ชนิดของดอกเบญจมาศ

By -

เบญจมาศ
เคยมีผู้สนใจเกี่ยวกับดอกไม้ต้นไม้มาถามว่า ทำไมเราจึงเรียกดอกไม้ชนิดหนึ่งว่า เบญจมาศ แล้วซักต่อไปว่าเบญจมาศมีในเมืองไทยตั้งแต่ครั้งไหน ความจริงคำถามอย่างนี้ต้องถามนักปราชญ์ทางพฤกษชาติ ผู้เขียนเมื่อถูกถามเช่นนั้นก็จนปัญญา หอบปัญหาไปถามใครต่อใครที่ไหนที่ท่านเล่นต้นไม้ ก็ไม่มีใครตอบได้ ในที่สุดก็ต้องศึกษาค้นคว้าหาความจริงเอาเอง แต่ก็ยังไม่พบคำอธิบายถึงเหตุที่เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าเบญจมาศไว้ที่ไหน แต่มีเรื่องชวนคิดอย่างหนึ่งว่า แต่ก่อนนั้นเรียกว่า “เบญมาส” มีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือ “พรรณพฤกษา” ของพระยาศรีสุนทรโวหาร ซึ่งเป็นอาจารย์ภาษาไทยอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นอกจากนี้ในสมัยนั้นมีถนนสายหนึ่งเรียกกันว่า “ถนนเบญมาศ” หรือเบญมาศนอก คือตั้งแต่สะพานมัฆวาฬรังสรรค์ถึงถนนพระลาน ซึ่งในปัจจุบันนี้เรียกว่า ถนนราชดำเนินนอก ชื่อถนนเบญมาศนั้นเข้าใจว่าตั้งชื่อตามชื่อดอกไม้อย่างแน่นอน เพราะมีชื่อถนนในบริเวณใกล้เคียงอีก หลายชื่อที่ใช้ชื่อต้นไม้ เช่น ถนนพุดตาล ถนนลำพู ชื่อต้นไม้ที่ขึ้นต้นด้วย “เบญ” ก็มีอยู่หลายชื่อ เช่น เบญกานี, เบญพัตร จึงชวนให้คิดว่าผู้ตั้งชื่อดอกเบญมาศในครั้งแรกนั้นจะตั้งชื่อตามแนวนี้ก็ได้ แต่จะเป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบ จึงได้มีผู้เปลี่ยนมาเป็น “เบญจมาศ” ดังที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมบัดนี้

อย่างไรก็ตามชื่อของเบญจมาศก็ชวนให้คิดอะไรต่อไปเล่นๆ อีก เพราะคำว่ามาศ นั้นหมายถึงทอง ได้ถามเพื่อนที่เป็นชาวจีนว่า ดอกเก็กหรือเบญจมาศนี้มีชื่ออื่นที่เกี่ยวข้องกับทองบ้างไหม เขาตอบว่ามี ชนิดดอกสีเหลืองนั้นเคยเรียกกันว่า “กิมเก็ก” ถ้าอย่างนั้นก็แปลก เพราะคำว่า
กิมแปลว่าทองอีกเหมือนกัน พูดถึงคำว่ากิมเก็ก นึกถึงคำในภาษาญี่ปุ่นที่เขาเรียกดอกเบญจมาศว่า คิกุ โนะ ฮานะ แปลตามตัวว่า ดอกไม้ของคิกุ หรือจะเรียกว่า คิกุ ก็รู้กันว่า หมายถึงเบญจมาศ ในญี่ปุ่นมีนิยายเกี่ยวกับดอกเบญมาศว่าที่เรียกว่า คิกุ โนะ ฮานะ หรือดอกไม้ของคิกุ นั้น ก็เพราะมีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อคิกุเป็นผู้ให้กำเนิด ตามเรื่องเขาว่า คิกุเป็นหญิงสาวสวยงามมาก หล่อนได้รักใคร่อยู่กับชายหนุ่ม คนหนึ่ง แต่หล่อนเกรงว่าชีวิตแต่งงานของหล่อนจะไม่ราบรื่น จึงได้ทำพิธีบวงสรวงเทวดาขอทราบว่าหล่อนจะได้อยู่กับสามีนานเท่าไร เทวดาก็บอกว่าจะอยู่ได้นานเท่ากับจำนวนกลีบของดอกไม้ที่หล่อนเอามาบูชา คิกุเมื่อทราบเช่นนั้นก็พยายามหาดอกไม้ที่มีกลีบมากๆ แต่ก็ไม่พบ มีแต่ชนิดห้ากลีบหกกลีบซึ่งน้อยมาก คราวหนึ่งหล่อนไปพบดอกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีกลีบถึง ๑๗ กลีบ แต่หล่อนก็ยังไม่พอใจ เพราะนั่นหมายถึงว่าหล่อนจะได้อยู่กับสามีเพียง ๑๗ ปีเท่านั้นเอง ในที่สุดก็ได้ความคิดใหม่ หล่อนจัดแจงกรีดกลีบดอกไม้นั้นออกเป็นฝอยจนดูเหมือนว่ามีกลีบมากมาย และได้นำดอกไม้นั้นไปบูชาเทวดา ซึ่งยังผลให้หล่อนได้อยู่กับสามีชั่วกาลนานและกล่าวตามนิทานว่า ดอกไม้นั้นได้เป็นต้นตระกูลของเบญจมาศ จึงได้เอาชื่อของหญิงสาวคือ “คิกุ” มาตั้งเป็นชื่อ (คำว่าคิแปลว่า เหลืองก็ได้)

