ดอกปักเป้า

By -

ชื่อสามัญ balloon cottonbush, balloon plant, bladderbush, wild cotton
ชื่อวิทยาศาสตร์ Gomphocarpus physocarpus
ชื่อวงศ์ Asclepiadaceae
ชื่ออื่นๆ สวอนแพล้นซ์, ไข่หงส์, บอลลูนฟลาวเวอร์, ปิงปอง, ลูกโป่ง, หงส์เหิรดอกปักเป้า

ต้นปักเป้า เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง จัดเป็นพืชในวงศ์เดียวกันกับต้นนมตำเลีย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกา มักเจริญเติบโตอยู่ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความชื้นสูงในที่โล่งแจ้งตามธรรมชาติ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะกลมตรงขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ทั้งลำต้นและกิ่งก้านมีสีเขียวสด ขนาดความสูงของลำต้นมีประมาณ 1-2.5 เมตร

ใบ
ออกเป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบเป็นรูปทรงรียาวแคบ มีความกว้างของใบประมาณ 0.5-1.5 ซม. ยาวประมาณ 4-12.5 ซม. แผ่นใบเรียบมีสีเขียวเป็นมัน โคนและปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้น

ดอก
ออกเป็นช่อ ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยสีขาวครีมอยู่ประมาณ 6-7 ดอก ดอกตูมมีสีเขียวอ่อนลักษณะคล้ายบอลลูน มีกลีบดอกจำนวน 5 กลีบ เมื่อดอกบานกลีบจะลู่ลงมาใกล้ก้านดอก มีกลีบเลี้ยงสีเขียวแกมน้ำตาลจำนวน 5 กลีบ ก้านดอกยาว เมื่อบานพร้อมกันทั้งช่อจะดูสวยงามมาก

ผลผลปักเป้า
มีลักษณะโป่งพองคล้ายลูกบอล เนื่องจากมีช่องอากาศอยู่ภายใน เปลือกผลเป็นสีเขียวอ่อน มีขนอ่อนนุ่มที่ยาวประมาณ 0.5-1 ซม. ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งผล เมื่อผลแห้งจะกลายเป็นสีน้ำตาลและสามารถแตกออกได้

เมล็ด
ภายในผลจะมีเมล็ดสีน้ำตาลรูปรีขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเมล็ดจะมีขนสีขาวคล้ายปุยนุ่นติดอยู่ ทำให้สามารถปลิวไปตามลมเพื่อกระจายพันธุ์ได้

การขยายพันธุ์
ทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด และการปักชำจากกิ่ง

การเพาะจากเมล็ด
โดยใช้ถาดหลุมและวัสดุสำหรับเพาะด้วยความปราณีต เมล็ดจะเริ่มงอกออกมาหลังจากเพาะมาได้ประมาณ 7-10 วัน และย้ายลงแปลงปลูกได้เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 1-1 ½ เดือน หรือมีความสูงประมาณ 15-20 ซม. ซึ่งถือว่ามีความสมบูรณ์และแข็งแรงดีแล้ว

การปักชำกิ่ง
การขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่งต้องเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป

การปลูกและการดูแลรักษา
ต้นปักเป้า เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน มีอุณหภูมิที่เหมาะสมในบรรยากาศประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ต้องการน้ำในปริมาณปานกลาง พื้นที่ปลูกควรเป็นที่โล่งแจ้งที่มีแสงแดดส่องถึงตลอดทั้งวัน มีแหล่งน้ำอย่างเพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ต้องการความชื้นสูง ปลูกโดยขุดหลุมปลูกให้พอเหมาะ นำต้นกล้าหรือกิ่งพันธุ์ลงปลูก ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1-1.5 เมตร

การให้น้ำ
รดน้ำให้มีความชื้นเพียงพออย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการปลูก เพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดี

การใส่ปุ๋ย
หลังจากปลูกไปได้ประมาณ 15-20 วัน ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ร่วมกับสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตราต้นละ 10 กรัม

เมื่อพืชมีอายุได้ประมาณ 45-60 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ในอัตราต้นละ 10 กรัม

เมื่อเริ่มมีการติดผล ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตราต้นละ 10 กรัม

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ
โรคเหี่ยว (wilt)
มีสาเหตุจากเชื้อรา Sclerotium sp. มักเกิดเป็นเส้นใยหรือก้อนสีขาวขนาดเล็กบริเวณโคนต้น ต่อมาจะมีลักษณะคล้ายเมล็ดผักกาดสีน้ำตาล ทำให้ต้นเหี่ยว เติบโตได้ไม่เต็มที่ ป้องกันได้โดยก่อนเพาะปลูกควรตากดินเพื่อฆ่าเชื้อเสียก่อน หากพบต้นที่มีอาการดังกล่าวก็ให้ถอนทำลายทิ้งไป หากเกิดการระบาดรุนแรงให้กำจัดด้วยการใช้สารเคมีประเภท คาร์บอกซิลผสมน้ำ ใช้ราดบริเวณโคนต้น

เพลี้ยอ่อน (Aphid)
มักระบาดมากในช่วงฤดูร้อน และมีอากาศแห้ง โดยเพลี้ยจะเข้าทำลายดูดน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอดอ่อน หรือฝักอ่อนให้เกิดความเสียหาย หากเกิดการระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีพวก เซฟวิน 85 WP เพื่อกำจัด

หนอนผีเสื้อดอกรัก
มักกัดกินทำลายใบอ่อน ยอดอ่อน ฝักอ่อน กำจัดโดยการจับทำลาย เนื่องจากการระบาดมักไม่รุนแรงนัก

ไรแดง
มักเกิดการระบาดในช่วงฤดูร้อน และมีอากาศแห้งแล้ง โดยเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อน และฝัก ทำให้ขอบใบม้วน หงิกงอ หดสั้น กระด้าง หากเกิดกับบางต้นก็ให้ถอนทำลายต้นนั้นทิ้งไป แต่ถ้ามีการระบาดรุนแรง ก็ให้ฉีดพ่นด้วยกำมะถันที่ผสมกับน้ำ ในอัตรากำมะถัน 60-80 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

ประโยชน์
นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงาม หรือปลูกตัดดอกและผลเพื่อจำหน่าย