ชะเอม

By -

คำ “ชเอม” หรือที่ปัจจุบันเขียนเป็น “ชะเอม” นั้น มาจากคำ “เฌอเอม” ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า “ต้นไม้ที่มีรสหวาน”

ชะเอมที่ใช้ในยาไทยมีทั้งชนิดที่เป็นไม้ไทยและไม้เทศ

ชะเอมเทศ ชะเอมเทศ
ได้จากรากและลำต้นใต้ดินที่แห้งของพืชในวงศ์ Leguminosae ในสกุล Glycyrrhiza หลายชนิด ที่สำคัญมี ๓ ชนิด คือ

๑. ชะเอมขาไก่ หรือชะเอมจีน หรือที่ฝรั่งเรียก Manchurian Licorice ได้จากพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Glycyrrhiza uralensis Fischer หรือชนิดอื่นๆ อีก ๒-๓ ชนิด เช่น ชนิดที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Glycyrrhiza inflate Bat.

ต้นชะเอมเทศขาไก่ (Glycyrrhiza uralensis Fischer) เป็นพืชที่มีอายุหลายปี สูงราว ๑ เมตร มีรากขนาดใหญ่จำนวนมาก ลำต้นมีขนสั้นๆ ปลายมีต่อมเหนียว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับกัน มีใบย่อย ๙-๑๗ ใบ ก้านใบย่อยสั้นมาก แผ่นใบรูปกลมรี หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง ๑.๕-๓ ซม. ยาว ๒-๕.๕ ซม. ปลายใบแหลม ฐานใบกลมมน มีขนสั้นๆ ทั้งสองด้าน ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ยาว ๕-๑๒ ซม. มีดอกย่อยจำนวนมากติดกันหนาแน่น ดอกย่อยรูปดอกถั่ว มีกลีบเลี้ยง ๕ กลีบ กลีบดอก ๕ กลีบ สีม่วงอ่อนถึงสีขาว ผลเป็นฝักกลมงอคล้ายเคียว หรือบิดงอ มีขนปกคลุม ภายในมีเมล็ด ๒-๘ เมล็ด รูปกลมแบนหรือรูปไต สีดำเป็นมัน

๒. ชะเอมสเปน ได้จากพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Glycyrrhiza glabra L. var. typical Regel et Herder ชนิดนี้ให้ชะเอมที่มีชื่อสามัญว่า “Spanish Licorice”

พืชนี้เป็นพืชที่มีอายุหลายปี สูงราว ๑-๒ เมตร มีรากใหญ่แตกแขนงหลายอัน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกสลับกัน มีใบย่อย ๙-๑๗ ใบ ก้านใบย่อยสั้นมาก แผ่นใบรูปไข่ สีเขียวอมเหลือง ดอกออกเป็นช่อ ก้านดอกย่อยสั้นมาก กลีบดอกสีม่วงอ่อน ฝักแบน ผิวนอกค่อนข้างเรียบ นุ่ม พันธุ์นี้มีรสหวานกว่าพันธุ์อื่นๆ

๓. ชะเอมรัสเซีย ได้จากพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Glycyrrhiza glabra L. var. glandulifera Waldstein et Kitaibel ชนิดนี้ให้ชะเอมที่มีชื่อสามัญว่า “Russian Licorice”

พืชนี้เป็นพืชที่มีอายุหลายปี สูงราว ๑-๒ เมตร ทั้งต้นมีขนเป็นจำนวนมาก มีรากขนาดใหญ่ ปลายเรียวลงคล้ายกระสวย นอกนั้นลักษณะอื่นๆ จะคล้ายกับชะเอมสเปน (Glycyrrhiza glabra Linn. var. typical Regel et Herder) แต่ฝักมีหนามเล็กๆ พันธุ์หลังนี้เมื่อเก็บต้องลอกเปลือกออกก่อน เนื่องจากเปลือกมีรสขมมาก

ชะเอมเทศทั้งหมดมีสารองค์ประกอบหลักคล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันก็ที่ปริมาณและสารองค์ประกอบย่อยที่มีปริมาณน้อย สาระสำคัญที่พบในชะเอมเทศมี สารกลุ่มซาโปนินชนิดไตรเตอร์ปีน (triterpenoid saponin) ราวร้อยละ ๒-๑๕ โดยมีสารกลีไซร์ไรซิน (glycyrrhizin) ซึ่งมักอยู่ในรูปเกลือแอมโมเนียมและแคลเซียมของกรดกลีไซร์ไรชินิค(ammonium and calcium salts of glycyrrhizinic acid) กับสาร ๒๔-ไฮดรอกซีกลีไซร์ไรซิน (24-hydroxyglycyrhizin) ซึ่งมีรสหวานกว่าน้ำตาลทราย ๕๐ และ ๑๐๐ เท่าตามลำดับ

ในทางเภสัชกรรมจึงใช้ชะเอมเทศหรือสารสกัดชะเอมเทศ (Licorice Extract) เป็นสารปรุงแต่งรส (flavoring agent) เป็นสารปรุงแต่งรส (flavoring agent) และใช้เป็นยาทำให้ชุ่มคอ แก้ไอ ขับเสมหะ ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ

ตำราสรรพคุณยาโบราณของไทยว่า รากชะเอมมีรสหวาน ชุ่มคอ มีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ แก้โลหิตอันเน่าในอุทร และเจริญซึ่งหทัยวาตให้สดชื่น แก้กำเดาให้เป็นปรกติ

ชะเอมไทยชะเอมไทย
ได้จากเถาแห้งของพืชที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Albizia myriophylla Benth. อยู่ในวงศ์ Leguminosae บางถิ่นเรียก ชะเอมป่า(ภาคกลาง) ตาลอ้อย(ตราด) ส้มป่อยหวาน(พายัพ) อ้อยช้าง(สงขลา นราธิวาส)

ต้นชะเอมไทยเป็นไม้เถาขนาดใหญ่ มีหนามตามลำต้นและกิ่งก้าน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ๒ ชั้น ยาว ๑๐-๑๕ ซม. โคนใบป่องออก ใบย่อยรูปขอบขนาน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง สีขาว มีกลิ่นหอม ก้านช่อดอกยาว ดอกรวมเป็นกระจุกที่ปลายก้าน กลีบดอกมีขนาดเล็กเชื่อมกันเป็นหลอด เกสรตัวผู้ยาว สีขาวมีจำนวนมาก ผลเป็นฝัก สีเหลืองถึงน้ำตาล บริเวณที่มีเมล็ดจะมีรอยนูนเห็นชัด

ตำราสรรพคุณยาโบราณของไทยว่า ชะเอมไทยมีรสหวาน แก้โรคในลำคอ แก้ลม แก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงธาตุและกำลัง บำรุงกล้ามเนื้อให้เจริญ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว

ที่มา:จากตำราพระโอสถพระนารายณ์
โดย: ชยันต์ พิเชียรสุนทร, แม้นมาส ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์