ความเป็นมาเกี่ยวกับดอกกรรณิการ์

By -

กรรณิการ์

กรรณิการ์
ชื่อต้นกรรณิการ์มีเขียนต่างกันอยู่สามอย่าง บางแห่งเขียนว่า กณิการ์ บางแห่งก็เขียนว่า กรณิการ์ เมื่อพูดถึงเรื่องชื่อก็อดนึกขำไม่ได้ เพราะมีความหลังเกี่ยวกับดอกกรรณิการ์นี้อยู่ คือเมื่อหลายปีมาแล้วผู้เขียนอยากเห็นดอกกรรณิการ์ ได้บอกบุญไปยังเพื่อนฝูงว่าเมื่อพบดอกกรรณิการ์ จะเป็นดอกจริงๆ หรือภาพถ่าย ภาพเขียนอะไรก็ได้ ขอให้เก็บมาให้ดูด้วย อยู่มาไม่ช้านานเท่าไร เพื่อนคนหนึ่งหอบหนังสือเรื่องดอกไม่ในอินเดียมาให้ดู แล้วชี้ไปที่รูปดอกไม่สีขาวนวล รูปทรงค่อนข้างยาวกลีบนอกค่อนข้างเหลือง พลางบอกว่านี่แหละกรรณิการ์ละ แขกก็เรียกอย่างนี้ ผู้เขียนดูตัวหนังสือเห็นเขียนว่า Karnikar ดูใกล้กับกรรณิการ์มากก็เชื่อ ซํ้าคำอธิบายก็เหมือนกับกรรณิการ์ตามที่รู้มา คือบานตอนพลบคํ่า และหล่นตอนเช้า ต่อมามีผู้ถ่ายดอกกรรณิการ์ที่ปลูกในเมืองไทยมาให้ดู เห็นตรงข้ามกับที่เคยดูในหนังสือก็ออกสงสัย เพราะรูปดอกตรงกันข้ามทีเดียว ได้ถามผู้ที่นำมาให้เขาก็ยืนยันว่าเป็นดอกกรรณิการ์แน่ ผู้เขียนได้เก็บรูปนั้นไว้อีกหลายเดือน พอดีได้รับหนังสือที่สั่งซื้อมีเรื่องต้นไม้ของอินเดียด้วย พอพลิกไปดูรูปแรกก็ถึงกับ สะดุ้ง เพราะเป็นรูปดอก Karnikar ที่เพื่อนคนหนึ่งเอามาให้ดูเป็นคนแรก แต่คราวนี้มีชื่อภาษาละตินกำกับไว้ด้วย จึงรีบพลิกดูความหมายในภาษาละติน เมื่อพบแล้วก็ต้องหัวเราะหึๆ อยู่คนเดียว เพราะดอก Karnikar นั้น แท้จริงหาใช่ “กรรณิการ์” อย่างที่รู้จักกันในเมืองไทยในปัจจุบันนี้ไม่ กลับเป็นไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า “หูควาย” ไปเสียฉิบ(มีชื่อในภาษาพฤกษศาสตร์ว่า Pterospermum Acerifolium)

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ชวนให้เป็นปัญหาว่ากรรณิการ์ที่แท้จริงนั้นอย่างไหนกันแน่ จะเป็นชนิดดอกเหลืองอย่างของอินเดีย (ที่ไทยเราเรียกหูควาย) หรือชนิดดอกขาวคล้ายมะลิ เมื่อตรวจดูตามหนังสือเก่าเช่นหนังสือไตรภูมิพระร่วงของพระญาลิไทย ก็ว่าดอก “กัณณิการ” สีเหลือง เช่นมีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“เทพดาลางหมู่ มีดอกไม้ทิพย์กัณณิการ์ทิพย์ เป็นที่นั่งโสดดูเหลืองงามดังทองเนื้อสุก ย่อมเป็นที่นั่งแห่งเทพยดาทั้งหลาย” และอีกตอนหนึ่งว่า “อันว่าพระรัศมี มีพรรณเหลืองเรืองงามดังดอกกัณณิการ์ แลหรดาล”

ดังนี้ถ้าถือเอาชื่อและสีเป็นหลัก Karnikar ของอินเดียหรือที่เราเรียกว่าหูควายก็คือกรรณิการ์ ส่วนที่มีดอกสีขาวและเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า กรรณิการ์จะเป็นดอกอะไรก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาอีก แต่เท่าที่พบในหนังสืออินเดียบางเล่มเรียกว่าปาริชาตก็มี อย่างไรก็ตาม จะเล่าเรื่องของกรรณิการ์ที่รู้จักกันในปัจจุบันต่อไป

