ดอกแอสเตอร์

By -

แอสเตอร์

ชื่อสามัญ  Aster

ชื่อวิทยาศาสตร์  Aster ericcoides

ชื่ออื่นๆ  ดอกกระดาษ  ดอกบานไม่รู้โรยฝรั่ง

ชื่อวงศ์  COMPOSITAE (LASTERACEAE)

แอสเตอร์เป็นไม้พื้นเมืองของญี่ปุ่นและจีน ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก รากเป็นระบบรากแก้ว ต้นสูงประมาณ 8-24 นิ้ว ใบเดี่ยวรูปไข่หรือรูปช้อนเรียงสลับ ปลายใบแหลม ขอบใบจัก คล้ายปีกแคบๆ ติดอยู่ โคนใบสอบติดก้านใบ ขนาดใบกว้าง 2-4 ซม. ยาว 3-6 ซม. สีเขียว ออกดอกเดี่ยวตรงส่วนยอดของลำต้น มีหลายสี เช่น ขาว ครีม เหลือง ชมพู แดง ม่วง น้ำเงิน กลางดอกเป็นสีเหลือง แต่พันธุ์ดั้งเดิมมีสีขาวและสีม่วงอ่อน กลีบชั้นเดียว ปัจจุบันดอกมีหลายรูปแบบ กลีบดอกซ้อนหนา สีสันสวยงาม เพราะเป็นพันธุ์ลูกผสม มีดอกชั้นนอกและชั้นใน รูปดอกเป็นวงกลม วงในกลีบเล็กกว่าวงชั้นนอก กลีบดอกเป็นหลอด ดอกวงในเป็นดอกเพศเมีย ส่วนดอกวงนอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ

การขยายพันธุ์คือ เพาะเมล็ด แยกหน่อ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แต่ที่ได้ผลดีที่สุดคือ การเพาะเมล็ด แอสเตอร์ชอบความชื้นปานกลาง แดดจัด เติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี มีอินทรียวัตถุสูง

ความเป็นกรด-ด่างของดินปลูกประมาณ 6.5-7 แปลงปลูกกว้าง 1 เมตร ระยะปลูก 20×20 , 25×25 , 25×30 ซม. ใช้ปุ๋ยรองก้นหลุมสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปุ๋ยร็อคฟอสเฟส อัตรา 1 ช้อนชา ปุ๋ยคอก 1 กำมือ ควรย้ายปลูกในช่วงเย็น ไม่ควรให้น้ำมากเกินไปในระยะที่เป็นต้นกล้า และควรให้ชุ่มโชกหลังย้ายลงแปลงปลูก หรือลงกระถางแล้ว รดน้ำเพียงวันละครั้งในตอนเช้า ไม่ควรรดให้โดนดอก เพราะจะทำให้เน่าและเป็นโรคได้ง่าย ช่วงการปลูกที่เหมาะสมคือฤดูหนาว

ดอกแอสเตอร์จะบานเต็มที่ขนาด 4.5-8 ซม. ผลรูปไข่แบน ช่วงที่เหมาะในการเก็บเมล็ดพันธุ์คือปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไป อากาศเย็นทำให้ติดเมล็ดได้สูงขึ้น เมื่อปลูกครบ 60-90 วัน แอสเตอร์จะให้ดอก ซึ่งแล้วแต่ชนิดและพันธุ์ ควรตัดดอกที่บานกว่า 60% เพื่อจำหน่าย

โรคและแมลงรบกวน เช่น โรคโคนเน่า โรคเหี่ยวเฉา โรครากปม โรคดอกสีเขียว โรคราสนิม เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอนเจาะดอก