ชนิดของมะลิ

By -

มะลิซ้อน
นักเลงเล่นพระเขาบอกว่า ถ้ามีพระสมเด็จละก็ควรเอาดอกมะลิบูชาอบร่ำไว้จะถูกต้องตามตำรา และจะเพิ่มความขลังขึ้นด้วย บางคนก็ใช้ดอกมะลิบูชาพระพุทธรูปอื่นๆ ด้วย เพราะเห็นเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอมชื่นใจดี ทางสภาวัฒนธรรมแห่งชาติก็ได้เคยบัญญัติให้ใช้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ของแม่ ทางอินเดียก็ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของเขาเหมือนกัน เทพเจ้าของอินเดียบางองค์เช่นพระนารายณ์ก็ว่าต้องใช้ดอกมะลิ เพราะเป็นดอกไม้ประจำองค์ เวลาสรงสนานเทวรูปนารายณ์ต้องเอาดอกมะลิลอยในน้ำที่จะสรงรวมกับใบไม้อื่นๆ เช่นหญ้าแพรกและใบมะตูม

มะลิเป็นไม้ที่ไม่ใช่ของพื้นเมืองของไทย เข้าใจกันว่าจะมา จากประเทศจีนตอนใต้ หรือจากประเทศอินเดีย ในเมืองไทยเรามีอยู่หลายชนิด เช่นมะลิลา มะลิซ้อน มะลิวัลย์ มะลิถอด ลักษณะของดอกไม่เหมือนกัน อย่างมะลิซ้อนก็มีกลีบซ้อนกันหนาเหมือนอย่างดอกดาวเรือง ส่วนมะลิถอดก็มีลักษณะเหมือนเอาดอกมะลิลา ซึ่งมีกลีบชั้นเดียววางซ้อนกันขึ้นไป และจะถอดออกมาได้เป็นดอกๆ จึงเรียกกันว่ามะลิถอด

เรื่องชื่อมะลิก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าศึกษา บางท่านว่าคำว่า มะลิ น่าจะมาจากคำว่า มัลลิกา (Malika) บางทีเรียกว่า ติณสูล แปลว่า มะลิซ้อน (Arabian Jasmine) ซึ่งเป็นภาษาแขก ทางฝรั่งเรียกไม้พันธุ์นี้ว่า ยัสมิน (Jasmine) ส่วนทางมอญปรากฏว่าเรียกแบบเดียวกันกับไทย แต่ภาษาไทยอัสสัมเรียกว่า ม็อกเข่าแต็ก คือดอกข้าวตอก ซึ่งนับว่าเข้าทีดี เพราะมีสีขาวเหมือนข้าวตอก ถ้าจะว่าไทยรับมาจากอินเดียก็น่าจะว่ามาจากคำมัลลิกา แต่ครั้นหันไปดูทางจีน ว่าเขาเรียกว่าอะไร ก็ยิ่งน่าคิดเพราะเขาเรียกมะลิว่าม๊วดหลี ดูใกล้กับไทยเหมือนกัน จึงทำให้น่าคิดว่าไทยจะรับมาจากทางไหนกันแน่ และจีนกับอินเดียจะถ่ายทอดกันหรือเปล่า แต่มีบางท่านให้เหตุผลว่าคำยัสมินของฝรั่งมาจากคำอาหรับว่า ยาสมีน และสันนิษฐานว่ามะลิจะเพี้ยนมาจาก จะเมลี ซึ่งหมายถึงดอก

เรื่องดอกมะลิของจีน ตามที่พระเจนจีนอักษรแปลมาจากหนังสือจีน ทำให้ได้ทราบถึงความนิยมของจีนในสมัยโบราณเป็นอันมาก จะขอคัดมาให้พิจารณาด้วยดังนี้

พืชพรรณม๊วดหลีมีในแขวงประเทศปอซือ (ปาซี) พวกชาวประเทศซึ่งอยู่ชายทะเลหลำไฮ้ (ทะเลฝ่ายทิศหัวนอน) ได้เอาพืชพรรณม๊วดหลีไปเพาะปลูกเรียกว่าไหน

เมื่อครั้งวงศ์จิ่น (ลำดับกษัตริย์วงศ์จิ่น จำนวนปีในรัชกาลซึ่งตรงพุทธศักราชมีอยู่ในเรื่องดอกหลัง) ชาวชนในเมืองหลวงเอาดอกม๊วดหลีปักผมถือว่าเป็นมงคล

