ชนิดของอินทผลัม

By -

อินทผาลัม
เมื่อเราอ่านหนังสือนิทานของอินเดียและเปอร์เซีย เรามักจะพบว่าพวกพื้นเมืองนั้นๆ จะนำอินทผลัมติดตัวไปด้วย ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็มักจะต้องมีอินทผลัมเป็นเสบียงที่ขาดไม่ได้ทีเดียว บางทีก็มีปรากฏว่าพวกเดินทางไปพักแรมหรือพักร่มที่ใต้ต้นอินทผลัม แต่ในวรรณคดีของไทยที่กล่าวถึงอินทผลัมนั้นไม่ค่อยมี เพราะต้นไม้ชนิดนี้ไม่ใช่ของไทย ได้อ่านพบมีอยู่แห่งหนึ่งในหนังสือ “รำพันพิลาป” ของสุนทรภู่ แต่ก็เป็นเรื่องฝันๆ ทำนองว่าพาชู้รักลงเรือไปถึงเมืองมังกล่า (เบงกอล) ได้มีกล่าวถึงอินทผลัมไว้ว่า

“นอกกำแพงแขวงเขตประเทศถิ่น
เป็นสวนอินทผาลัมทับน้ำหวาน
รองอ่างไว้ใช้ทำแทนน้ำตาล
ต้องแต่งงานขันหมากเหลือหลากจริง
ถึงขวบปีมีจั่นทำขวัญต้น
แต่งเหมือนคนขอสู่นางผู้หญิง
แม้นถึงปีมีลูกใครปลูกทิ้ง
ไม่ออกจริงจั่นหล่นลำต้นตาย”

อ่านดูแล้วจะเห็นว่าสุนทรภู่มีความรู้เรื่องต้นอินทผลัมดีทีเดียว คือรู้ถึงความเชื่อถือและพิธีรีตองที่เกี่ยวกับต้นอินทผลัมด้วย ชะรอยสุนทรภู่คงจะได้ความรู้จากพวกแขกก็เป็นได้ และในระยะที่สุนทรภู่แต่งรำพันพิลาป (พ.ศ. ๒๓๘๕) นั้น ผลอินทผลัม และต้นอินทผลัมก็คงจะมีแล้วในกรุงเทพฯ หรือมีการซื้อกันบ้างแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะมีกล่าวไว้ในหนังสือตำนานไม้ต่างประเทศบางชนิดในเมืองไทย ของพระยาวินิจวนันดรตอนหนึ่งว่า