ดอกกรรณิการ์มีสีขาว ก้านดอกสีแสด ใบคาย มีกลิ่นหอมมาก ต้นกรรณิการ์มีแพร่หลายมากในอินเดีย บางท่านว่าเป็นไม้ของอินเดีย แต่ในหนังสือเล่มหนึ่ง(Folklore and Symbolism of Flowers, Plants and Trees By Ernst and Johanna Lehnei) กล่าวว่าน่าจะเป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้ ไม้ชนิดนี้จะเข้ามาเมืองไทยเมื่อใดไม่ทราบ แต่เห็นจะเป็นในสมัยสุโขทัย หรือในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างตํ่า ทั้งนี้ก็เพราะ มีปรากฏอยู่ในนิราศธารโศก พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ตอนหนึ่งว่า

กรรณิการ์ก้ามสีแสด         คิดผ้าแสดติดขลิบนาง
เห็นเนื้อเรื่อโรงราง            ห่มสองบ่าอ่าโนเน

จากบทพระนิพนธ์นี้ ผู้อ่านก็จะได้รับความรู้ทันทีว่าก้านของดอกกรรณิการ์มีสีแสด สมัยก่อนเขาใช้ดอกย้อมผ้าได้ด้วย สีออกจะเหลืองหรือส้ม บางทีก็ใช้ทาเล็บ นอกจากนี้ยังใช้เข้าเครื่องยาบางอย่าง สรรพคุณของกรรณิการ์มีดังนี้ มีรสอันหวานแลฝาด ต้นนั้นรู้แก้ปวดศีรษะ ใบนั้นรู้บำรุงดี ดอกนั้นรู้แก้เวียนจักษุแล จับไข้ รากนั้นรู้แก้พรรดึกอันผูกเป็นก้อน รู้เจริญสุขธาตุ และกระทำให้เกิดกำลัง รู้ประหารเสียซึ่งไข้อันบังเกิดแต่ลมแลดี แลแก้เกษาหงอก รู้กระทำให้ผิวพรรณผ่องใส (ตำราสรรพคุณยาของกรมหลวงวงศาธิราชสนิท)

กรรณิการ์มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Night-Flowering Jessamine ทั้งนี้ก็เพราะดอกจะบานในเวลาพลบคํ่า คือจะมีกลิ่นหอมในตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน จึงได้เรียกว่าดอกไม้กลางคืน ส่วนชื่อในภาษาละตินเรียกว่า Nyctanthes Arbor-tristis ในภาษาสันสกฤตรู้จักกันในนามของเสผาลิกา (Sepha lika ) ชาวดัทช์นักท่องเที่ยวคนหนึ่งชื่อ J.H. Linschoten ซึ่งตระเวนไปทางโปรตุเกส อินเดีย สมัยเมื่อสามร้อยกว่าปีมาแล้ว ได้บันทึกการเดินทางไว้ในหนังสือของเขาถึงต้นกรรณิการ์ และเรียกว่า “ต้นเศร้า” (The sad tree) ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะเขาเห็นว่าดอกกรรณิการ์บานเฉพาะในเวลากลางคืน พอพระอาทิตย์ขึ้นดอกก็จะเหี่ยวร่วงหลุดลงบนพื้นดิน ลักษณะของดอกกรรณิการ์เป็นเช่นนี้จึงดูน่าเศร้า แต่พอตกคํ่าดอกเล็กๆ ก็จะเริ่มบานส่งกลิ่นหอมตลบอีก พอรุ่งเช้าก็ร่วงไปเป็นอยู่เช่นนี้เสมอมา ตามตำนานของอินเดียมีเรื่องเล่ากันมาว่า

มีชายผู้ดีคนหนึ่งชื่ปาริสาตโก มีลูกสาวแสนสวยอยู่คนหนึ่ง พระอาทิตย์มีความพอใจเฝ้าเกี้ยวพาราสีอยู่เสมอ จนหล่อนหลงใหลพอใจรักใคร่ ต่อมาหล่อนถูกพระอาทิตย์ทอดทิ้งไปรักหญิงอื่น หล่อนมีความเศร้าโศกเสียใจมาก และตรอมใจตายไปในที่สุด ร่างของหล่อนถูกนำขึ้นวางบนกองฟืนและจุดไฟเผาต่อจากนั้นไม่เท่าไร ก็มีต้นไม้งอกขึ้นมาจากกองขี้เถ้าของนางต้นหนึ่ง ดอกของต้นไม้ต้นนี้จะบานเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ส่วนตอนกลางวันเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นกลีบของมันจะเหี่ยวหุบร่วงหล่น ไม่ยอมอยู่รับแสงอาทิตย์เอาเลยทีเดียว ต้นไม้ต้นนี้แหละที่เป็นต้นตระกูลของกรรณิการ์