วงศ์โส่งระหว่างแผ่นดินเขียนต๋าว (พระเจ้าเห่าจงฮองเต้เถลิงราชสมบัติปีกุ่ยบี้ ตรงปีมะแมจุลศักราช ๕๒๕ ปี ลำดับกษัตริย์ที่ ๑๑ ในวงศ์โส่ง ขนานนามแผ่นดินว่า หลงเฮง, เขียนต๋าว, ตุนฮี พระเจ้าเห่าจงฮองเต้รับสั่งให้เจ้าพนักงานปลูกต้นม๊วดหลีที่ข้างกิ่มตังปี้ซู้เกง (ตำหนักประทับฤดูร้อน) ไว้เป็นอันมาก ถึงฤดูร้อนพระเจ้าเห่าจงฮองเต้ก็เสด็จไปประทับที่กิ่มตังปี้ซู้เกง เวลากลางคืนลมพัดกลิ่นดอกม๊วดหลีหอมตรลบ พระเจ้าเห่าจงฮองเต้รับสั่งแก่เจ้าพนักงานว่า ดอกม๊วดหลีนี้กลิ่นหอมยิ่งนัก

แขวงเมืองกวางจิว (ฮกเกี้ยน) ที่ตำบลแห่งหนึ่งมีพืชพรรณม๊วดหลี กับพืชพรรณสู่เฮียงเป็นอันมาก ดอกสู่เฮียงนั้นคล้ายดอกม๊วดหลี แต่กลิ่นดอกสู่เฮียงไม่หอมถึงดอกม๊วดหลี

จากเรื่องในตำนานของจีน ทำให้เราทราบว่าในเมืองจีนสมัย¬ก่อนนิยมดอกมะลิกันมาก และบางครั้งถือเป็นดอกไม้มงคลไปด้วย ประโยชน์ของดอกมะลิในเมืองไทยเรานอกจากจะใช้ร้อยพวงมาลัยบูชาพระ และปลูกไว้ในบ้านเพื่อดมกลิ่นอันหอมชื่นใจแล้วก็ใช้ทำนํ้ากระสายยาอีกด้วย

ในพิธีบางอย่างของโบราณก็ใช้ดอกมะลิ เช่นเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ(พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระนามเดิมว่าแจ่ม สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๕๐) ทรงพระประชวรก็ได้จัดพิธีเพื่อจะบำบัดพระโรค ปรากฏในร่างรับสั่งตอนหนึ่งว่า

“จงวงสายสิญจน์ให้รอบในปริมณฑลที่กระทำนั้น จงเอาดอกมะลิซ้อนวันแรก ๑๐๘ ดอก วันกลาง    ๒๑๖ ดอก วันสุด ๔๓๒ ดอก ให้เลือกที่ตูมแย้มจะใกล้บานในเพลาเดียวกัน เมื่อพระสงฆ์นั่งปรกหนึ่ง สวดทิศละ ๕ รูป ๔ ทิศ ๒๐ รวม ๒๑ รูป สวดสามภาณ มหากัสสป โมคคัลลานะ จุนทคิริมานนท์ เพลาเดียวให้จบ แล้วให้สวดตั้งแต่โมสปริต (เห็นจะโมรปริต) ไปจนจบพระปริต แล้วสวดพระสักกัตวา ทิศละเจ็ดพันสวด ๔ ทิศ วันหนึ่งสองหมื่นแปดพัน สวดสามวันเป็นแปดหมื่นสี่พันจบ เมื่อพระสงฆ์สวดเคารพสิ้นแสงพระอาทิตย์แล้ว ให้พระสงฆ์นั่งปรกอธิษฐานเฉพาะพระพุทธรูป จึงเอาดอกมะลิปรายลง ๑๖ ครั้ง เมื่อปรายดอกมะลินั้น ให้บริกรรมด้วยสุคโต”

คนไทยเราแต่โบราณยังมีเคล็ดอยู่อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับต้นมะลิ คือถ้าดอกมะลิกำลังตูมอยู่ เขาห้ามหญิงมีระดูไปเก็บหรือเดินเฉียดเข้าไปเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ต้นมะลิต้นนั้นเหี่ยวเฉาเป็นด้วงแมงไป เป็นเรื่องที่เจ้าของสวนมะลิถือกันมาก

การถือเช่นนี้เห็นจะได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะในตำราของฮินดูถือว่าในระหว่างที่มีระดูนั้นกำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่าไม่สะอาด มีข้อห้ามมากมาย เมื่อถือว่าดอกมะลิเป็นดอกไม้สำคัญจึงห้ามแตะต้อง

ที่มา:ส.พลายน้อย