ชนิดของต้นไทร

By -

ต้นไทร

ไทร
ในหนังสือวรรณคดี มักจะกล่าวถึงต้นไทรเสมอ บ้างก็กล่าวถึงความร่มรื่นของต้นไทร และใช้เป็นที่พักผ่อนหลับนอน เพราะต้นไทรมีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไปกว้าง บ้างก็กล่าวถึงรุกขเทวดาประจำต้นไทร อย่างเช่นในเรื่องอุณรุท ซึ่งสุนทรภู่ก็เคยกล่าวท้าวความไว้ในนิราศเมืองเพชรตอนหนึ่งว่า
“ลงวัดไทรไทรใหญ่ใบชอุ่ม
เป็นเซิงซุ้มสาขาพฤกษาศาล
ขอเดชะพระไทรซึ่งไชยชาญ
ช่วยอุ้มฉานไปเช่นพระอนิรุท
ได้ร่วมเตียงเคียงนอนแนบหมอนหนุน
พออุ่นอุ่นแล้วก็ดีเป็นที่สุด
จะสังเวยหมูแนมแก้มมนุษย์
เทพบุตรจะได้ชื่นทุกคืนวัน

ในหนังสือนิราศพระแท่นดงรัง ของนายมี หมื่นพรหมสมพัตสรก็กล่าวไว้อีกตอนหนึ่งว่า

“เห็นต้นไทรใหญ่โตรโหฐาน
สูงตระหง่านเงื้อมป่าพนาสัณฑ์
พี่หยุดยั้งนั่งนบอภิวันท์
พลางรำพันนึกในฤทัยปอง
คิดถึงเรื่องอุณรุทกับอุษา
พระไทรพาอุ้มสมภิเษกสอง
แล้วเทวาพาพรากมาจากน้อง
พระร่ำร้องหานางเหมือนอย่างเรา
พี่จากนุชสุดใจมาไกลนัก
ไม่เห็นพักตร์ทรามประโลมโฉมเฉลา
เห็นแต่ทิวทางเดินเนินลำเนา
ก็สร้อยเศร้าโศกาลาพระไทร”

พูดถึงพระไทรอุ้มอุณรุทไปร่วมแท่นกับนางอุษา ก็ทำให้นึกถึงนิทานพื้นเมืองของอินเดียเรื่องหนึ่ง เขาว่าเป็นเรื่องที่เริ่มมีการแต่งงานกันขึ้นเป็นครั้งแรก ตามเรื่องดูจะเกี่ยวข้องกับต้นไทรอยู่ด้วย จึงขอเล่าเพื่อรวมไว้ในที่เดียวกัน เรื่องมีอยู่ว่า

มะหะเด่ว มีน้องสาวอยู่องค์หนึ่ง แม้ว่านางจะเป็นสาวสวย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะกลัวอำนาจของพี่ชาย วันหนึ่งมะหะเด่วนึกในพระทัยว่า น้องสาวของเราก็โตพอที่จะแต่งงานได้แล้ว เราควรจะยกให้กับอรชุน ผูกเธอไว้กับคอของอรชุน แล้วเขาก็จะแต่งงานกับหล่อนเอง เมื่อคิดเช่นนี้แล้วมะหะเด่วก็ไปหาอรชุนพูดว่า “อรชุนแต่งงานกับน้องสาวของเราเถอะ” อรชุนก็ตอบว่า “ไม่ละ ฉันแต่งงานกับน้องสาวของท่านไม่ได้”

มะหะเด่วจึงไปที่บ้านของกามาร เอาพัดไม้ไผ่กับกระบุงมา แล้วผูกน้องสาวไว้ที่คอของอรชุน ให้ทั้งสองลงไปนั่งในกระบุง โดยหวังว่าทั้งสองจะได้แต่งงานกัน แต่อรชุนได้กระโดดออกมาแล้วพูดว่า “ฉันไม่ต้องการแต่งงานกับหญิงคนนี้” อรชุนได้มุดเข้าไปในโพรงต้นไทรที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ยอมโผล่ออกมา มะหะเด่วจึงบอกน้องสาวว่า “เอาขมิ้นกับนํ้ามันใส่เข้าไป เอานํ้าสาดเข้าไปมากๆ เอาพัดพัดเข้า” อรชุนถูกน้ำและถูกลมหนักๆ เข้าก็หนาว ทนไม่ไหวคลานออกมา แล้วพูดว่า “ตกลง ฉันยอมแต่งงานกับหล่อน อย่าทรมานต่อไปอีกเลย”

