวมงคลคือไม่มีมงคล ในที่นี้จะขอเล่าถึงธรรมเนียมของชาวหลวงพระบางเสียสักเล็กน้อย คือในสมัยก่อนนั้น เมื่อราษฎรคนใดตายลงเขาก็หาได้เผาไม่ การเผามีแต่พวกเจ้านาย ท้าวพระยาและคนที่รํ่ารวยมีเงินเท่านั้น ส่วนราษฎรโดยมากถ้าตายลงเขาก็ใช้ไม้ไผ่สีสุกมาทำเป็นเฝือก ๗ ซี่ ห่อศพโยนลงในลำแม่นํ้าโขง เพราะฉะนั้นในเมืองนครหลวงพระบางในสมัยก่อนโน้น จึงไม่มีใครนับถือไม่ไผ่สีสุกและไม่ใช้ในการมงคลเลย เพราะถือกันว่าเป็นไม้ห่อผีน่ารังเกียจ ธรรมเนียมการเผาศพของชาวหลวงพระบางเพิ่งจะมามีเมื่อจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยกทัพไปปราบฮ่อ เมื่อพ.ศ. ๒๔๓๐ นี่เอง

ป่าไผ่ที่มีชื่อเสียงเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาก็คือ ป่าไผ่ที่เมือง
ราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า เวฬุวนาราม พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานเวฬุวันอุทยานแห่งนี้ให้เป็นวัดถวายพระพุทธเจ้า เหตุที่ตำบลแห่งนี้จะมีต้นไม้มากนั้น มีนิทานายอินเดีย เขาเล่าว่า  วัสสการพราหมณ์ (ในเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์) เป็นผู้ปลูกต้นไม้ต่างๆ ในสวนนี้มาก โดยคิดว่าตนได้ทำบาปหนัก คือยุแหย่ให้กษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคีกัน เมื่อตนตายลงเมื่อใดก็คงจะต้องไปเกิดเป็นลิงอยู่แถวเวฬุวนารามนี้ ฉะนั้น ก่อนตายจึงได้พยายามปลูกต้นไม้ที่มีผลกินได้ไว้มาก หวังไว้ว่าเมื่อตายแล้วมาเกิดเป็นลิงจะได้เก็บกินให้สบาย

ที่เล่ามานี้คือเรื่องไม้ไผ่ในทางโบราณคดี จากเรื่องนี้จะเห็นว่ามนุษย์เราในสมัยโบราณมีความเชื่อถือแปลกประหลาด แตกต่างกันไปตามถิ่นตามประเทศ และจะเห็นว่าเพียงแต่ไม้ไผ่อย่างเดียว ก็มีความเชื่อกันไปต่างๆ นานา แล้วแต่ใครจะยึดมั่นในทางใดมากก็ถือไปทางนั้น เป็นเรื่องของความเชื่อถือไม่ใช่เรื่องของเหตุผล

ที่มา:ส.พลายน้อย