ดอกโฮยากับวิธีการปลูก

By -

ชื่อสามัญ Wax plant, Porcelain flower
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hoya camosa (L.f.) R.Br.
ชื่อวงศ์ Asclepiadceae
ชื่อพื้นเมือง นมตำเรีย นมมาเลีย(ภาคกลาง) เนื้อมะตอม(ภาคเหนือ)ดอกโฮยา

โฮยามีถิ่นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีนและฮ่องกง ปัจจุบันได้กระจายพันธุ์ครอบคลุมไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปออสเตรเลียตอนบน ซึ่งพบได้ทั่วโลกกว่า 200 ชนิด โดยไม่นับต้นที่กลายพันธุ์หรือลูกผสม บริเวณแนวเส้นศูนย์สูตรซึ่งเป็นเกาะในทะเลจีนใต้ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าฝนเขตร้อนคล้ายป่าดงดิบ และมีแสงส่องถึงสามารถพบพันธุ์ไม้ชนิดนี้ได้มากที่สุด ในแถบดินโดจีนสามารถพบได้ตามหุบเขาสูงที่เป็นป่าดิบเขาในเขตกึ่งร้อน ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ส่วนในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปทุกภาค

โฮยา เป็นไม้เลื้อยอิงอาศัย มีใบหนาคล้ายพืชอวบน้ำ มีรากคล้ายรากอากาศ สามารถทนแล้งได้ดี มียางสีขาวทุกส่วนของลำต้น แต่บางชนิดก็มีน้ำยางใสๆ

ใบ
อาจมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม รี หรือรูปหัวใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละชนิด ใบมักออกเป็นคู่แบบตรงกันข้าม แต่บางชนิดก็ออกใบซ้อนเหลื่อมกัน ส่วนผิวใบของบางชนิดก็หยาบคล้ายแผ่นหนัง หรือมีขนปกคลุมคล้ายกำมะหยี่

ดอก
ดอกมักออกเป็นช่อบริเวณข้อใบคล้ายซี่ร่มห้องลงมา เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีกลีบดอก 5 อัน กลีบเลี้ยง 5 อัน ก้านช่อดอกสามารถให้ดอกซ้ำได้หลายครั้งและมีอายุนานหลายปี กลีบดอกมีสีสวยสดใสและเป็นมันคล้ายขี้ผึ้ง กลีบดอกของบางชนิดจะมีขนปกคลุมอยู่คล้ายกำมะหยี่ และตรงกลางดอกเหนือเกสรเพศผู้จะมีลักษณะคล้ายมงกุฎ 5 แฉก ครอบอยู่ และระหว่างมงกุฎก็มีลักษณะคล้ายก้อนขี้ผึ้งวางอยู่ กลางมงกุฎจะมีเกสรเพศเมียอยู่จำนวน 1 อัน มักจะให้ดอกในช่วงปลายฤดูฝนไปถึงต้นฤดูหนาว ในเวลากลางคืนจะส่งกลิ่นหอมมาก

ผล
มีลักษณะเป็นฝักยาว เมื่อผลแก่ก็จะแห้งและแตกออก มีเมล็ดเล็กๆ อยู่ภายในมากมาย ที่เมล็ดจะมีขนยาวๆ ปกคลุมอยู่เพื่อช่วยให้ปลิวไปกระจายพันธุ์ในที่ที่เหมาะสม

การขยายพันธุ์
สามารถทำได้ด้วยวิธีการปักชำ ทาบกิ่ง และการเพาะเมล็ด

การปักชำ
เป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุด ทำได้โดยสังเกตกิ่งที่มีใบคู่สุดท้ายเจริญเต็มที่แล้ว และมีข้อใบติดอยู่ประมาณ 2-3 ข้อเป็นอย่างน้อย เป็นกิ่งที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป และมีความแข็งแรง ให้ตัดโคนที่ใช้ปักชำระหว่างข้อใบให้ยาวพอสมควรโดยใช้มีดที่สะอาดและคม หากใช้มือเด็ดหรือใช้กรรไกรอาจทำให้เกิดแผลช้ำจนเกิดการเน่าเมื่อนำไปปักชำได้ จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ดังกล่าวมาผึ่งลมไว้ประมาณ 1-2 วัน ก่อนนำไปปักชำ ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการปักชำต้องประกอบไปด้วย ทรายหยาบที่ล้างจนสะอาดแล้ว กับขุยมะพร้าวอย่างละเท่าๆ กัน แล้วใช้สารกำจัดเชื้อราผสมกับน้ำรดลงไปให้พอชุ่ม นำวัสดุที่เตรียมไว้ปักชำไปวางในที่ได้รับแสงรำไร ควรให้วัสดุชำชุ่มชื้นอยู่เสมอแต่ไม่ถึงกับแฉะ กิ่งที่ปักชำจะมีรากเกิดขึ้นหลังจากที่ปักชำได้ประมาณ 1 สัปดาห์ และให้ทำการย้ายปลูกต่อไปได้เมื่อตาใหม่เริ่มแตกที่บริเวณโคนของข้อใบแล้ว