ทั้งสองได้แต่งงานกันโดยเดินเวียนรอบต้นไทร ๗ รอบ ตามเรื่องกล่าวว่านี่เป็นการแต่งงานครั้งแรกของมนุษย์ และได้ถือเป็นประเพณีต่อมา

นอกจากจะอาศัยร่มเงาของต้นไทรแล้ว บางทีก็ใช้เป็นที่ผูกชิงช้า เล่นด้วย สุนทรภู่เองก็เห็นจะเคยผูกชิงช้าเล่นที่ต้นไทร เช่น มีกล่าวไว้ในโคลงนิราศสุพรรณตอนหนึ่งว่า

บ้านไทรไทรใหญ่ย้อย   สร้อยไสว
คิดเช่นเล่นต้นไทร          แซ่ซ้อง
ผูกกิ่งชิงช้าไกว               แกว่งชัก เชือกเอย
เคยขี่พี่กับน้อง                 แนบเนื้อเจือใจ

ต้นไทรเป็นต้นไม้เก่าแก่ที่คนโบราณเคารพนับถือกันมาก ถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์มีเทวดาสิงสถิตอยู่ และพระพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งมีพระนามว่าพระดิสสะ ก็จะมาตรัสรู้ที่ต้นไทร ในเมืองไทยเราเองก็นับถือกันอยู่มาก บางแห่งจะเห็นพวงมาลัย ละครยกแขวนระเกะระกะไปหมด ในอินเดียและชวาก็นับถือต้นไทร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จประพาสชวาก็ได้ทรงสังเกตเห็น ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า

“อาลูนด้านเหมือสนามโรยทรายขนาดสนามหลวง จะย่อมกว่าสักหน่อยหนึ่ง มีต้นไทรที่เรียกว่า วาริงงิน อยู่กลางสนาม ๒ ต้น รายรอบสนามอีกรอบหนึ่ง ตัดใบรูปเหมือนกรรฉิ่ง ยอดก็ตัดให้แบนด้วย กลาง ๒ ต้นงามกว่าที่รายรอบ แต่เมื่อเข้าไปใกล้เห็นข้างในโหว่เหมือนร่มไม่มีเพดาน ก่อกำแพงแขกๆ ล้อมทุกต้น ว่าเป็นของอามังกุภูวโนที่ ๑ สุลต่านคนแรกปลูกไว้ ๑๕๐ ปีมาแล้ว มีชื่อเฉพาะทุกๆ ต้น เขาว่าเป็นฮิสไฮเนสบ้าง เป็นฮิสแอกซแลนซีบ้างทุกต้น อาลูนๆ นี้ เป็นธรรมเนียมข้างชวามาแต่โบราณ ถ้าจะสร้างเมืองแล้วต้องสร้าง อาลูนๆ ปลูกต้นไทรก่อน เพราะเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผีสิง ต้นไทรในเมืองชวานี้ผู้ใดจะตัด ไม่ได้ ถือกันว่ามักให้มีอันเป็นต่างๆ ถ้าเป็นเมืองหลวงที่ตั้งกราตน มีอาลูนข้างเหมือข้างใต้วังอยู่กลางๆ อาลูนๆ ปลูกต้นไทร ๒ ต้น ถ้าเป็นกาภูปตินทร์มีอาลูนได้แต่ด้านเดียว ปลูกต้นไทรได้แต่ต้นเดียว แต่ที่จะปลูกรายรอบนั้น ไม่ห้าม”