การที่ผู้เขียนเจาะจงถามเพื่อนชาวจีนเรื่องดอกเก็ก ก็เพราะรู้ว่า เบญจมาศเป็นไม้เมืองจีน ไม่ใช่ไม้เมืองไทย ได้ตรวจสอบจากหนังสือ วรรณคดีเก่าๆ หลายเรื่องก็ไม่พบคำพรรณนาถึงไม้ชนิดนี้ และธรรมชาติของต้นเบญจมาศก็ชอบอากาศหนาวเย็น เมืองไทยเป็นเมืองร้อนจึงปลูกยาก มีที่ปลูกกันมากก็ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก่อนนี้เมื่อถึงฤดูหนาวก็มีงานออกร้าน มีการประกวดเบญจมาศกันด้วย ฉะนั้นเรื่องราวของเบญจมาศที่เกี่ยวกับไทยจึงไม่มี แต่ในตำนานของจีนมีอยู่มาก เพื่อเป็นความรู้จะขอเล่าถึงเรื่องดอกเก็กหรือเบญจมาศในตำนานของจีนตามที่พระเจนจีนอักษรได้รวบรวมไว้มาให้ท่านพิจารณาดังต่อไปนี้

ดอกเก็กมีหลายชื่อเช่น ดอกตี้เฉียง ดอกยิดเจง ดอกเจี้ยด แม้ฤดูหนาวนํ้าค้างลงชุก ต้นเก็กก็ยังมีใบเขียวชอุ่มทนกว่าต้นไม้ดอกไม้อื่นๆ

เมื่อครั้งวงศ์ตังห่าง ระหว่างแผ่นดินหยงซิ่ว (พระเจ้าหวนฮองเต้ ขึ้นครองราชสมบัติปีเตงหาย ตรงปีกุน พุทธศักราชล่วงแล้ว ๖๙๑ ปี ลำดับกษัตริย์ที่ ๑๐ ขนานนามแผ่นดินเรียกว่า เกี๋ยนหงวน หัวเผง หงวนเกีย หยาเฮง หยงซิ่ว เอี๋ยนฮี หยงฆังพระเจ้าหวนฮองเต้อยู่ในราชสมบัติ ๒๑ ปี) พื้นที่ดินแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงป้ายหินใหญ่ (หนังสือเดิมไม่อธิบายว่าอยู่แขวงเมืองใด อักษรในป้ายนั้นหนังสือเดิมมีว่า อธิบายเรื่องภูเขาจงหลำซัว) มีต้นเก็กดอกสีดำเป็นอันมาก ชาวชนครั้งโบราณเก็บดอกเก็กมาคั้นเอานํ้าเขียนหนังสือใช้แทนหมึก

ในแขวงอำเภอหลำเอี๋ยงหลีกู้ย ที่ตำบลแห่งหนึ่งต้นเก็กมีอยู่เป็นอันมาก ในป่าเก็กมีบ่อหนึ่ง รสนํ้าในบ่อนั้นหอมหวาน แม้ผู้ใดได้กินนํ้าในบ่อเก็กนี้แล้ว อายุยืนนาน

ระหว่างวงศ์ตังห่าง (หนังสือเดิมไม่ปรากฏว่าครั้งแผ่นดินใคร) พวกขุนนางในเมืองหลวงต่างก็หาดอกเก็ก รากเก็ก เอามาแช่ส่า (ส่ากลั่นสุรา) ใส่ไหอัดไว้ ถึงปีใหม่เดือน ๙ (ตรงเดือน ๑๑) ขึ้น ๙ คํ่า จึงเอานํ้าส่าซึ่งแช่ดอกเก็กนั้นมากินเรียกว่า เก็กฮวยจิ๊ว (สุราดอกเก็ก) เป็นยากันโรคต่างๆ แต่ดอกเก็กนี้นับว่าสีเหลืองเป็นแท้ ดอกสีขาวนั้นเข้าเครื่องยาใช้ได้ทั้งรากทั้งใบ