การทาบกิ่ง
โฮยาบางชนิดมักอ่อนแอต่อสภาพอากาศ และออกรากได้ยากเมื่อใช้วิธีการปักชำ เช่น ชนิดที่มาจากเขตหนาว หรือชนิดใบด่าง ดังนั้น จึงควรใช้วิธีการทาบกิ่งแทน โดยใช้ต้นตอที่มีความแข็งแรงทนทาน จึงจะทำให้ได้ผลที่ดีกว่า

การเพาะเมล็ด
วิธีนี้จะนิยมทำกันในกรณีที่ต้องการผลิตพันธุ์ลูกผสมใหม่ๆ ถ้าเป็นการปลูกเลี้ยงทั่วไปก็มักไม่นิยมทำกัน เพราะมีการติดเมล็ดยาก และกว่าต้นจะโตจนให้ดอกได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี

สำหรับวัสดุที่ใช้ปลูกโฮยา อาจใช้วัสดุอย่างอื่นเพิ่มเติมจากที่กล่าวมาแล้วก็ได้ แต่ที่สำคัญคือ ต้องเก็บความชื้นได้ดี ไม่ยุบตัวเร็ว มีธาตุอาหารอย่างเพียงพอ และสามารถระบายอากาศและน้ำได้ดี เช่น รากเฟินชายผ้าสีดาสับ กาบมะพร้าวสับ หรืออาจใช้ถ่านทุบ แกลบสด เปลือกถั่วผสมเข้ากับดินที่มีจำหน่ายตามร้านทั่วไปก็ได้ แต่ดินผสมมักอุ้มน้ำไว้มากและยุบตัวเร็ว อาจเป็นสาเหตุทำให้รากเน่าเสียหายได้

การปลูกโฮยามักนิยมปลูกแบบไม้แขวน ไม้ดัดพันเป็นทรงพุ่ม หรือจะปลูกให้เลื้อยพันไปตามซุ้มประตู หรือรั้วบ้านก็ได้ ภาชนะที่ใช้ปลูกควรเป็นภาชนะก้นตื้น เพราะรากจะดูดซึมอาหารอยู่ในระดับผิวดิน ควรให้น้ำวันละครั้งหรือเมื่อวัสดุปลูกเกือบแห้ง ไม่ควรรดน้ำจนแฉะเกินไป และควรให้ได้รับแสงแดดในช่วงครึ่งวันเช้า

การใส่ปุ๋ย
ใช้ปุ๋ยชนิดเม็ด หรือชนิดละลายน้ำที่มีธาตุไนโตรเจน(N) แบบเดียวกับที่ให้กล้วยไม้ และให้ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัส(P)อยู่สูงเพื่อเป็นการเร่งดอกเมื่อต้นสมบูรณ์ดีแล้ว

โรคที่มักเกิดกับโฮยาคือ โรครากเน่า ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้วัสดุปลูกไม่เหมาะสม หรือมีการให้น้ำมากจนเกินไป หากสังเกตเห็นใบใกล้โคนมีสีเหลืองและหลุดร่วง หรือยอดเหี่ยว ก็ให้ตัดยอดเหนือกิ่งเน่ามาทำการปักชำใหม่

ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง มักทำให้ยอดหรือช่อดอกเหี่ยวแห้ง และยังพบหนอนผีเสื้อที่กัดกินยอดอ่อนได้บ้างไม่มากนัก

แต่เดิมนั้นคนไทยรู้จักโฮย่าเพียงไม่กี่ชนิด แต่ปัจจุบันได้เพิ่มความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่สวยงาม มีความหลากหลายทั้งในด้านรูปร่าง สีสัน ขนาดของดอก และกลิ่นที่แตกต่างกัน สามารถปลูกเลี้ยงได้ง่ายในทุกสภาพของพื้นที่ ขยายพันธุ์ง่าย โตเร็ว ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี สามารถปลูกเลี้ยงเพื่อเป็นการสะสมได้เนื่องจากมีอยู่ไม่มากชนิดจนเกินไป และไม่ค่อยมีการกลายพันธุ์เนื่องจากผสมเทียมได้ยาก