เรื่องที่ห้ามตัดต้นไทรเกรงว่าจะเดือดร้อนนั้น มีเล่าไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า มีต้นไทรต้นหนึ่งซึ่งเรียกว่า วาริงคิน พวกชวานับถือกลัวเกรงกันมาก เรสิเดนต์ตำบลใดตำบลหนึ่งจะตัดต้นไทร ใครห้ามก็ไม่ฟัง พอตัดลงแล้วเวลาคํ่าผีมาหลอกลูก ๒ คน เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ให้เห็นไปต่างๆ แล้วเอานํ้ามาสาดจนเปียกไปทั่วสิ้นทุกๆ วัน ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ผีก็ตามไปข่มเหง อยู่เช่นนั้น ครบ ๓ เดือนก็หายไปเอง

มีนิทานพื้นเมืองของอินโดนีเซีย ได้เล่าถึงประวัติต้นไทรและเหตุที่จะมีคนเคารพนับถือไว้ว่า

กาลครั้งหนึ่ง มีพระราชาในชวาพระองค์หนึ่ง ทรงมีโอรสที่เกิดจากพระมเหสีและเจ้าจอมมากมายหลายองค์ด้วยกัน โอรสองค์ใหญ่มีชื่อว่า ยาโมยายา เป็นผู้ที่มีรูปร่างสง่างาม นิสัยใจคอก็ดีมีคนรักมาก เรียกว่ามีคนรักกันทั้งเมืองทีเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอยู่อีกคนหนึ่งที่เกลียด คนนั้นก็คือเทวีอันดานา มเหสีองค์ที่สองนั่นเอง การที่นางเกลียดก็ไม่ใช่อะไรอื่น เป็นเพราะนางมีลูกผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งนางต้องการจะให้ได้ราชสมบัติสืบต่อจากราชสวามี ดังนั้น นางจึงใช้ความงามทำให้พระราชาหลงใหล แล้วขอให้มีรับสั่งให้ ยาโมยายาออกจากพระราชวังไปอยู่ที่ภูเขานอกเมือง โดยอ้างว่ามีคนพยายามจะฆ่า พระราชากำลังหลงก็มีรับสั่งให้โอรสออกจากวังไป ยาโมยายาเป็นลูกที่ดีก็ไม่ได้คัดค้านอย่างไร ยอมปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย เกสุโมผู้เป็นชายาของเจ้าชายก็ขอติดตามไปด้วย

แต่ในคืนวันหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทางนั่นเอง เทวีอันดานาก็ลอบเอายาพิษไปใส่ไว้ในเหยือกนํ้า เพราะหวังจะให้ตายเพื่อความคิดของนางจะได้แน่นอนขึ้น เจ้าชายไม่รู้ว่านํ้าในเหยือกมียาพิษก็เสวยเข้าไป เมื่อทั้งสองเดินทางไปได้ไม่ไกลเท่าไรนัก ยาพิษก็กำเริบรุนแรงขึ้น เจ้าชายก็สิ้นพระชนม์ นางเกสุโมผู้เป็นชายามีความเศร้าโศกเสียใจมากได้อ้อนวอนให้เทวดาอารักษ์ช่วยชีวิตของสามี ทันใดนั้นเทพกามา ยายา ซึ่งเป็นเทพคุ้มครองบ่าวสาวก็มาปรากฏกายให้นางเห็น นางก็ขอให้ช่วยชุบชีวิตสามี เทพกามา ก็ตอบว่าช่วยไม่ได้ แต่จะให้ยาโมยายามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไป โดยจะให้เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้ตรัสเช่นนั้นแล้ว ร่างของเจ้าชายยาโมยายาก็กลายเป็นต้นไม้ เทพกามาได้ตรัสต่อไปว่า