วงศ์ถังแผ่นดินพระเจ้าเกาจงฮองเต้ (ปีพระเจ้าเกาจงฮองเต้ขึ้น ครองราชย์สมบัติปีแกซุด ตรงปีจอ จุลศักราช ๑๒ พ.ศ. ๑๑๙๓ อยู่มาวันหนึ่งเป็นฤดูชิว (ฤดูกลางตรงเดือน ๙ เดือน ๑๐ เดือน ๑๑) พระเจ้าเกาจงฮ่องเต้เสด็จไปนมัสการพระพุทธรูป ณ วัดฉืออึนยี่ (พระภิกษุ) ชื่อเจงผูถูเซก ถวายเก็กฮวยจิ๊ว แล้วทูลว่าเป็นยาอายุวัฒนะ พระเจ้าเกาจงฮองเต้ก็เสด็จไปชมดอกเก็กในสวนวัดฉืออึนยี่ ด้วยฤดูกลางเป็นฤดูดอกเก็กบาน แล้วรับสั่งแก่เจงผูถูเซกว่า ต้นเก็กนี้ดีกว่าต้นไม้ดอกอื่นๆ ๕ อย่าง

๑. เมื่อเวลาจะผลิดอกก็ส่งดอกขึ้นถึงยอด ประหนึ่งจะคอยรับอากาศดี
๒. ดอกสีเหลืองก็เหลืองอ่อนลออ ไม่มีสีอื่นแซม
๓. เวลาเช้าก็ผลิดอก ต่อถึงเวลาเย็นจึงบานบริบูรณ์ ประหนึ่งรู้หลบหลีกแสงอาทิตย์
๔. ถึงฤดูหนาวน้ำค้างลงชุก ทุกเถาก็ออกหน่อต่อก้าน ประหนึ่งมีความสามารถ
๕. ราก ต้น ใบ ดอก เป็นยาของพวกเซียน

ระหว่างวงศ์โส่ง (พระเจ้าไถ่โจ๊วฮองเต้ขึ้นครองราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์นี้ เมื่อปีแกซิน ตรงกับปีวอก จุลศักราช ๓๒๒) ที่ภูเขาไช้เจียะ ซึ่งอยู่กลางแม่น้ำเคยติ๋ง แขวงเมืองตัวเผงฮู้ มีต้นเก็กเกิดขึ้นที่เนินเขาป่าหนึ่ง ชาวชนที่อยู่ใกล้เคียง ก็ชักชวนไปหาเอาพืชพันธุ์เก็ก ณ ภูเขาไช้เจียะ ได้พืชพันธุ์ที่มีดอกสีประหลาดมาปีละ ๑ ต้น ๒ ต้น

พืชพันธุ์ยิดเจงเก็กมีที่ประเทศป่วยเหมงก๊ก (หนังสือเดิม ไม่ปรากฏว่าสมัยนี้เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศเรียกว่าอย่างไร) ชาวประเทศป่วยเหมงก๊ก เอาใบยิดเจงเก็กทำยาแก้กระหายนํ้า

ตามเรื่องที่ยกมากล่าวนี้ จะเห็นว่าดอกเบญจมาศมีสรรพคุณในทางเป็นยา และคนจีนนับถือกันมาก ในเมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เวลานี้ มีร้านขายนํ้าเก็กฮวยแทบจะทุกถนน และดูจะเป็นที่นิยมกันมากทีเดียว

ประเทศที่นิยมดอกเบญจมาศไม่แพ้จีน หรือจะมากกว่าจีนก็คือญี่ปุ่นตามประวัติกล่าวว่า เบญจมาศหรือดอกเก็กของจีนได้ถูกนำเข้าไปเผยแพร่ในญี่ปุ่นสมัยจักรพรรดิกัมมู ราวพุทธศักราช ๑๓๔๐ และไม่ใช่จะถูกนำเข้าไปเพราะความสวยงามของมันเท่านั้น หากแต่ว่าได้นำเอาความเชื่อถือในด้านเป็นยาอายุวัฒนะเข้าไปเผยแพร่ด้วย ถึงกับกล่าวกันว่าใครรวบรวมนํ้าค้างที่ตกอยู่ตามใบเบญจมาศแล้วดื่มเข้าไป ก็จะทำให้อายุยืนได้เหมือนกัน และความเชื่อถือตามแบบจีนอย่างที่เล่ามาแล้ว ชาวญี่ปุ่นก็ถือตาม คือเมื่อถึง วันขึ้น ๙ คํ่า เดือน ๙ (ราวเดือน ตุลาคม) ซึ่งเขาเรียกวันนี้ว่า โชโย เสตสึ ในวันนี้ถ้าใครเอาดอกเบญจมาศใส่ลงไปในถ้วยเหล้าสาเก แล้วดื่มเหล้านั้น เขาว่าจะทำให้คนผู้นั้นเป็นหนุ่มอยู่ตลอดกาล