นิทานเรื่องนี้แปลกที่ในหนังสือดังกล่าวข้างต้นกล่าวว่าเป็นนิทานโบราณของพวกอเมรินเดียน เนื้อความเหมือนกัน และยังได้อ้างภาพเขียนต้นกรรณิการ์ซึ่งได้เขียนไว้ตั้งแต่สมัย พ.ศ. ๒๑๒๘ เขียนเป็นรูปต้นไม้ที่ส่วนโคนต้นเป็นร่างผู้หญิง แสดงว่าเกิดจากร่างของหญิงตรงตามนิทาน

เมื่อกล่าวตามตำนานแล้ว จะเห็นว่าไม้กรรณิการ์เป็นไม้ที่มีประวัติมาเก่าแก่มาก ตามประวัติของอดีตพุทธเจ้าก็กล่าวว่า ไม้กรรณิการ์ เคยเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาแล้ว เช่นในหนังสือประชุมหนังสือเก่า ภาคที่ ๑ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“สมเด็จพระสิทธัตถะเจ้า พระชนม์ได้แสนหนึ่ง พระองค์สูงได้ ๖๐ ศอก เป็นกษัตริย์ทรงคานหามทองออกสู่พระมหาภิเนษกรม กระทำความเพียร ๑๐ เดือน ได้ตรัสไม้กรรณิการ์เป็นไม้พระมหาโพธิฯ”

ในหนังสือบางเล่มกล่าวว่าชาวฮินดูนับถือดอกกรรณิการ์ว่า เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ มักปลูกไม้ตามวิหารของพระผู้เป็นเจ้า และใช้ดอกบูชาเทพเจ้าด้วย ในหนังสือ Hindu Holidays and Cere¬monials ของ V.A. Gupte กล่าวว่ากรรณิการ์ก็คือปาริชาตนั้นเอง ความจริงควรจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้อ่านในเรื่องปาริชาตต่อไป

จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า เรื่องเกี่ยวกับชื่อของดอกไม้มักจะเป็นปัญหาอยู่เสมอ ถ้าฟังแต่ชื่อไม่เห็นดอกก็อาจเข้าใจผิดได้ หรือเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น คนชั้นหลังก็เข้าใจผิดได้เหมือนกัน เช่นมีไม้อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า สุพรรณนิกา หรือกรรณิการ์แต่ความจริงแล้ว แตกต่างกับกรรณิการ์ที่กล่าวถึงนี้อย่างมากมายทีเดียว จึงเป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงให้มาก หากจะคิดสนใจในเรื่องต้นไม้ดอกไม้ต่อไป

ชมพรรณรุกขชาติ
พระชมพรรณรุกขชาติดาษดวง    ทรงผลพุ่มพวงงามไสว
แกล้งกลั่นสรรเอามาปลูกไว้         ล้วนไม้ทรงผลอันมีพรรณ
ต้นเตี้ยต่ำต่ำไม่พักสอย                ลูกย้อยระย้าอยู่กับขวั้น
ลางต้นกิ่งระมาประกัน                  พิศดอกออกพรรณอันอำไพ
ที่สุกหอมห่ามงามงอม                  ขั้วค้อมน้อมลงพอเด็ดได้
ดอกดวงพวงห้อยแกว่างไกว       ใต้ต้นหล่นกลาดอยู่เรี่ยราย
ปริงปรางนางคนึงนานา                 จาอุไรไฟกาหว้าหวาย
มังคุดละมุดมังเรราย                     สวายสอลออผลงามขจี
ที่สุกแดงดังแสงสีชาด                  ที่ดิบดาษดังเนียรกัณฐี
พิศพรรณหลายหลากมากมี         พระชวนชี้ชมพลางทางเด็ดมา
ยื่นให้พระน้องทั้งสองชม             เป็นบรมสุขหรรษา
ลดเลี้ยวเที่ยวเก็บมาลา                ใส่ชายภูษาดำเนินไป
เด็ดดอกไม้ทิ้งนางนารี                 นำเอามาลีมายื่นให้
พระหยอกยวนชวนชมกรมใน     เป็นสุขสนุกใจใครจะทัน
ฉวยกิ่งชิงเด็ดดวงดอก                 สัพยอกกับนางสาวสวรรค์
ชักฉุดยุดยื้อพัลวัน                       บันเทิงเริงใจ ไปมา
(บทละครเรื่อง พระศรีเมือง)

ที่มา:ส.พลายน้อย