“นี่คือต้นไม้ศักดิ์สิทธ์ ซึ่งทุกๆ คนจะเรียกว่า ต้นวาริงเงน จะเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต่อไปชั่วกาลนาน ผลของต้นไม้นี้จะกระจายไปทั่วชวา จะแผ่พืชพันธุ์ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ จะต้องเคารพกราบไหว้ ใครก็ตามที่บังอาจมาโค่นล้มต้นไทร มันผู้นั้นจะต้องได้รับโทษป่วยเจ็บ ต้องรับเคราะห์หนักตลอดไปจนถึงลูกหลาน”

นี่คือต้นเรื่องที่จะมีต้นไทรหรือวาริงเงนหรือวาริงงิน ตามตำนานของอินโดนีเซีย

นอกจากเขาจะเชื่อกันว่าต้นไทรเป็นต้นไม้ที่มีผีสิงแล้ว เขายังถือเอาต้นไทรที่ปลูกไว้เป็นสำคัญนั้น เป็นต้นไม้สำหรับสังเกตเกี่ยวกับการตายของเจ้านายอีกด้วย เช่นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่ปลูกไว้ที่ฝังศพสุลต่านในวงศ์มายาพหิส เขาว่าถ้ากิ่งไทรข้างตะวันออกหัก เจ้านายและเชื้อวงศ์ข้างเมืองโซโลจะตาย ถ้ากิ่งข้างตะวันตกหัก เชื้อวงศ์ข้างเมืองยกยาจะตาย นี่ก็เป็นความเชื่อถือกันแปลกๆ อีกอย่างหนึ่ง (เรื่องการปลูกต้นไม้เสี่ยงทายของทางมลายูก็เห็นจะมีมาแต่โบราณเหมือนกัน เพราะเคยอ่านนิทานมลายูมีการปลูกต้นไม้เสี่ยงทาย อย่างในเรื่องขุนช้างขุนแผนที่ปลูกต้นโพธิ์ด้วย)

ในอินเดียเขาก็นิยมปลูกต้นไทรกันมากเหมือนกัน เพราะเขาถือว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเทพกาละ ซึ่งเป็นเทพองศ์เดียวกับที่เราเรียกกันว่าพระยมนั่นเอง แต่ในวรรณคดีของชาวตะวันออกเฉียงเหนือเรื่องท้าวขุนทึงกล่าวว่า พระอินทร์เป็นผู้นำต้นไทรลงมาปลูกไว้ ในหนังสือนั้นเรียกว่ามณีโครธ (เห็นจะออกจากคำว่านิโครธซึ่งหมายถึงต้นไทรนั่นเอง ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Indian Fig ชื่อในทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus Indica or Bengalensis ก็บ่งว่าเป็นไม้อินเดีย) ในหนังสือท้าว
ขุนทึงได้กล่าวพรรณนาถึงต้นไทรไว้ว่า

“มณีโครธ ไม้หิมพานต์งามสง่า ง่าหนึ่งเอนไปถํ้าบูรพาตะวันออก สุกบ่ไฮ้เอาได้ง่ายดาย แต่ว่ากินลงท้องเป็นลิงโตนไต่ ไผผู้มาพบพ้อกินแล้วแล่นหนี ง่าหนึ่งชี้ไปทางทิศตะวันตก ก็หากดูดกหลายก่ายกองนองล้น คันแม่นคนกินแล้วกลายเป็นนกเจ่าบินผ่านฟ้าหาได้บ่เห็น เป็นเพราะอินทราเจ้าเอาลงมาปลูก ไผผู้บุญมากล้นจึงมาพ้อพบเห็น ง่าที่เป็นยาชี้เมื้อบนเป็นหมาก หากว่ากินลงท้องเป็นท้าวผู้ดีลูกเอย”

ตามเรื่องเขาว่าต้นไทรซึ่งเป็นไม้ป่าหิมพานต์ต้นนี้ มี ๓ กิ่ง กิ่งหนึ่งเอนไปทางทิศตะวันออก ใครกินผลไทรกิ่งนี้เข้าไปจะกลายเป็นลิง กิ่งที่สองชี้ไปทางทิศตะวันตก ใครกินผลไทรกิ่งนี้จะกลายเป็นนกยาง ส่วนกิ่งที่สามชี้ขึ้นไปบนอากาศ ใครกินผลไทรกิ่งนี้ รูปร่างจะสวยงามเป็นผู้ดี

