ความเชื่อเกี่ยวกับดอกชบา

By -

ดอกชบา

ชบา
ต้นไม้เก่าแก่ที่มีในเนืองไทยมาช้านาน จนเราแลเห็นเป็นดอกไม้ธรรมดาหรือนึกว่าเป็นของไทย ก็คือ ชบา ดอกชบาเป็นดอกไม้อาภัพ ที่ไม่มีคนนิยมกันเท่าไรนัก ไม่มีใครเอาไปประดับร่างกาย เหมือนดอกไม้อื่นๆ เพราะในสมัยก่อน เราถือกันว่า ชบาเป็นดอกไม้ที่ไม่เป็นมงคลแก่ผู้ประดับ แต่ที่พูดเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะเหมาไปหมดทุกชาติทุกภาษา คนที่ชอบก็คงจะมีอยู่บ้าง อย่างพวกคนป่า ที่ชอบสีแดงๆ ก็ชอบชบา ในหนังสือเรื่องสังข์ทองก็มีกล่าวไว้ว่า “ต่างวิ่งชิงเก็บดอกชบา ผูกปลายไม้มาล่อเงาะ” นี่ก็แสดงว่าพวกชาวป่าชอบดอกไม้สีแดง

ดอกชบามีสีที่สีสดและดอกใหญ่ แต่กลิ่นไม่หอม ถึงจะมีผู้นิยมปลูกกันในระยะหลังนี้ ก็มักจะปลูกเป็นรั้วบ้านกันเป็นส่วนมาก เพราะขึ้นง่าย หาได้ปลูกไว้เพื่อใช้ดอกทำอะไรไม่ ในหนังสือเกี่ยวกับพฤกษชาติของฝรั่งเล่มหนึ่งกล่าวว่า ในบางแห่งใช้ดอกชบาย้อมผม และขัดรองเท้าด้วย จนมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ต้นขัดรองเท้า” หรือ “ดอกรองเท้า” (Shoe Flower) ซึ่งฟังแต่ชื่อก็ดูตํ่าต้อยไม่เป็นมงคลสำหรับที่จะเอามาประดับร่างกายเสียแล้ว

ที่กล่าวว่าชบาเป็นดอกไม้ที่ไม่เป็นมงคลแก่ผู้ประดับนั้น ก็เพราะในสมัยโบราณ คนโทษที่มีโทษถึงประหาร เขามักจะใช้ดอกชบาทัดหู ในอินเดียภาคใต้เขาเอาดอกชบาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอพวกนักโทษที่จะต้องประหารชีวิต ไทยเราเห็นจะได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะมีปรากฏอยู่ในกฎหมายโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนที่ว่าด้วยพระไอยการลักษณะผัวเมีย ข้อ ๙๐ ว่า

“หญิงคนเดียวมันทำชู้ด้วยชายคนหนึ่งก่อน แล้วหญิงคนนั้นมาทำชู้ด้วยชายอีกคนหนึ่งเล่า ชู้ก่อนมันฟันแทงชู้หลังตายก็ดี ชู้หลังมันฟันแทงชู้ก่อนตายก็ดี ท่านว่าเป็นหญิงร้าย ให้ทวนมัน ๓๐ ที แล้วให้โกนศีรษะหญิงนั้นเป็นตะแลงแกง ทัดดอกชบาสองหู ขึ้นขาหย่าง ประจาร ๓ วัน”

อนึ่ง การลงโทษเรื่องชู้สาวในสมัยโบราณนั้น ออกจะเป็นเรื่องเอิกเกริกมาก เช่นถ้าปรากฏว่าหญิงคนใดนอกใจสามี เมื่อพิจารณาเป็นสัตย์จริงแล้วท่านให้ประจานหญิงและชายชู้นั้น วิธีประจานก็คือ เอาเฉลวปะหน้าผู้หญิง และให้ทัดดอกชบาทั้งสองหู นอกจากนี้ ยังจะต้องเอาดอกชบาแดงร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคออีก เมื่อแต่งตัวให้เรียบร้อยตามนี้แล้ว ก็เอาผู้หญิงกับชายชู้นั้นมาเทียมแอกคนละข้าง คือเอาคอคนแทนคอควายนั่นเอง ให้ผู้หญิงกับชายชู้นั้นไถนาสามวันเป็นการประจาน แต่ถ้าชายผู้ผัวยังมีความสงสารภรรยาตัวอยู่ ไม่อยากให้ภรรยาต้องตากหน้าไถนา ให้ได้รับความลำบาก ชายผู้ผัวก็จะต้องเข้าไปเทียมแอกแทนชายชู้ แล้วไถนาไปตามลำพังกับภรรยาของตน ส่วนชายชู้นั้นให้ปล่อยไป อย่าให้ปรับไหมแต่อย่างใดเลย

