ดอกมณฑาในพุทธประวัติ

By -

ดอกมณฑา
กาลวันหนึ่ง หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เข้าสู่พระปรินิพพานแล้ว ๗ วัน พระมหากัสสปเถรเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์บริวาร ซึ่งตั้งใจจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ยังเมืองกุสินารา ได้พากันนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ขณะนั้น มีอาชีวกผู้หนึ่งเดินทางมาจากเมืองกุสินาราและโดยที่ในเวลานั้นแดดร้อนจัด อาชีวกผู้นั้นจึงเอาไม้เสียบดอกมณฑาถือกั้นต่างร่มมาด้วย พระมหากัสสปแลเห็นเช่นนั้นจึงดำริว่า

“ดอกมณฑาปรากฏในมือแห่งอาชีวกผู้นี้แท้จริงอันว่ามณฑาบุปผชาติ จะได้มีในมนุษย์โลกเป็นนิจกาลนั้นหามิได้ ต่อเมื่อใดพระสัพพัญญูโพธิสัตว์เสด็จละมาสู่ครรภ์พระมารดา และกาลเมื่อประสูติ และกาลออกสู่มหาภิเนษกรม และกาลอภิสมโพธิ และตรัสเทศนา พระธรรมจักร และกระทำยมกปาฏิหาริย์ และกาลเสด็จลงจากเทวโลก และกำหนดปลงพระชนมายุสังขาร จงบันดาลตกลงมาแต่สุราลัยเทวโลก และกาลบัดนี้ไฉนจึงมีดอกมณฑาปรากฏ”

เมื่อพระมหากัสสปมีความสงสัยเช่นนั้น จึงได้สอบถามเรื่องราวดู อาชีวกก็ตอบว่า “พระมหาสมณโคดมนิพพานเสียแล้ว ล่วงมาได้ ๗ วันกับทั้งวันนี้ เราได้ดอกมณฑานี้ถือมาแต่เมืองกุสินาราเป็นสำคัญ”

จากเรื่องราวในหนังสือ “ปฐมสมโพธิกถา” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ดังได้คัดข้อความบางตอนมากล่าวนั้น ทำให้เรารู้ว่าดอกมณฑาสวรรค์มีดอกใหญ่มาก และมีเฉพาะในสวรรค์เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องตามไปดูในสวรรค์อีก ในหนังสือ “อมิตายุะสูตร” ฉบับพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงแปล ได้มีข้อความอธิบายถึงดอกมณฑาในแดนสุขาวดีไว้ตอนหนึ่งว่า

“ในสุขาวดีพุทธเกษตรที่นี้(ที่ได้ชื่อว่า สุขาวดี นั้นก็เพราะสัตว์ทั้งหลายในที่นั้น ไม่มีทุกข์กาย หรือทุกข์ใจ มีแต่ความสุขอย่างเหลือประมาณ) มีเครื่องทิพยดุริยางคดนตรีอันบรรเลงอยู่เป็นนิรันดร พื้นแผ่นดินลาดไปด้วยทองเป็นสุวรรณปัฐพี มีดอกมณฑารพตกส่งกลิ่นเดียรดาษวันละ ๖ ครั้ง ในเวลาเช้าตรู่อากาศสดบริสุทธิ์ ฝูงชนย่อมเก็บดอกไม้วิเศษนี้บรรจุเต็มภาชนะ แล้วนำไปถวายพระพุทธต่างพระองค์ทั่วทุกทิศ”

นี่คือเรื่องของดอกมณฑารพในพุทธประวัติ ซึ่งกล่าวไว้ว่าไม่มีในเมืองมนุษย์ จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุสำคัญดังกล่าวข้างต้นนั้น แต่ในปัจจุบันนี้มีดอกไม้ชนิดหนึ่ง รูปทรงของดอกยาวๆ ค่อนข้างป้อมคล้ายดอกยี่หุบ(ดอกยี่หุบนั้นภาษาราชาศัพท์ใช้ว่า ดอกมณฑาขาว)แต่มีสีเหลืองและโตกว่า ตามปกติจะไม่บานเหมือนดอกไม้อื่นๆ เพียงแย้มกลีบเล็กน้อยเท่านั้น ดอกไม้ชนิดนี้ก็เรียกกันว่าดอกมณฑาเหมือนกัน คงจะยืมชื่อมา จากดอกมณฑาในสวรรค์นั่นเอง

ดอกมณฑาไม่ใช่ไม้เมืองไทย(มีชื่อเรียกตามภาษาพฤกษศาสตร์ว่า Talauma Candollei) เป็นไม้ของต่างประเทศ ฉะนั้นจึงไม่ค่อยเห็นปลูกกันแพร่หลายนัก ที่ไม่ปลูกกันแพร่หลายนั้นก็เห็นจะเนื่องมาจากกลิ่นด้วยก็ได้ เพราะกลิ่นของดอกมณฑา หอมจนฉุน คนทางภาคเหนือก็ไม่ชอบกลิ่นชนิดนี้ บางคนได้กลิ่นแล้วถึงสลบไปก็มี ที่เป็นเช่นนี้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งอธิบายว่า เป็นเพราะคนเมืองเหนือเคยชินกับกลิ่นหอมเย็นๆ จำพวกกล้วยไม้มาเสียนาน เมื่อมาได้กลิ่นหอมฉุนๆ เช่นนี้จึงทนไม่ได้ และเมื่อไม่ชอบกลิ่นก็เลยไม่นิยมปลูก

มีผู้สงสัยว่าเมื่อดอกมณฑาไม่ใช่ไม้ของไทย ก็ใคร่จะทราบว่า เป็นไม้มาจากไหน และเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไร เรื่องนี้ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอนที่ไหนมาก่อน แต่มีเรื่องชวนคิดอยู่แห่งหนึ่ง คือในบทสักวาเรื่องอิเหนา มีกล่าวถึงมณฑาไว้ตอนหนึ่งว่า

สักรวาองค์ระเด่นจินตหรา
เที่ยวชมพรรณพฤกษาในสวนศรี
สอยสายหยุดพุดจีบปีบจำปี
สารภีกาหลงชงโค
ต้นมณฑามาแต่แขกแรกมี
พึ่งออกดอกปีนี้มีอักโข
สาวสวรรค์ชี้บอกว่าดอกโต
เก็บใส่โถจะเอาไปให้น้องเอย

ดังนี้ก็เห็นจะพอทราบเป็นแนวทางไว้ชั้นหนึ่งก่อนว่า มณฑา มาแต่แขก อาจจะเป็นทางมลายูหรือชวา และคงจะเอาเข้ามาทางเรือ เพราะมีกล่าวถึงในบทสักวานั้นอีกวรรคหนึ่งว่า “ทั้งมณฑา มาแต่เรือสลุบ”

เมื่อได้หลักฐานมาถึงแค่นี้แล้ว เราก็ตีวงให้แคบเข้ามาได้อีก คือบทสักวาเรื่องอิเหนานั้น เป็นบทที่ใช้เล่นถวายในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นการเล่นสักวาในงานฉลองวัดราชโอรส เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช ๒๓๗๔ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว มณฑา ก็เข้ามาเมืองไทยเมื่อประมาณ ๑๖๐ ปีมานี่เอง แต่คำว่ามณฑานั้น เห็นจะรู้จักกันมาก่อนแล้ว แต่เรียกรวมๆ กันไปไม่รู้แน่ว่ามณฑาอะไร ในหนังสือกลอนเรื่องนิพพานวังหน้า พระนิพนธ์ของพระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร มีกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

“พระบิตุลาปรีชาเฉลียวแหลม
ขยายแย้มสั่งให้ห้อยมณฑาหอม”

ดังนี้ส่อให้เห็นว่าน่าจะมีมณฑามาแต่ครั้งโบราณนานแล้ว แต่จะเป็นชนิดไหนไม่ทราบแน่ ที่กล่าวถึงในบทสักวา อาจจะเป็นมณฑาแขกอย่างที่กล่าวไว้ก็ได้กระมัง

ที่มา:ส.พลายน้อย