ดอกคาเลนดูลา

By -

ชื่อสามัญ Calendula, Pot Marigold, Scotch marigold
ชื่อวิทยาศาสตร์ Calendula officinalis L.
ชื่อวงศ์ ASTERACEAE
ชื่ออื่นๆ ดาวเรืองหม้อดอกคาเลนดูลา

คาเลนดูลา เป็นไม้ดอกล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาเหนือ อิหร่าน และทางตอนใต้ของยุโรป ต่อมาได้แพร่กระจายพันธุ์ไปสู่หลายๆ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า และไทย เป็นต้น เป็นพืชที่เจริญได้ดีในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 300-900 เมตร สภาพอากาศทางภาคเหนือของประเทศไทยเหมาะที่จะปลูกไม้ดอกชนิดนี้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่ม มีความสูงของลำต้นประมาณ 30-60 ซม. บางสายพันธุ์อาจมีความสูงได้มากกว่านี้ มีอายุต้นสั้นประมาณ 100-110 วัน

ใบ
ออกเป็นใบเดี่ยวตามกิ่งก้าน ใบมีลักษณะเป็นรูปช้อนหรือรูปหอกกลับ แผ่นใบเรียบมีสีเขียวค่อนข้างอวบน้ำ มีขนสีขาวสั้นๆ และมียางเหนียวๆ ปกคลุมอยู่ทั่ว โคนใบสอบ ปลายใบมนมีติ่งแหลมเล็กน้อย ขอบใบมีหยักถี่ๆ แบบฟันเลื่อย มีขนาดความกว้างของใบประมาณ 2.5-4 ซม. ยาวประมาณ 10-18 ซม. ก้านใบสั้นมาก

ดอก คาเลนดูลา
ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 3-4 ดอก กลีบดอกเรียงซ้อนกันเป็นวง กลีบด้านนอกเป็นรูปขอบขนาน ปลายกลีบเป็นหยัก มีทั้งชนิดกลีบสีส้ม สีเหลือง สีขาวครีม หรือหลายสีในดอกเดียวกัน เรียงซ้อนกันอยู่ประมาณ 3-5 ชั้น ส่วนกลีบวงในมีลักษณะเป็นรูปหลอดสีเข้มกว่ากลีบวงนอก เช่น เป็นสีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตาลเข้ม เป็นต้น

ผล
มีลักษณะเป็นรูปแคปซูลขนาดใหญ่ ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อนรูปร่างโค้งงอ

การขยายพันธุ์
นิยมวิธีการเพาะจากเมล็ด โดยโรยหรือหยอดเมล็ดในภาชนะสำหรับเพาะแล้วกลบบางๆ พอมิดชิด นำไปวางในที่มืดเพื่อช่วยให้เมล็ดงอกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 10-15 วัน จึงค่อยย้ายไปปลูกได้

คาเลนดูลา เป็นพืชที่เติบโตได้ดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี ปลูกได้แม้มีสภาพดินเค็ม ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะปลูกอยู่ที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส เมื่อปลูกเลี้ยงไปประมาณ 3 เดือน นับจากวันเพาะเมล็ดก็จะเริ่มให้ดอก คาเลนดูลา จะออกดอกสวยงามและบานทนอยู่ได้นานในช่วงฤดูหนาว

ประโยชน์
-นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในแปลง อาจปลูกประดับไว้ในกระถาง หรือปลูกเป็นไม้ตัดดอกก็ได้

-กลีบดอกสดมีกลิ่นคล้ายเครื่องเทศที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โปรตีน เกลือแร่ และน้ำ สามารถนำมาแต่งกลิ่นอาหารให้หอมน่ารับประทานยิ่งขึ้นได้ ส่วนสีที่ได้จากกลีบดอกยังสามารถใช้ย้อมผมได้ด้วย

สรรพคุณทางยา
ต้น-ใช้ต้มหรือชงน้ำดื่มเป็นยาทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับเหงื่อ ขับพยาธิ แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน แก้โรคดีซ่าน แก้อาการเส้นเลือดพอง รักษาแผลเรื้อรัง

ใบ-นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผงให้เด็กกินแก้โรคต่อมน้ำเหลือง หรือใช้เป็นยานัตถุ์ ส่วนน้ำที่คั้นจากใบจะมีรสเผ็ดร้อน ใช้กินแก้อาการท้องผูกได้

ดอกสด-ใช้ต้ม ชง กลั่น หรือกินสดเป็นยาแก้ไข้ แก้โรคในทางเดินปัสสาวะ ช่วยบำรุงตับ แก้ตาอักเสบ ช่วยขับเหงื่อ แก้โรคหัด ไข้ทรพิษ แก้อาการพุพอง ใช้ถอนพิษที่ตับและถุงน้ำดี กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงเส้นผม ลดคอเลสเตอรอล ช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง หรือนำมาทาแก้พิษแมลงกัดต่อยได้ด้วย

ดอกแห้ง-ใช้ต้มน้ำดื่มรักษาอาการปวดฟัน ปวดตามข้อ ปวดท้อง ปวดประจำเดือน แก้ตาอักเสบ นิยมใช้ล้างพิษในตับและถุงน้ำดี หรือใช้เป็นส่วนผสมในยารักษาสิวและบำรุงผิว

น้ำมัน-ใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาอาการเส้นเลือดฝอยแตก และโรคริดสีดวงทวาร