ดอกยูโคมีส

By -

ชื่อสามัญ Eucomis, Pineapple Lily, Pineapple Flower, Wine Eucomis, Eucomis bicolor
ชื่อวิทยาศาสตร์ Eucomis comosa sp.
ชื่อวงศ์ Hyacinthaceaeดอกยูโคมีส

ยูโคมีส เป็นไม้ดอกที่มีหัวใต้ดิน เดิมจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับลิลลี่ แต่ปัจจุบันได้แยกออกเป็นวงศ์เฉพาะแล้ว เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 300-1,000 เมตร นิยมปลูกเป็นไม้ตัดดอก หรือปลูกประดับในกระถาง ดอกสวยทนทานอยู่ได้นานหลายวัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มีลักษณะเป็นเหง้าหรือหัวใต้ดินคล้ายกับต้นว่านสี่ทิศ

ใบ
ออกเป็นใบเดี่ยวจากลำต้นใต้ดิน ใบมีลักษณะยาวรีคล้ายรูปดาบ แผ่นใบเรียบ หนา อวบน้ำ มีสีเขียวเข้ม ปลายใบแหลม โคนใบห่อคล้ายกาบ ขอบใบหยักเป็นคลื่น สีและลักษณะของใบอาจมีความแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์

ดอก
ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ก้านดอกยาว เจริญออกมาจากกลางลำต้น ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยขนาดเล็กมากมาย ดอกมีทั้งที่เป็นสีเขียวอมขาว สีขาวอมม่วง หรือสีเขียวอมม่วง เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ มีกลีบดอกรูปไข่ประมาณ 6-11 กลีบ บานแยกออกจากกันเป็นรูปวงกลม ปลายช่อดอกมีลักษณะคล้ายใบ มีเกสรเป็นเส้นแข็งอยู่บริเวณกลางดอก

การขยายพันธุ์ยูโคมีส
ทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การผ่าหัวพันธุ์ ปลูกจากหัวขนาดเล็ก และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ยูโคมีสเป็นพืชที่เจริญได้ดีในดินที่มีอินทรีย์วัตถุอุดมสมบูรณ์ สามารถระบายน้ำและอากาศได้ดี ชอบแสงแดดแบบรำไร ต้องการสภาพอากาศที่ไม่ต่ำจนเกินไป

วิธีการเพาะจากเมล็ด
โรยเมล็ดในกระบะเพาะที่มีส่วนผสมของทรายและถ่านแกลบในอัตรา 1:2 รดน้ำพอชุ่มเป็นประจำ เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 30 วันหลังจากการเพาะ เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 2 เดือน ก็ให้ย้ายไปอนุบาลในกระถางขนาด 4 นิ้ว หรือในถุงพลาสติกขนาด 3×5 นิ้ว ที่บรรจุด้วยทราย ปุ๋ยหมัก แกลบดิน และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:1:4:4 เมื่อหัวพันธุ์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-7 นิ้ว จึงค่อยทำการย้ายปลูกในกระถางที่ใหญ่กว่า หรือปลูกลงดินในแปลง

การผ่าหัวพันธุ์
ใช้หัวพันธุ์ที่ให้ดอกแล้ว ผ่าออกเป็นชิ้นๆ แต่ละชิ้นให้มีความกว้างประมาณ 1 ซม. นำไปปักชำในวัสดุที่มีส่วนผสมของทรายกับแกลบดำในอัตราส่วน 1:2 หมั่นรดน้ำ ให้ย้ายไปปลูกได้หลังจากปักชำมาประมาณ 3 เดือน

การปลูกจากหัวขนาดเล็ก
ใช้หัวขนาดเล็กที่เกิดจากด้านข้างของหัวขนาดใหญ่

การเตรียมแปลงปลูก
ไถพรวนดิน กำจัดวัชพืช ตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค ใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก เพิ่มสารอาหารในดินด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และแกลบ เป็นต้น

การดูแลรักษา
หลังปลูกให้ใช้วัสดุพรางแสงเพื่อให้ได้รับแสงประมาณ 50 % ในช่วงกำลังเติบโตให้บำรุงด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ และให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสกับโปรแตสเซียมในช่วงที่เริ่มให้ดอก

หากนำหัวพันธุ์แช่ในห้องที่มีอุณหภูมิประมาณ 2 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 เดือน จะสามารถบังคับการออกดอกได้หลังจากปลูกประมาณ 80-90 วัน

โรคและแมลงที่สำคัญ
โรคเน่า-มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย โดยมีอาการเป็นเมือกใสๆ บริเวณโคนกาบใบ และมีกลิ่นเหม็น ป้องกันได้ด้วยใช้สารเคมีแคงเกอร์ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง หรือใช้เทอร์ราคลอซุปเปอร์เอ็กซ์ราด หากเกิดการระบาดมากขึ้น

หนอนและหอย-ป้องกันและกำจัดโดยใช้ยาฆ่าแมลงหรือเหยื่อพิษ

ระยะการเก็บเกี่ยว
ช่วงเวลาที่เหมาะสมควรเป็นช่วงเวลาเช้าหรือเย็น โดยใช้มีดที่คมและสะอาดตัดก้านดอกให้ชิดบริเวณโคนต้นเมื่อดอกบานได้ประมาณครึ่งช่อแล้ว ล้างเมือกบริเวณรอยตัดนำไปแช่น้ำทันที การเก็บรักษาในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำจะช่วยยืดอายุดอกได้นานขึ้น