วิธีปลูกดอกพุดน้ำบุศย์

By -

ชื่อภาษาอังกฤษ Golden Gardenia
ชื่อวิทยาศาสตร์ Gardenia carinata Wall.
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ชื่ออื่นๆ ในท้องถิ่น ตะบือโก (มลายู นราธิวาส), บาแยมาเดาะ (มลายู นราธิวาส), ระนอ (มลายู ยะลา), ระไน (ยะลา), รักนา (ใต้,ภูเก็ต), รัตนา (ใต้)

พุดน้ำบุษย์ เป็นดอกพุดอีกชนิดหนึ่งที่มีความสวยงาม มีกลิ่นหอมแรง สามารถส่งกลิ่นหอมไปได้ไกลประมาณ 2-3 เมตรตลอดทั้งวัน แต่จะหอมมากที่สุดในตอนค่ำ สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี จึงนิยมปลูกไว้เป็นไม้ดอกไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือน หรือตามสถานที่ต่างๆ

พุดน้ำบุศย์ เป็นไม้ทรงพุ่มเตี้ย แน่น แตกกิ่งก้านตามข้อของลำต้นแบบต่ำๆ มากมาย กิ่งเปราะหักได้ง่าย ลำต้นเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีสีเขียว มีความสูงของลำต้นประมาณ 1 -3 เมตรดอกพุดน้ำบุศย์

ลักษณะของใบเป็นรูปทรงรี ออกเป็นใบเดี่ยวแบบตรงกันข้าม ผิวใบมัน ส่วนบนใบมีสีเขียวเข้ม หลังใบมีสีเขียวอ่อน ความกว้างยาวของใบมีประมาณ 5×11 ซม. มีเส้นกลางใบเด่นชัด แผ่นใบหนา ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ

ดอกพุดน้ำบุศย์ มักออกเป็นดอกเดี่ยวๆ บริเวณซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกมีลักษณะคล้ายช้อน ยาวประมาณ 2 ซม. มีประมาณ 7-8 กลีบ โคนกลีบดอกมีสีเหลืองเชื่อมกันเป็นหลอด มีกลีบเลี้ยงเป็นแฉกสีเขียวอ่อน เชื่อมติดกันอยู่และหุ้มหลอดดอกเอาไว้ มีเกสรเพศผู้ติดอยู่ระหว่างกลีบดอกจำนวน 7 อัน ส่วนเกสรเพศเมียจะยาวออกมาเลยหลอดดอก เมื่อดอกแรกบานจะมีสีขาวนวลและมีกลิ่นหอมมาก ในวันต่อๆ มาก็จะค่อยๆ กลายเป็นสีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีเหลืองเข้ม ดอกจะบานอยู่บนต้นได้นานถึง 7 วัน ดอกที่บานแล้วจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 ซม. พุดน้ำบุศย์สามารถให้ดอกได้ตลอดทั้งปี และส่งกลิ่นหอมไปตลอดทั้งวัน แต่ในช่วงฤดูฝนมักจะให้ดอกได้มากที่สุด

วิธีการขยายพันธุ์ : สามารถทำได้โดยวิธีการปักชำ ตอนกิ่ง หรือการเพาะเมล็ด

พุดน้ำบุศย์เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำได้ดี ชอบความชื้น และต้องการแสงแดดตลอดทั้งวัน หรือให้ได้รับแสงในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ หลังการปลูกได้ประมาณ 2 เดือน ก็จะเริ่มให้ดอก สามารถปลูกได้ทั้งในบริเวณกลางแจ้ง หรือในกระถางขนาดใหญ่ ควรใส่ปุ๋ยคอกเพื่อบำรุงดินให้ประมาณ 15 วัน/ครั้ง โดยการฝังกลบรอบโคนต้นแล้วรดน้ำเช้า-เย็นให้มีความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