ชนิดของต้นโกสน

By -

โกสน

โกสน
เมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปีมานี้ ถ้าเราเดินเข้าไปในวัดจะเห็นต้นโกสนปลูกอยู่ตามหัวกระไดกุฏิพระบ้าง ตามข้างถนนภายในวัดบ้าง แต่ในปัจจุบันนี้ออกจะหาดูได้ยากหรือมีก็น้อยต้น เมื่อ ๘๐ ปีเศษมาแล้ว มีฝรั่งคนหนึ่งชื่อ คาร์ล บอค ได้เข้ามาเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เล่าไว้ว่าตามทางแยกมีต้นโกสนปลูกประดับไว้ เรื่องนี้เข้าใจว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นปรากฏว่าโปรดต้นไม้มาก ตามถนนหนทาง มักจะโปรดให้หาต้นไม้ต่างๆ มาปลูกประดับเพื่อความสวยงาม และให้เป็นที่ร่มเย็นแก่คนเดินถนนด้วย ตามความเข้าใจของนักเล่นต้นไม้ เข้าใจกันว่าโกสนเป็นไม้เก่าแก่ไม่แพ้กุหลาบ

สำหรับในเมืองไทยเรานั้น ชั้นแรกทีเดียวก็นิยมปลูกกันเฉพาะในวังเจ้านายและตามบ้านขุนนาง ภายหลังก็แพร่เข้าไปตามวัดหลวง ตามประวัติกล่าวว่าเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้สั่งโกสนมาจากอินเดีย เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๒๓ นับเป็นครั้งแรกที่จะมีการเล่นโกสนในเมืองไทย ในหนังสือตำนานไม้ต่างประเทศบางชนิดในเมืองไทย ของพระยาวินิจวนันดรได้กล่าวว่า โกสนหรือบางทีก็เรียกกันว่าโกรต๋น เป็นไม้ของมอลักกา และแอมบอยนา (เหล่าเกาะมลายู) และอาจเป็นของถิ่นอื่นๆ ที่ใกล้เคียงด้วย ชาวพื้นเมืองในถิ่นนั้นได้เริ่มปลูกกันมากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว

ท่านที่รู้จักต้นโกสน คงจะเห็นแล้วว่า ที่ใบของโกสนนั้นมีสีหลายสี เช่น เหลือง แดง เขียว ต้นเหตุที่จะมีสีเหล่านี้ มีนิทานพื้นเมืองของมลายูเล่ากันมาว่า

นานมาแล้วมีพระราชาองค์หนึ่งมีมเหสีสององค์มเหสีฝ่ายขวามีชื่อว่าซูไลขะ มเหสีฝ่ายซ้ายชื่อว่าไชนับ และตามธรรมดาของผู้หญิงก็มักจะมีความอิจฉาริษยากันเป็นธรรมดา นางไชนับก็เช่นกัน นางมีความอิจฉาริษยาซูไลขะเป็นอันมาก และหาโอกาสที่จะฆ่าเสีย คราวหนึ่งได้โอกาสเหมาะก็ผลักนางซูไลขะตกนํ้าตาย นางซูไลขะ ได้ไปเกิดเป็นปลา ต่อมาไชนับได้พบชาเรียผู้เป็นธิดาของนางซูไลขะ กำลังพูดอยู่กับปลา นางไชนับจึงจับปลาเอามากินเสียนางซาเรียได้เก็บเอากระดูกปลาไปฝังไว้ ในไม่ช้าก็มีต้นไม้งอกขึ้นมาจากหลุมที่ฝังกระดูกปลาไว้ (ต้นไม้นี้ตามต้นฉบับใช้ว่า Lime(ต้นไม้ชนิดนี้ทางมลายูก็ออกจะถือๆ กันอยู่ว่าเป็นต้นไม้ผีสิง) ซึ่งอาจจะหมายถึง ต้นมะนาวหรือต้นไม้อีกชนิดหนึ่งซึ่งมีดอกสีเหลือง ใบเหมือนใบโพ ซึ่งใช้เป็นไม้ประดับก็ได้ ถ้าเทียบกับทาง ไทยก็น่าจะเป็นต้นโพ จึงขอเรียกว่าต้นโพก็แล้วกัน) ซาเรียได้เอานํ้าไปรดคอยดูแลรักษาเป็นอย่างดี และต้นไม้นั้นก็พูดกับหล่อนเหมือนเมื่อครั้งที่เป็นปลา