นอกจากนี้ตราของจักรพรรดิญี่ปุ่นก็ทำเป็นรูปดอกเบญจมาศด้วย เขาทำเป็นดอกเบญจมาศมี ๑๖ กลีบด้วยกัน (ถ้าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ใช้ ๑๔ กลีบ) ตรานี้กล่าวกันว่าได้เริ่มทำเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๑๑ การที่ใช้ดอกเบญจมาศ ๑๖ กลีบนั้น ได้เคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่งอธิบายว่า ชาวญี่ปุ่นแต่ดั้งเดิมนับถือพระอาทิตย์ ถือกันว่าพระอาทิตย์เป็นต้นตระกูลของจักรพรรดิ ด้วยเหตุนี้ เมื่อสร้างธงชาติญี่ปุ่นเขาจึงใช้ดวงอาทิตย์เป็นเครื่องหมาย และเมื่อจะให้มีแสงกระจายออก เขาก็กำหนดให้มีแสงกระจายออกเป็น ๑๖ สาย ทำไมจึงต้องใช้ ๑๖ มีคำอธิบายในที่แห่งหนึ่งว่า ชาวญี่ปุ่นถือกันว่า เลข ๘ เป็นเลขที่มีมงคล เป็นเลขโชคดี การที่ทำให้แสงอาทิตย์ มี ๑๖ สายก็คือ ๘ สองครั้งนั่นเอง ทวีความเป็นมงคล และโชคดีเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และจากความคิดนี้จึงได้ทำตราดอกเบญจมาศ เป็น ๑๖ กลีบ เมื่อรวมความหมายของตรานี้แล้วก็จะเห็นว่า เป็นตราที่แสดงถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่งทั้งหลายดุจดังดวงอาทิตย์ และองค์จักรพรรดิ และคุณวิเศษของดอกเบญจมาศ ซึ่งหมายถึง ความยั่งยืนนั้น ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืนของราชวงศ์

เบญจมาศ มีชื่อตามภาษาพฤกษศาสตร์ว่า Chrysanthemum มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายร้อยชนิด รูปทรงของดอกและสีสันก็ต่างกันออกไป ในญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นพวกใหญ่ๆ ๓ พวกด้วยกัน คือ ชนิดดอกใหญ่ ดอกขนาดกลาง และดอกขนาดเล็ก ส่วนชื่อนั้น บางทีก็เรียกตามลักษณะของดอก อย่างเช่น แมงมุม เพราะดอกมีลักษณะเหมือนขาแมงมุม สำหรับในเมืองไทยเรานั้น ได้ยิน มาว่าแบ่งออกเป็น ๔ ประเภทคือ

๑. ประเภทกลีบดอกเป็นทรงหูหนู มีดอกขนาดปานกลางและเล็ก
๒. ประเภทกลีบดอกไม่เป็นทรงหูหนู กลีบสั้นบ้างยาวบ้าง แต่เป็นระเบียบ กลีบไม่ยุ่ง มีดอกขนาดใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๕ ซ.ม.
๓. ประเภทกลีบสั้นบ้างยาวบ้าง และหงิกงอไม่เป็นระเบียบ ขนาดดอกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๒ ซ.ม.
๔. ประเภทลักษณะดอกทรงกลม กลีบยาวขมวดกลม มีดอกขนาดกลม

เท่าที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของเบญจมาศตามเรื่องของจีนและญี่ปุ่น ในเมืองไทยเรานั้นมีบางท่านว่ามีเบญจมาศอยู่ ๒ ชนิด เรียกกันว่าเบญจมาศบ้านหรือเบญจมาศดอกขาว ว่าเป็นพันธุ์เดียวกับแป๊ะเก็กฮวยของจีน ดอกซ้อนเป็นกลีบเล็กๆ มีกลิ่นหอม ดอกขาวเกสรเหลือง อีกชนิดหนึ่งเรียกว่าเบญจมาศป่าเป็นต้นไม้จำพวกหญ้า ดอกสีเหลือง แต่ทั้งสองชนิดนี้จะเรียกชื่อเบญจมาศมาแต่ครั้งใดก็ไม่มีหลักฐาน เป็นเรื่องที่จะต้องสอบสวนค้นคว้าต่อไปอีก

ที่มา:ส.พลายน้อย