“ต้นอินทผลัม เป็นไม้ของอาฟริกาภาคเหนือ และเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ มีปลูกกันบ้างเป็นไม้แปลกๆ ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมือง จะเข้ามาเมืองไทยครั้งใดไม่ทราบ เจ้าคุณพจน์ปรีชาว่าเมื่อ ราว ๖๐ ปีมาแล้ว(หนังสือเล่มนี้พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ฉะนั้นจึงเพิ่มจำนวนปีขึ้นอีกถ้าต้องการทราบถึงปีปัจจุบัน)เคยเห็นในกรุงเทพฯ อยู่ ๒ ต้น คือ ต้นหนึ่งที่ เกาะหน้าวัดแจ้ง(เกาะหน้าวัดแจ้งหรือวัดอรุณราชวราราม บัดนี้ไม่มีแล้ว เป็นเกาะเล็กๆ มีศาลาปลูกอยู่หลังหนึ่งกับต้นอินทผลัม มีรูปถ่ายอยู่ในหนังสือเรื่อง “บางกอก” ของ ส.พลายน้อย) อีกต้นหนึ่งที่วัดพระแก้ว เวลานั้นต้นสูงถึงคอ ราว ๑๐ ศอก หรือ ๓ วา และตกผลแล้ว เจ้าคุณพจน์ฯ สันนิษฐานว่า บางทีพวกแขกจะเอาเข้ามาจากเมกกะในสมัยรัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔) ทางภาคพายัพก็มีปลูกกันมานานกว่า ๔๖- ๔๗) ปีมาแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ผลอินทผลัมคนไทยรู้จักกันมานานแล้ว ปรากฏในหนังสือจดหมายเหตุหลวงอุดมว่า ใน พ.ศ. ๒๓๘๒ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงรับสั่งให้เอาผลอินทผลัมหนัก ๖๐ หาบ บรรทุกเรือใบมัจฉานุจากกรุงเทพฯ ไปให้เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์ แม่ทัพใหญ่ซึ่งไปปราบแขกในเมืองไทยวิวาทกันเอง’’
อินทผาลัม1
อินทผลัมที่เอาเข้ามาขายในเมืองไทยเป็นอินทผลัมที่สุกแล้ววางทับกันจนมองไม่เห็นรูปร่างเดิมว่าเป็นอย่างไร แต่ได้เคยอ่านนิทานพื้นเมืองของอินเดียเขาว่ารูปร่างของผลอินทผลัมนั้นเหมือนนมคนแก่ เหตุที่จะเป็นเช่นนั้นเขาเล่าว่าครั้งดึกดำบรรพ์มีหญิงคนหนึ่ง ชื่อ มาลยวัน บูรหิ ได้เอาหน้าอกไปถูกับต้นอินทผลัม จึงทำให้ผลอินทผลัมที่ออกมามีลักษณะเหมือนอกที่เหี่ยวๆ แบนๆ ของแกไปด้วย ที่สุนทรภู่กล่าวว่า “ถึงขวบปีมีจั่นทำขวัญต้น แต่งเหมือนคนขอสู่นางผู้หญิง” นั้น ก็เป็นความเข้าใจอีกอย่างหนึ่งของอินเดีย คือเขาถือกันว่าต้นไม้ที่มีลูกนั้นเป็นเพศหญิง อย่างไทยเราก็เรียกต้นไม้ว่ามีตัวผู้ตัวเมีย ต้นไม้ที่มีลูกมากๆ พวกแขกชอบทำพิธีแต่งงานด้วย (อย่างเช่นต้นหมาก ต้นกล้วย) เพราะแขกชอบมีลูก (โดยเฉพาะลูกผู้ชาย) ต้นอินทผลัมก็มีลูกมาก คงจะเข้าตำรา เดียวกัน

อินทผลัม เท่าที่เคยมีในเมืองไทยนั้นกล่าวกันว่ามีอยู่ ๒ ชนิด มีชื่อในทางพฤกษศาสตร์ว่า ฟีนิกส์ แด๊คติลิเฟอรา (Phoenix dactyl ifera) อย่างหนึ่ง และมีชื่อว่า ฟีนิกส์ ซิลเว็สตริส (Phoenix sylvestris) อีกอย่างหนึ่ง แต่อย่างหลังนี้บางทีก็เรียกกันว่า อินทผลัมไทย ในหนังสือตำนานไม้ต่างประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น ได้อธิบายไว้ว่า

“ต้นอินทผลัม เป็นปาล์มจำพวกแป้งของไทยนอกจากต้นอินทผลัม ยังมีปลูกในเมืองไทยอยู่อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับต้นอินทผลัมมาก และเรียกโดยชื่อเดียวกัน ไม้นี้มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า ฟีนิกส์ ซิลเว็สตริส (Phoenix sylvestris) เป็นไม้ของอินเดีย และนักพฤกษศาสตร์บางคนเชื่อว่า เป็นต้นตอของต้นอินทผลัม ไม้ชนิดนี้ใบโค้งๆ ออกเป็นพุ่มกลมๆ ส่วนต้นอินทผลัมมีใบออกตั้งๆ ใบย่อยกับทางใบ ต่อกันเป็นมุมแคบมากและมักมีหน่อขึ้นรอบๆ โคนต้น ไม่ทราบว่าได้เข้ามาเมือง ไทยแต่เมื่อใด อาจมาก่อนอินทผลัมก็ได้”