เมื่อไชนับพบว่าแม่ของซาเรียได้มาเกิดเป็นต้นไม้อีก นางก็ตัดต้นไม้ทิ้งเสียแล้วเผาจนเป็นเถ้าถ่าน แต่ก่อนที่นางไชนับจะเผานั้น ซาเรียได้แอบเก็บเม็ดไว้ได้ และได้หลบไปปลูกไว้ที่กลางป่า แต่คราวนี้ไม่ได้งอกขึ้นมาเป็นต้นโพ กลับกลายเป็นต้นโกรต๋น ซาเรียไม่ได้กลับมาบ้านคงอยู่ในป่าที่ปลูกต้นโกรต๋นนั่นเอง และหล่อนก็ไม่มีความเดือดร้อนอะไร เพราะวิญญาณแม่ของหล่อน ช่วยคุ้มครองดูแลช่วยเหลืออยู่เสมอ

วันหนึ่ง อับดุล ชาห์ ราชาแห่งมลายูได้เสด็จออกมาล่าสัตว์ในป่าและ ได้พบกับซาเรีย หล่อนได้เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนมาอยู่ในป่า ให้พระราชาทรงทราบ และชี้ให้พระราชาได้ทอดพระเนตรต้นโกรต๋น ซึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว

“นี่คือมารดาของหม่อมฉัน เดี๋ยวนี้อยู่ในร่างของต้นไม้” ซาเรีย กราบทูล

ราชาอับดุล ชาห์ เกิดหลงรักซาเรียขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ จึงได้พาหล่อนกลับไปยังมลายู และได้นำเอาต้นโกรต๋นไปปลูกไว้ในพระราชอุทยานของพระองค์ด้วย บรรดาผู้ที่ได้มาเห็นต้นโกรต๋นต่างพากันสนใจในความงดงาม และพากันถามว่าได้มาจากไหน และทำไมใบของมันจึงมีลายหลายสีเช่นนั้น ซาเรีย ได้เล่าอธิบายว่าต้นไม้นี้ไม่มีชื่อและมีอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้น และตามความจริงก็เป็นแม่ของหล่อน การที่มีสีสันต่างๆ นั้นก็มีเหตุผลคือ ที่ใบมีสีทองก็มาจากผิวของแม่ซึ่งงดงามเหลืองอร่าม ส่วนที่มีสีแดงนั้นก็คือเลือดของแม่ ที่เป็นสีเขียวนั้นก็ไม่ใช่อะไร สีของน้ำที่ลึกจนมองเป็นสีเขียวนั่นเอง เพราะแม่ของหล่อนถูกนางไชนับผลักตกน้ำ

เมื่ออับดุล ชาห์ ได้ทรงฟังเรื่องราวที่ซาเรียอธิบายเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงเรียกหมอเวทมนต์มาและรับสั่งให้ชุบนางซูไลขะให้มีชีวิตขึ้นมาอีก หมอเวทมนต์จึงกราบทูลให้ทรงตัดกิ่งโกรต๋นออกกิ่งหนึ่ง แล้วจุ่มลงในนํ้ายาวิเศษที่เขาทำขึ้น เมื่อพระองค์ทรงกระทำตามนั้นก็ปรากฏว่า ภาชนะที่ใส่น้ำยาวิเศษได้แตกออกส่งกลิ่นหอมตลบ และมีร่างของนางซูไลขะยืนอยู่แทนที่ อับดุล ซาห์และนางซาเรีย ต่างชื่นชมยินดีเป็นอันมาก ภายหลังจากนั้นทั้งสองก็เข้าพิธีอภิเษกสมรส บิดาของซาเรียได้ส่งนางไชนับมาเป็นทาสของนางซาเรีย โดยตัดแขนเสียข้างหนึ่ง ขาข้างหนึ่ง หูข้างหนึ่ง ควักลูกตาออกข้างหนึ่ง และตัดจมูกออกเป็นการลงโทษ ส่วนต้นโกรต๋นต้นเดิมนั้นก็ยังคงอยู่ และขยายพืชพันธุ์ต่อมาจนทุกวันนี้ และมีชื่อเรียกในภาษามลายูว่า โปกอก ปูดิง

นิทานเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่าคล้ายกับเรื่องปลา¬บู่ทองของเรามากจะผิดเพี้ยนกันไปบ้างก็เป็นเรื่องของนิทานที่เล่ากันคนละแห่ง และเป็นที่น่าสังเกตว่าเรื่องทำนองนี้มีแพร่หลายมาก พม่า ลาว มอญ ก็เล่าคล้ายๆ กัน

ชื่อโกสนนี้เข้าใจว่าจะเพี้ยนมาจากโกรต๋น (Croton) ที่ได้เล่ามาข้างต้นนั้นเพราะเสียงตัว ต กับตัว ส มักจะเพี้ยนกันได้เช่น สะพาน ตะพาน ชื่อในภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า โคดิเอียม เวริอีเกตัม (Codiaeum veriegatum) นอกจากเรียกโกสนแล้ว บางทีก็เรียกว่า กรีกะสม, กรีสาเก แต่ส่วนมากเรียกโกสน มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายชนิด ซึ่งจะเห็นว่าลักษณะของใบแตกต่างกันออกไป เช่น

๑. ชนิดใบกลม เช่นใบขนุนปลายใบแหลมและป้าน ซึ่งนิยมเล่นกันว่าดี
๒. ชนิดใบเป็นแฉกๆ อย่างใบสาเก บางอย่างก็คล้ายหางปลา
๓. ชนิดใบเล็กละเอียดเป็นฝอย อย่างเช่น แซ่ม้า
๔. ชนิดใบยาวใหญ่ อย่างเช่นใบจิก
๕. ชนิดใบใหญ่เช่นใบแสงจันทร์
๖. ชนิดใบยาวไม่มีตะโพก เช่นพระยาฉันทันต์
๗. ชนิดใบยาว-ต่อ
๘. ชนิดใบเป็นเกลียว
๙. ชนิดใบยาวมีตะโพกใหญ่
๑๐. ชนิดใบยาวเดินสีต่างๆ แต่กัดเส้นกลางใบ
๑๑. ชนิดใบยาวเดินสีริมใบ
๑๒. ชนิดใบยาวขนาดกลางมีตะโพก
๑๓. ชนิดใบสั้น
๑๔. ชนิดใบตลก
๑๕. ชนิดไม้สีประหลาด ซึ่งมักจะเกิดจากไม้เพาะใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมกันในสมัยที่ตื่นโกสน

เท่าที่กล่าวถึงลักษณะใบโกสนไว้ด้วย ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ นอกจากแตกต่างกันในเรื่องรูปใบแล้วยังมีเรื่องสีอีก บางชนิดสีแดงเข้ม บางชนิดค่อนข้างเหลืองบางชนิดเขียว ชนิดไหนหายาก ราคาก็แพง และมักนิยมตั้งชื่อเรียกกันต่างๆ ในปัจจุบันนี้ หาที่แปลกๆ ดูได้ยากเสียแล้ว

ชมสวน
ข้าไหว้พระบาทผู้              อุดม
เชิญบพิตรเสด็จชม           ช่อ ไม้
อุทยานสำราญรมย์           สองราช แลพ่อ
สรรสนุก ไม้ไหล้               แหล่งเหล้นสองศรีฯ

พระชมการะเกดแก้ว         หอมหา ยากนา
หอมหื่นกลเกศา                 รวดเร้า
พระชมมุลิลา                      ลานสวาท
ชมดอกไม้เกี้ยวเกล้า        เพื่อนไท้แพงทองฯ

นางแย้มเหมือนแม่แย้ม    ยวลสมร
ใบโบกกลกวักกร               เรียกไท้
ช้องนางคลี่สร่ายขจร        โบกเรียก พระฤา
เชิญราชชมไม้ไหล้            กิ่งก้มถวายกร ฯ

นกหกจับแมกไม้               เรียงรัน
ร้องรี่รับขวัญขวัญ             ท่านท้าว
กระสากระสรวลศัลย์        ถึงราช
จับมสังแซ่งน้าว                คู่เคียงเรียงรมย์ ฯ
(พระลอ)

ที่มา:ส.พลายน้อย