เมื่ออ่านเรื่องต้นไทรของอีสานเรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเรื่อง สิงหไกรภพของสุนทรภู่ เพราะในเรื่องนั้นได้กล่าวถึงต้นไม้วิเศษไว้ต้นหนึ่ง ซึ่งมีคุณวิเศษเหมือนอย่างนี้ คือบางกิ่งกินเข้าไปแล้วร่างกายก็กลายเป็นลิง บางกิ่งกินเข้าไปแล้วกลายเป็นงู บางกิ่งกินแล้วกลายเป็นนกแก้ว สุนทรภู่อาจจะทราบเรื่องเหล่านี้ดีก็เป็นได้

ในตอนต้นได้กล่าวไว้ว่า ในวรรณคดีอีสานพระอินทร์เป็นผู้นำเอาต้นไทรมาปลูกไว้ และว่าเป็นต้นไม้ของเทพกาละหรือพระยม แต่ตามตำนานของอินเดียบางแห่งก็กล่าวไม่ตรงกัน เช่นในที่บางแห่งว่า ต้นไทรเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระพรหมก็มี และบางแห่งก็ว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระนารายณ์ ที่กล่าวสับสนไม่ตรงกันเช่นนี้ เห็นจะเป็นเพราะว่า นามนารายณ์นั้นชั้นเดิมเป็นนามเรียกพระพรหมมาก่อน ได้ถูกแย่งเอาไปเป็นนามของพระวิษณุในภายหลัง เรื่องราวจึงดูสับสนกล่าวไม่ค่อยตรงกัน แต่อย่างไรก็ตามเขาก็เชื่อกันว่าต้นไทรเป็นต้นไม้ที่มีผีสิง เป็นที่พวกเวตาลอาศัยอยู่ กิ่งของต้นไทรใช้บูชาไฟ พวกผู้หญิงบูชาต้นไทรในวัน ๑๕ คํ่าเดือนเชษฐ (ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) เพื่อให้สามีมีอายุยืนยาว ในตำนานของพระนารายณ์ มีภาพพระนารายณ์นอนดูดนิ้วเท้า อยู่รูปหนึ่ง เขาว่าภาพตอนนี้พระนารายณ์ก็นอนอยู่บนใบไทรนี่เอง และถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของการไม่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ ต้นไทรจึงถือกันว่าเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนและไม่ตายไปด้วย

นอกจากในวรรณคดีแล้ว ในเรื่องชาดกต่างๆ ยังมีเรื่องต้นไทรเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่มากมาย แสดงว่าในอินเดียมีต้นไทรมากและเป็นที่รู้จักกันทั่วไป จะขอยกเรื่องในอรรถกถาชาดกมาเล่าให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง

ในสมัยที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงถือกำเนิดเป็นนกกระทาอยู่ในป่าหิมพานต์นั้น ได้อาศัยต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ครั้นต่อมาได้มีลิงและช้างมาอาศัยอยู่ด้วย ต่างตัวต่างอยู่กันมาช้านาน จนกระทั่งคราวหนึ่ง ทั้งสามได้หันหน้าเข้าปรึกษากันว่า เราก็อยู่ในที่เดียวกัน ไม่รู้ว่าใครจะอาวุโสกว่ากัน จึงไม่มีการเคารพยำเกรงกันเช่นนี้ไม่สมควร ขอให้เรามาสอบประวัติกันเถิด ใครอาวุโสกว่าก็จะได้เคารพผู้นั้น เมื่อปรึกษาตกลงกันแล้ว นกกระทาก็ถามช้างว่า ท่านรู้จักต้นไทรนี้ตั้งแต่เมื่อไร ช้างก็ตอบว่า เมื่อข้าพเจ้าออกจากท้องมารดา เดินตามมารดาออกหากิน มาพบต้นไทรนี้สูงเพียงแค่ท้องของข้าพเจ้าเท่านั้น ข้าพเจ้ายังเดินข้ามไปได้ ฝ่ายลิงได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า ถ้าเช่นนั้นต้นไทรที่ท่านพบตอนนั้นก็สูงมากแล้วสิ เพราะเมื่อข้าพเจ้ายังเป็นลิงเล็กๆ ได้มากับมารดานั้น ต้นไทรต้นนี้ยังสูงเพียงศีรษะข้าพเจ้าเท่านั้น ข้าพเจ้านั่งกับพื้นดินยังเก็บยอดไทรกินเป็นอาหารได้ เมื่อช้างและลิงแถลงเสร็จแล้ว นกกระทาจึงกล่าวขึ้นว่า ต้นไทรต้นนี้มีมาก่อนท่านทั้ง สองเกิดแน่ เพราะแต่ก่อนนี้ยังไม่มีต้นไทรที่ตรงนี้ มีอยู่ต้นหนึ่งก็
ไกลจากที่นี่มาก ข้าพเจ้าได้ไปเก็บผลไทรจากต้นนั้นกิน แล้วบินมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าได้ถ่ายอุจจาระลงไว้ ต่อจากนั้นไม่นานก็เกิดต้นไทรต้นนี้ขึ้น คือเกิดจากอุจจาระของข้าพเจ้านั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แหละ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าข้าพเจ้าแก่อาวุโสกว่าท่านทั้งสอง

ลิงและช้างเมื่อได้ฟังนกกระทาแถลงประวัติต้นไทรให้ทราบเช่นนั้นแล้ว ก็สำนึกได้ว่าตนมีอายุน้อยกว่านกกระทามาก จึงยอมยกนกกระทาขึ้นเป็นใหญ่ พากันเคารพกราบไหว้นกกระทา ตราบจนสิ้นชีวิต

เรื่องที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า เมื่อจะยกตัวอย่างอะไรที่จำต้องอ้างถึงต้นไม้แล้ว ก็มักจะอ้างเอาต้นไทร เพราะเป็นต้นไม้ที่รู้จักกันดี นอกจากนี้เราจะสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่า การที่ต้นไทรมีขึ้นมากในป่านั้น ก็เพราะนกกินผลไทรแล้วนำไปถ่ายทิ้งไว้ที่อื่น ทำให้มีต้นไทรงอกขึ้นแพร่หลายทั่วไป

ความจริงนั้น ต้นไทรมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่นไทรย้อย (Ficus Benjamina) ไทรใหญ่ (Ficus obtusifolia) และ ไทรกร่าง (Ficus Bangalensis) โดยเฉพาะไทรกร่างนี้มักจะมีปลูกกันมากตามวัดวาอาราม ทั้งนี้เห็นจะเนื่องมาจากมีใบหนาแข็งกลมกว้างประมาณ ๘-๑๐ เซ็นติเมตร ยาว ๑๐-๑๒ เซ็นติเมตรแผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตมาก ทำให้มีความร่มเย็นดีกว่าไทรชนิดอื่นๆ ในหนังสืออินเดียบางเล่มกล่าวว่า ไทรชนิดนี้เป็นไทรที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด และว่ายางหรือนํ้านม (milky juice) ของไทรชนิดนี้ทำยาแก้ปวดฟัน แก้โรคปวดในข้อได้ด้วย มีนิทานเล่าถึงสาเหตุที่จะมีใบใหญ่กว่าไทรชนิดอื่นและมีนํ้านมไว้ว่า

เมื่อโลกสร้างขึ้นใหม่ๆ ดวงอาทิตย์ส่องแสงกล้ามาก พวกมนุษย์ร้อนเหลือทน ไม่มีร่มไม้จะพักอาศัย ในครั้งนั้นนิรันตาลี (พระ¬แม่เจ้าของพวกคอนด์) ได้นำเอาเมล็ดไทรลงมายังโลกมนุษย์ด้วย พวกมนุษย์จึงเอาผลไทรปลูกไว้ที่หน้าบ้าน ภายใน ๑๕ วัน ก็งอกเป็นต้นขึ้นมา พอครบ ๔ ปีก็มีต้นใหญ่ แต่ในสมัยนั้น ใบไทรยังเล็กมาก ไม่ทำให้เกิดร่มเงาพอแก่ความต้องการ นิรันตาลีจึงดึงใบให้ขยายกว้างออก และดึงกิ่งให้โน้มต่ำลงมา ต้นไทรก็เลยมีใบใหญ่ให้ร่มเงาได้ดีมาตั้งแต่ครั้งนั้น