อินทผลัมไทยหรือฟินิกส์ ซิลเว็สตริส เป็นไม้ที่ปลูกกันแถวปันจาบและเบงกอลมากเพื่อทำนํ้าตาล พวกอารยันสมัยโบราณมีนิทานเล่าถึงต้นกำเนิดของอินทผลัมเรื่องหนึ่ง เขาว่ากาลครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งตั้งตัวเป็นปราชญ์ไม่ยอมเคารพเซ่นสรวงเทวดา ซึ่งทำให้พระอินทร์กริ้วโกรธลงโทษตัดร่างของเขาออกเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้สุนัขป่ากิน สุนัขป่ากำลังหิวจัด ก็ขบกะโหลกศีรษะแตกออกเป็นชิ้นๆ แล้วเขี่ยกระจายไปตามพื้นดิน ต่อมาชิ้นกะโหลกศีรษะเหล่านั้นก็มีรากและเจริญงอกงามขึ้นเป็นต้นไม้ที่เราเรียกกันว่า ต้นอินทผลัม เขาว่าที่อินทผลัมมีใบเป็นพุ่มกลมๆ นั้นก็คือลักษณะผมของชายคนนั้น

ชื่ออินทผลัมนี้ บางท่านว่าเป็นชื่อไทยๆ เรานี่เอง คือแปลว่าผลไม้พระอินทร์ ครั้นถามท่านว่าทำไมเรียกอย่างนั้น พระอินทร์มาเกี่ยวข้องอะไรด้วย บางท่านก็รับว่าแปลไปตามรูปศัพท์ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงเรียกอย่างนั้น แต่บางท่านก็นึกเดาเอาว่าเป็นต้นไม้สูง พระอินทร์อยู่บนฟ้าสูงเช่นเดียวกับต้นอินทผลัม จึงเรียกเช่นนั้น บางท่านก็ว่าจะมาจากคำ อินเดียปาล์มกระมัง คือเป็นต้นไม้มาจากอินเดียเรียกเร็วๆ ก็เลยเป็นอินทผลัมไป นี่เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ทางภาษาท่านให้ความเห็นไว้ในส่วนตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่กล้าที่จะตัดสิน เพราะไม่ทราบที่มาอย่างแจ่มชัด แต่เผอิญผู้เขียนได้ไปรู้จักกับชาวทมิฬคนหนึ่งที่ญี่ปุ่น นึกถึงเรื่องชื่ออินทผลัมได้จึงถามเขาดู เขาบอกว่าในอินเดียภาคใต้คือทมิฬเรียกอินทผลัมว่า llanda Palam คำว่า llanda นั้นเป็นชื่อของผลไม้ชนิดนี้ ส่วน Palam หมายถึงผลรวมความว่าลูก llanda นั่นเอง เมื่อฟังเขาอธิบายก็นึกว่าอินทผลัมของเราอาจจะเพี้ยนมาจาก llanda Palam ก็ได้

ครั้นต่อมาได้อ่านความเห็นเกี่ยวกับชื่ออินทผลัมอีกหลายแห่ง เห็นกล่าวไว้ต่างๆ กัน ดูจะยุติได้ยาก จะขอยกตัวอย่างของท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง คือ ท่านอาจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องนี้ได้เขียนเล่าไว้ว่า

“ผลไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งแต่แรกเริ่มเดิมทีเราได้มาจากทวีปแอฟริกา แล้วเราก็เรียกเป็นภาษาไทยว่าผลอินทผลัม คำนี้ทำให้ข้าพเจ้างงมานานแล้วว่าเป็นภาษาอะไรกันแน่ แต่ถ้าสังเกตจากคำว่าผลัมข้างท้าย ก็ควรจะสันนิษฐานได้ว่าผลัมนี้ก็คือคำว่า “ผล” เมื่อเอานฤคหิต ติดเข้าไปด้วยแล้วอ่านตามภาษาทมิฬได้ว่าผลัม แปลว่าผลไม้นั่นเอง ส่วนอินทนั้นจะเกี่ยวกับพระอินทร์ หรือเป็นผลไม้ที่พระอินทร์นำมาโปรดก็ได้กระมัง เพราะว่าถ้าเราเดินทางมาในกลางทะเลทราย ตุหรัดตุเหร่มะงุมมะงาหราอาหารกินไม่ได้มาหลายวันแล้ว เมื่อมาถึงที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเรียกว่า oasis ซึ่งเป็นเสมือนเกาะกลางทะเลทราย มีบ่อนํ้าหรือนํ้าพุที่ไหลรินๆ ออกมา และรอบบริเวณนํ้าพุนั้นเป็นดงอินทผลัม ผู้เดินทางที่โหยหิวก็คงจะรู้สึกเหมือนกับว่าพระอินทร์มาโปรดตนก็ได้ เลยแสดงความปรีดาปราโมทย์ กตัญญูกตเวทีพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงประทานผลไม้ขึ้นมาถึงกับตั้งชื่อผลไม้ที่ทำให้ตนรอดชีวิตได้นั้นว่า เป็นผลไม้แห่งพระผู้เป็นเจ้าก็เป็นได้ แต่นี่ก็คือความฟุ้งซ่านของผู้ที่กระเดียดจะเป็นนักกวีไปเท่านั้น ข้าพเจ้าได้ลองไปค้นคว้าถามไถ่ทั้งจากตำราและจากปากคำ ในที่สุดได้ความว่าชื่ออินทผลัมนี้หาเกี่ยวข้องกับพระอินทร์พระพรหมอะไรที่ไหนไม่ ที่จริงคำนี้เป็นคำผสมจากคำว่า “หิน-ตาล-ผล” คือคำว่า “หิน” นั้นเป็นคำเดียวกับคำที่เราเรียกพุทธศาสนิก บางกลุ่มเรียกนิกายเถรวาทของเราว่าเป็นนิกายตํ่าต้อย เป็นยานที่คับแคบไม่สูงส่งเป็นหินยานนิกายไป ส่วนคำว่า “ตาล” นั้นเหมือนต้นตาลของเรา เพราะคำว่าตาลก็เป็นปาล์มชนิดหนึ่ง “หินตาล” ก็คือ ต้นตาลอย่างเลวๆ เมื่อ “หิน-ตาล-ผล” ผสมกันเข้าแล้ว อ่านให้ลิ้นรัวเป็นแขก และตัดสั้นลงมาก็คงเหลือแต่ “อินทผลัม” นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเป็นการนำเอาอย่างที่ในนิทานกระทู้ท่านว่า เอาโข่งทั้งห้ามาตั้งเป็นปริศนาหรือเปล่าก็ยังไม่แน่นัก”

อินทผลัมที่ขายกันตามตลาดในอินเดีย เขาว่าแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
๑. ชนิดแห้งที่เรียกกันว่า ชโหหารา อย่างนี้ใช้เป็นยาบำรุง หรืออาหารบำรุงอย่าเหนึ่ง
๒. อินทผลัมชนิดดีที่สุดเรียกว่า ฆรา-เขจุระ มีรสหวานมาก ถือกันว่าเป็นอาหารที่ดีของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค
๓. ชนิดราคาถูกเนื้อเหนียว เรียกกันว่า ปิณฑิเขจุระ

ต้นอินทผลัมสูงตั้งแต่ ๕๐-๑๐๐ ฟุต แต่ตามปกติแล้วมักจะสูงระหว่าง ๖๐-๘๐ ฟุต ลำต้นตรงแข็ง ทางใบยาวตั้งแต่ ๖-๑๒ ฟุต เขาพรรณนาไว้ว่าเวลาลมพัดมาจะทำให้ใบเหล่านี้มีเสียงเหมือนเสียงดนตรี

พูดถึงในด้านประโยชน์ของอินทผลัมก็มีมาก ผลอินทผลัมใช้เป็นอาหารประจำวันของคนนับล้าน นํ้าอินทผลัม (ทำนองนํ้าจากงวงตาล งวงมะพร้าว) ก็ใช้ทำเหล้า ผลที่หล่นเละไปแล้วก็ใช้เลี้ยงอูฐ เส้นใยของใบก็เอาไปใช้ทำเชือก ลำต้นก็ใช้ทำเสา ใบใช้ทำแปรง ทำเสื้อถักทำถุงหรือกระจาดตะกร้า ชีวิตของชาวอียิปต์ ในสมัยโบราณได้ประโยชน์จากต้นอินทผลัมอย่างมากทีเดียว สถานที่ต่างๆ ที่มีปรากฏในคัมภีร์ไบเบิลก็มีอยู่หลายแห่ง ที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับอินทผลัมอย่างที่เจริโกก็ว่าเป็นเมืองอินทผลัม ฮาเซซอน-ตามาร์ ก็ว่าหมายถึงต้นอินทผลัมล้มเป็นต้น

ที่มา:ส.พลายน้อย