ในตอนต้นได้กล่าวว่า ในอินเดียเขาใช้ดอกชบาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอนักโทษ เรื่องนี้มีเค้าเงื่อนที่น่าศึกษาอย่างหนึ่ง คือในอินเดียเขาเคารพนับถือพระอุมากันมาก พระอุมานี้เป็นพระมเหสีของพระศิวะ พระอุมามีหลายภาค แบ่งภาคเป็นดีและร้าย ภาคที่ดุร้ายเรียกว่า เจ้าแม่กาลี ตามเรื่องว่าโปรดการสังเวยด้วยเลือด ตามลัทธิฮินดูถือว่าดอกชบาเป็นดอกไม้ประจำองค์ของเจ้าแม่กาลี ในเวลาสรงสนานเทวรูปของเจ้าแม่กาลีจึงต้องใช้ดอกชบาลอยในนํ้า และมีหญ้าแพรก ใบมะตูม ซึ่งถือว่าเป็นมงคลรวมอยู่ด้วย การที่ถือว่าดอกชบาเป็นดอกไม้ของพระอุมาปางดุร้ายนี้เองกระมัง เมื่อมีการประหารชีวิตนักโทษจึงต้องใช้ดอกชบาคล้องคอ ดูเรื่องจะเกี่ยวข้องกันอยู่ชอบกล

เท่าที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นว่าดอกชบาได้ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เป็นมงคลเสียแล้ว ฉะนั้นในสมัยต่อมา ดอกชบาจึงไม่ได้รับการยกย่องเป็นไม้ประดับร่างกายแต่อย่างใด และดอกชบานั้นก็ไม่ใช่ไม้ที่มีกลิ่นหอมอะไรนัก แต่ธรรมเนียมนี้อาจจะไม่ได้ถือกันทั่วไปก็ได้ คงจะเป็นธรรมเนียมความเชื่อถือเฉพาะถิ่นเฉพาะที่ เพราะปรากฏว่าพวกละครชาวบาหลีเขาก็ทัดดอกชบาเหมือนกัน

ในชั้นเดิมทีเดียว ดอกชบาเป็นดอกไม้ที่ใช้ทำเป็นพวงมาลัยถวายพระผู้เป็นเจ้า ต้นเหตุที่จะใช้ดอกชบาทำเป็นพวงมาลัยถวายเทพเจ้านั้น จะมีที่มาอย่างไรยังไม่พบเหตุผลหรือหลักฐานจากที่ไหนกล่าวไว้ แต่มีนิทานพื้นเมืองบางถิ่นในอินเดียเล่าว่า ในสมัยโบราณนั้น ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็สวมสร้อยคอกันเป็นส่วนมาก สร้อยเหล่านั้นก็เป็นพวงลูกปัดนั่นเอง คราวหนึ่งมีหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานคนหนึ่งตายลง พวกพ่อแม่พี่น้องจึงจัดแจงเผา ได้เอาเสื้อผ้าและสร้อยลูกปัดของลูกสาวที่ตายใส่ลงไปในกองไฟด้วย ต่อมาได้มีดอกไม้ต่างๆ เกิดขึ้นจากของประดับเหล่านั้น เช่น ปิ่นปักผมได้กลายเป็นกุหลาบ สร้อยลูกปัดได้กลายเป็นดอกชบา หญิงสาวคนที่ตายไปได้มาเข้าฝันน้องสาวว่า

“ดอกไม้ที่เกิดจากสร้อยลูกปัดที่ฉันสวมนั้น ให้ทำเป็นพวงมาลัยถวายเทพเจ้า”

นิทานเรื่องนี้ ถึงจะเชื่อไม่ได้ก็จริง แต่ก็มีเค้าแสดงว่าการใช้พวงมาลัยดอกชบาบูชาเทพเจ้านั้นได้มีมานานแล้ว จนหาที่มาของเรื่องไม่พบเสียแล้ว อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตำนานของดอกไม้ต้นไม้ทางแถบเอเชียนั้น มักจะเกิดจากร่างกายของคนเป็นส่วนมาก ในเวลานี้ประเทศมาเลเซียหรือมลายูก็ยกย่องว่าดอกชบา เป็นดอกไม้ประจำชาติ มีชื่อเรียกในภาษามลายูว่า บุหงา รายา (Bunga Raya) ฟังแต่ชื่อก็นึกว่าเป็นดอกไม้สำคัญ เพราะชื่อรายา ก็แสดงถึงความสำคัญหรือใหญ่โต ได้เคยถามเพื่อนมลายูคนหนึ่ง ว่าทำไมจึงได้เลือกดอกชบาเป็นดอกไม้ประจำชาติเขาก็ตอบไม่ได้ และเขาเองก็ไม่ค่อยจะชอบดอกชบาเท่าใดนัก ภายหลังได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้ทางมลายู เห็นเขาอธิบายความหมายไว้สองสามอย่าง จำได้ว่าเขาเลือกเอาดอกชบาเป็นดอกไม้ประจำชาตินั้น เพราะชบาสีแดงดอกใหญ่ สีแดงหมายถึงความอิสระ และเขาว่าเวลาบานในช่อหนึ่งจะบานเพียงดอกเดียว ซึ่งหมายถึงเอกภาพหรือความเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันอะไรทำนองนี้

พวกผู้หญิงฮาวายในปัจจุบันนี้ ก็นิยมใช้ดอกชบาประดับผม เพราะดอกใหญ่ สีสด แต่ก่อนนี้ทีเดียวเขาว่านิยมใช้ดอก Rau ไม่ได้ใช้ดอกชบา ดอกไม้นี้มีสีเหลือง เป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มาก กิ่งเล็กๆ ใช้ทำเป็นทุ่นตกปลา กิ่งใหญ่ๆ ใช้เป็นทุ่นข้างเรือคะนู เปลือกเคยใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ปัจจุบันทำเป็นกระโปรงสำหรับเต้นฮูลา ตามประวัติว่าดื่อมาจากชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งไปหลงรักเจ้าหญิงโปเลียฮู แต่เสียรู้นางจึงถูกสาปให้เป็นต้นไม้

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องชื่อดอกชบา ที่เรียกกันในเมืองไทยนั้นมีหลายชื่อ เช่นเรียกว่า ดอกใหม่ ภาคพายัพ เรียกว่า ใหม่แดง แถวตานีเรียกว่า ชุมบา ชื่อในทางพฤกษศาสตร์ เรียกว่า Hibiscus rosasinensis ตามความเข้าใจของนักพฤกษศาสตร์ กล่าวว่า ชบาเป็นไม้พื้นเมืองของจีน ฉะนั้นจึงชวนให้คิดว่าไทยเราน่าจะได้มาจากจีนตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยแล้ว ดังมีปรากฏในหนังสือไตรภูมิพระร่วง สมัยสุโขทัย ได้พรรณนาถึงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าไว้ตอนหนึ่งว่า

“แลว่าพระรัศมีอันหนึ่ง      มีพรรณแดงดังแสงน้ำครั่งแลชาติหิงคุ และดอกชบา ดังดอกสีทับทิมฯ
แลรัศมีอันหนึ่งแดงอ่อน    และงามดังดอกอโนชา
แลดอกชบาเทศ แลดอกเทียนไทย แลดอกทองฟ้า อันออกแสงดังทองแดงอันท่านขัดฯ”

นักพฤกษศาสตร์บางท่านก็เชื่อว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น มีข้อที่น่าสังเกตคือในสมัยสุโขทัยมีทั้งชบาและชบาเทศ แต่เป็นเรื่องน่าคิดที่ว่าชื่อนั้นดูไม่เป็นจีนเสียเลยเท่าที่ทราบมานั้น จีนแต้จิ๋วเรียกชบาว่า ชัดเท่าฮวย จีนกลางเรียกว่าเย่วห์จี้ฮวา จึงทำให้สงสัยว่า ทำไมชื่อของจีนจึงห่างไกลกับของไทยมากนัก ชื่อชุมบาของทางใต้ดูจะใกล้มากกว่า แต่มานึกฉงนใจว่าขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับชบานั้นเราถือแบบอินเดีย ฉะนั้นชื่อดอกชบาก็น่าจะได้ชื่อมาจากอินเดียด้วย ถ้าเดาอย่างนี้จะใกล้เข้าไปอีกนิด คำว่าชบาก็ไม่ใช่ภาษาอื่นไกลที่ไหน แต่เป็นภาษาสันสกฤตนี่เอง แต่ในอภิธานแปลคำว่าชปา ว่า กุหลาบ และแปลคำว่า ชป (ชะปะ) ว่า กุหลาบจีน ฉะนั้นคำ ว่าชบา ก็จะต้องเพี้ยนมาจากคำว่า ชป หรือ ชปาอย่างแน่นอน ได้เคยสนทนากับท่านผู้ใหญ่ที่เป็นนักปราชญ์ทางภาษาสันสกฤตถึงเรื่องนี้ ท่านก็ว่าถ้าแปลชปาว่ากุหลาบ ก็น่าจะหมายถึงกุหลาบจีน คือดอกชบานั้นเอง ในภาษาชวาเรียกว่า หนากาสรี

ในปัจจุบันนี้ ได้มีชบาลูกผสมจากฮาวายเข้ามาปลูกในเมืองไทยอีกหลายสิบชนิด ลักษณะใบและดอกก็แตกต่างไปจากชบาโบราณที่ได้เล่ามาข้างต้นนั้นบ้าง และท่านทั้งหลายจะไปปลูกดูดอกเล่นก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เพราะขนบธรรมเนียมที่เกี่ยวกับดอกชบา ตามที่ได้เชื่อถือกันมาแต่โบราณก็ไม่มีใครสนใจ หรือเอามาใช้กันอีกแล้ว และชบาในสมัยใหม่นี้ก็มีสีสันสวยสดหลายสีน่าชมอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทั้งปลูกก็ง่ายเสียอีกด้วย

ที่มา:ส.พลายน้อย