ดอกเยอบีร่า

By -

ชื่อสามัญ : Gerbera , Barberton daisy
ชื่อวิทยาศาสตร์: Gerbera jamesonii
ชื่อวงศ์: Compositae

เยอบีร่ามีดอกที่สวยสดงดงามหลากหลายสี มักนิยมนำมาใช้ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน เพราะมีความทนทาน สวยสดใสอยู่ได้นานหลายวัน เยอบีร่าสามารถให้ดอกได้ตลอดทั้งปี ปลูกง่าย สามารถตัดดอกมาจำหน่ายได้ทุกฤดูกาล

เยอบีร่า จัดว่าเป็นไม้ดอกไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณค่า เพราะไม่เพียงแต่มีความสวยงามของดอกเท่านั้น แต่ยังสามารถปลูกไว้ในอาคารบ้านเรือนเพื่อช่วยดูดสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถิ่นกำเนิดของเยอบีร่าอยู่ที่อัฟริกาใต้ ต่อมาก็ได้แพร่ขยายพันธุ์ไปอีกในหลายๆ ประเทศ ที่นำเข้ามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์มีอยู่ 14 สายพันธุ์ ดอกมีความสวยสดใสหลากหลายสี มีทั้งดอกสีขาว สีเหลือง สีชมพู สีแดง สีส้ม สีบานเย็น สีครีม ซึ่งส่วนกลางดอกมักจะมีสีดำ ในประเทศไทยมีแหล่งที่ปลูกเยอบีร่ากันมากอยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก พิจิตร ขอนแก่น อุบลราชธานี สมุทรสาคร นนทบุรี ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เยอบีร่าเป็นพรรณไม้พุ่มทรงเตี้ย มีลำต้นใต้ดิน ตาจะติดอยู่กับลำต้นใต้ดิน ส่วนของใบและก้านก็จะงอกมาจากตาใต้ดินนั้น ลักษณะของใบหยักเป็นแฉก ใบจะไม่กางออกจนหมด โดยที่ขอบใบจะห่อตัวเข้าบริเวณเส้นกลางใบเล็กน้อย มีขนละเอียดขึ้นอยู่ทั่วไปบริเวณใบและก้านใบ

เยอบีร่าจะออกดอกแบบเดี่ยวๆ แต่ภายในดอกจะประกอบไปด้วยดอกย่อยที่อยู่บนฐานรองดอกเป็นจำนวนมาก ดอกย่อยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ดอกชั้นใน กับ ดอกชั้นนอก

ดอกชั้นใน
เป็นดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียหรือดอกสมบูรณ์เพศ ขึ้นเรียงกันอยู่รอบใจกลางของดอก ซึ่งส่วนใหญ่ดอกชั้นในจะมีเกสรตัวเมียที่เป็นหมัน

ดอกชั้นนอก
เป็นดอกที่มีเฉพาะเกสรตัวเมียเพียงอย่างเดียว

เยอบีร่ามีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์คือ
1. สายพันธุ์ไทย
ได้รับการพัฒนามาจากสายพันธุ์ดั้งเดิม สีสันไม่ค่อยสะดุดตานัก กลีบดอกมีลักษณะแคบยาวซ้อนลดหลั่นกันลงมา กลีบดอกของบางพันธุ์จะมีลักษณะเป็นฝอย ก้านดอกสั้นเล็ก ใบเล็ก เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของทางภาคกลาง ดอกไม่ค่อยมีความทนทาน เช่น พันธุ์ขาวจักรยาว ขาวจักรสั้น เหลืองถ่อ เหลืองพังสี บังหลวง มณฑาจำปา สุรเสน แดงลักแทง แดงดาเปิ่น

2. สายพันธุ์ยุโรป
ลักษณะของกลีบดอกจะกว้างเป็น 2-3 เท่าของสายพันธุ์ไทย กลีบดอกหนา เป็นดอกชั้นเดียว ซ้อนหรือกึ่งซ้อน ก้านดอกแข็งแรงมีขนาดใหญ่และยาว ขนาดของใบจะใหญ่กว่าสายพันธุ์ไทย ตรงใจกลางดอกจะเป็นสีเหลือง สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำขนาดใหญ่ดอกสวยสดทนทานอยู่ได้นาน ในตลาดโลกได้แบ่งย่อยเยอบีร่าสายพันธุ์ยุโรปตามการซื้อขายดังนี้

พันธุ์ดอกชั้นเดียว
เช่น พันธุ์เออบานัสเทอร่าเฟม ดอกสีเหลือง
พันธุ์แปซิฟิก ดอกสีชมพู
พันธุ์เซมิน่า ดอกสีแดง
ปัจจุบันเยอบีร่าประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงมาก มีกลีบดอกชั้นเดียว ลักษณะของกลีบดอกจะกว้าง ป้อม และหนา