ในสมัยที่กล่าวนี้ อาหารยังไม่สมบูรณ์ พวกมนุษย์ขาดแคลนอาหาร นิรันตาลีจึงบอกกับต้นไทรว่า “เอานมของเจ้าเลี้ยงคนเหล่านี้” ต้นไทรจึงตอบว่า “ในตัวฉันมีแต่เลือด นํ้านมมีที่ไหนกัน”

นิรันตาลีได้ฟังเช่นนั้นจึงเอาขวานฟันต้นไทรแล้วพูดว่า “จงมีนมออกมา” นํ้านมก็ไหลออกมาจากรอยที่ถูกฟัน พวกมนุษย์ก็เลยได้อาศัยนํ้านมต้นไทรกิน จนกระทั่งมีข้าวเกิดขึ้นในโลก

แต่อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์ได้ลงความเห็นกันว่า ต้นไทรเป็นพันธุ์ไม้ที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก หรือจะกล่าวอีกทีหนึ่งว่าเป็นต้นไม้คู่โลกมาก็ได้ และการที่ไม่สูญพันธุ์ไปเหมือนไม้บางชนิดนั้น ก็ด้วยความง่ายในการดำรงชีวิตของมันนั่นเอง ขึ้นง่าย ตายยาก เป็นคุณสมบัติของไม้ชนิดนี้

ท่านที่เคยไปเห็นต้นไทรงามที่พิมาย คงจะสังเกตเห็นแล้วว่า รากของต้นไทรที่ห้อยย้อยลงมานั้นได้กลายเป็นต้นค้ำจุนทวีขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นจึงเป็นไม้ตายยาก อันดวงตราของธนาคารออมสิน เป็นรูปโล่โสภิณนั้น ก็มีรูปต้นไทรย้อยอยู่ด้วย เมื่อมานึกถึงคุณสมบัติ ของต้นไทรแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายดีมากทีเดียว

นิราศไม้
สวาดพฤกษ์รลึกประเล่ห์สวาท    วรราชสวามี
ไม้รักเหมือนรักนฤบดี                  ศวรร้างเสน่ห์นาน

สละไหล้ดังไคลสละบำราส        ยุคลบาทนราบาล
ระกำกอก็ส่อกลบันดาล              อุระช้ำระกำทรวง

กระทุ่มทุมก็เทียบกรกระทุ่ม        อุระรุมระด่าวดวง
แดเดือดบเหือดทุกขรลวง            ระลุงเศร้ากำเดาศัลย์

เฌอตูมเช่นตุมหัตถประหาร        ดุระปานจะครากครัน
โศกสมดังโศกนิจนิรัน-                ดรว่างบรางมี

พันลอกอันออกอัคนิชื่อ        ดำริห์คือดังอัคคี
โศกเผาระเร้าดุรฤดี                บมีดับเทวษวาย

สายหยุดแลหยุดสุคนธรส          ระรื่นหมดเมื่อยามสาย
กระสันโศกพิโยคทุกขฤคลาย    แลบหยุดสักเวลา

สุกกรมจะกรมสุขบควร        แต่คระหวนคระโหยหา
ทุกข์กรมระบมจิตรนิรา        บทเรศนเรนทร

สะท้อนเทียรรันทมทุกขแลข้อน    อุระสะท้อนฤทัยถอน
ถวิลราชจักขาดกมลมรณ์               บมิรอดดำรงชนม์
สมุทรโฆษคำฉันท์

ที่มา:ส.พลายน้อย