พันธุ์ดอกซ้อนและกึ่งซ้อน
เช่น พันธุ์วิเซิด ดอกสีชมพู แดง/ขาว
พันธุ์ฟิกาโร ดอกสีชมพู
พันธุ์เทอร่าสปิริท ดอกสีแสดแดง
พันธุ์อิมพาล่า ดอกสีขาว
ลักษณะของกลีบดอกชนิดนี้จะมีหลายชั้น

พันธุ์ไส้ดำ
ดอกชนิดนี้กลีบดอกตรงกลางจะเป็นสีดำ เช่น
พันธุ์เออบานัส ดอกสีทองแดง
พันธุ์แพนเทอร์ ดอกสีแดง
พันธุ์ริจิลิโอ ดอกสีแดง
พันธุ์เล็บเพิด ดอกสีเหลือง
พันธุ์ฟลามิงโก ดอกสีชมพู

3. สายพันธุ์อเมริกาและออสเตรเลีย
ความทนทานของดอกสายพันธุ์นี้จะมีน้อยกว่าพันธุ์ยุโรป กลีบดอกมีลักษณะยาวแคบ ก้านดอกเล็กยาว มีขนาดของใจกลางดอกที่เล็ก

พันธุ์เยอบีร่าที่ควรนำมาปลูก
1. มีขนาดของดอกตั้งแต่ 10-15 เซนติเมตร
2. มีกลีบดอกที่หนา ไส้กลางดอกมีขนาดใหญ่ เมื่อดอกบานเต็มที่ปลายดอกจะทำมุม 180 องศา และไม่งอกลับหลัง
3. มีความทนทาน สีสันสดใส ไม่ซีดง่าย
4. มีเส้นผ่าศูนย์กลางของก้านดอกใหญ่เกิน 0.6 เซนติเมตร มีลักษณะที่ตรง ยาว และแข็งแรง
5. ใน 1 ปี ควรให้ผลผลิตได้มากกว่า 40 ดอก/ต้น
6. สามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมได้ดี มีความต้านทานต่อโรคและแมลง

วิธีการขยายพันธุ์เยอบีร่า
เพาะเมล็ด
เมล็ดของเยอบีร่ามีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ลักษณะจะโค้งงอคล้ายเคียว วัสดุที่ใช้ในการเพาะเมล็ดมี กระบะพลาสติกรองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วนำขุยมะพร้าวและทรายหยาบมาผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน ใส่ลงในกระบะที่เตรียมไว้โดยเกลี่ยหน้าดินให้เสมอกัน ทำร่องไม้ในกระบะตามแนวขวาง มีระยะห่างกันประมาณ 1 นิ้ว วางเมล็ดที่จะใช้เพาะลงไปแล้วใช้วัสดุในการเพาะกลบอีกที รดน้ำให้พอชุ่ม เมล็ดที่เพาะก็จะงอกขึ้นมาภายใน 3-5 วัน การที่จะย้ายต้นกล้าลงถุงชำได้ต้องมีใบจริงงอกออกมาประมาณ 2-3 ใบก่อน ส่วนผสมในถุงชำก็มี ดินร่วน ปุ๋ยคอก แกลบ ขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน เมื่อย้ายต้นกล้าลงถุงชำแล้วต้องนำไปวางไว้ในที่ที่มีแสงแดดอ่อนๆ ก่อนที่จะย้ายลงแปลงปลูกได้ต้นกล้าต้องมีอายุประมาณ 2.5-3 เดือนไปแล้ว และจะเริ่มให้ดอกเมื่ออายุประมาณ 4-4.5 เดือน การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้มักจะใช้เพื่อเป็นการปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น

แยกหน่อ
วิธีนี้ทำได้ง่ายและสะดวก จึงนิยมทำกันมาก โดยการขุดต้นเยอบีร่าที่มีอายุเกิน 7 เดือนไปแล้วขึ้นมาทั้งกอ นำไปล้างดินออกก่อนทำการแยกหน่อ ซึ่งในแต่ละหน่อที่แยกออกมาควรมียอดอยู่ 1 ยอดเป็นอย่างน้อย มีรากไม่ต่ำไปกว่า 3 ราก มีใบประมาณ 4-5 ใบ เพื่อลดการคายน้ำจึงควรตัดใบและรากออกเสียครึ่งหนึ่ง แล้วนำไปชำในกระบะเพาะชำที่เตรียมทรายและขุยมะพร้าวไว้พร้อมแล้วในอัตราส่วนที่เท่ากัน ยอดของพืชอาจเน่าได้ง่ายถ้ากลบดินไว้ เมื่อชำเรียบร้อยแล้วให้นำไปวางไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และทำการย้ายลงแปลงปลูกเมื่อมีอายุได้ประมาณ 4-5 สัปดาห์

ชำยอด
การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้หากไม่มีความชำนาญพออาจทำให้ต้นที่ชำเน่าเสียได้ง่าย แต่จำนวนต้นที่ได้จะมากกว่าการแยกหน่อ มีวิธีการคือ ขุดเยอบีร่าขึ้นมาทั้งกอ นำไปล้างน้ำให้สะอาด ตัดใบออกให้เหลือก้านใบประมาณ 5 เซนติเมตร กระตุ้นให้เกิดตาข้างขึ้นมาด้วยการตัดยอดออก แล้วนำไปชำในกระบะที่เตรียมไว้ เมื่อลำต้นแตกยอดอ่อนก็ให้ตัดไปจุ่มฮอร์โมนเร่งราก นำไปชำจนมีรากงอกออกมา แล้วจึงทำการย้ายปลูกต่อไป

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้จะได้ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ ต้นที่ได้มีความแข็งแรง ปลอดจากโรค ใช้เวลาสั้น และได้ต้นพันธุ์เป็นจำนวนมาก เยอบีร่าจะให้ดอกในประมาณ 6 เดือนหลังจากนำต้นลงปลูก เป็นวิธีที่นิยมทำเพื่อการค้า

การดูแลรักษา
หากบริเวณที่ปลูกมีปริมาณแสงแดดจัดมาก โรงเรือนที่ใช้ปลูกเยอบีร่าควรมีความสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 เมตร ก้านดอกจะยาวและดอกจะมีสีสันสดสวยเมื่อใช้ซาแรนเป็นหลังคาพลางแสงประมาณ 50% ควรใช้พลาสติกใสคลุมหลังคาในฤดูฝนเพื่อป้องกันการเกิดโรค และให้ดอกยังคงมีคุณภาพที่ดี

ควรมีความชื้นของแปลงปลูกอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเยอบีร่าตั้งตัวได้ดีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังแตกรากใหม่ ควรพรวนดินเพื่อทำให้ดินโปร่งและกำจัดวัชพืชไปพร้อมๆ กัน และควรระวังการขาดของรากด้วย

ทำให้ดินเก็บความชื้นเอาไว้ได้นาน ป้องกันหน้าดินแน่น ป้องกันการกระเด็นของดินมาถูกใบขณะที่รดน้ำได้ ด้วยการจัดหาวัสดุมาคลุมแปลงไว้ เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่ว แกลบผุ หรือวัสดุอื่นๆ ที่เหมาะสม

เมื่อเยอบีร่าเจริญเติบโตแตกกอให้ดอกแล้ว ก็ควรตัดแต่งพุ่มไม่ให้แน่นเกินไป โดยให้มีใบเหลืออยู่ประมาณ 20-25 ใบ/ต้น ซึ่งการตัดใบแก่ที่เหี่ยวแห้งหรือที่เป็นโรคออกทิ้งก็ทำไปตามปกติ

ในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกควรให้น้ำแบบสปริงเกอร์กับเยอบีร่า และให้แบบหยดในเวลาต่อมาเพื่อไม่ให้ใบและดอกเปียกน้ำและยังทำให้ได้ตามอย่างสม่ำเสมออีกด้วย ดอกเยอบีร่ามักจะเปราะ แตก และหักได้ง่าย หากได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอและเพียงพอ

ในช่วงที่เยอบีร่าเริ่มแตกใบใหม่จนถึงระยะที่มีดอกแรก ให้ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 ในอัตรา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วันร่วมกันธาตุรอง และให้ใช้ปุ๋ยสูตร 10-52-17 ในอัตรา 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ทุก 15 วันหลังจากช่วงที่ออกดอกแล้ว โดยรดสลับกับปุ๋ยยูเรีย

การเก็บเกี่ยว
ในระยะที่เกสรตัวผู้บานได้ประมาณ 1-2 วงแล้ว ก็ให้ทำการเก็บเกี่ยวได้ ส่วนใหญ่มักเก็บเกี่ยวกันในช่วงเช้าหรือบ่าย เนื้อเยื่อที่แข็งบริเวณโคนก้านดอกสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของดอกได้ ในการเก็บเกี่ยวจึงควรจับที่ก้านดอกเข้ามาหาตัวแล้วกระตุกขึ้น ให้ตัดปลายก้านที่แข็งออกประมาณ 2 เซนติเมตรแล้วให้รีบนำไปแช่น้ำสะอาดที่มีส่วนผสมของสารฟอกผ้าขาว ในอัตราส่วน 7 ซีซี./น้ำ 1 ลิตร เพื่อให้สามารถดูดน้ำได้ดีขึ้น จากนั้นก็นำไปบรรจุหีบห่อต่อไป