ดอกไม้ประจำชาติของสหรัฐอเมริกา

By -

สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ของประเทศประมาณ 3,787,319 ไมล์ ประกอบไปด้วย 50 รัฐ มีเมืองหลวงชื่อ Washington D.C มีอยู่ 48 รัฐที่มีเนื้อที่ติดต่อกัน ส่วนรัฐ Alaska จะอยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา และรัฐฮาวาย จะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ในจำนวน 50 รัฐนี้ รัฐที่ใหญ่ที่สุดก็คือ อลาสก้า รองลงมาเป็นรัฐที่อยู่ทางใต้ของประเทศ นั่นก็คือ รัฐเท็กซัส ทางด้านทิศเหนือจะติดต่อกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศเม็กซิโก ทิศตะวันออกติดชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และทิศตะวันตกจรดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

ประเทศสหรัฐอเมริกา มีภูมิประเทศกว้างขวาง จึงทำให้มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันไป ชาวอเมริกันจะรักอิสระในการเรียนรู้เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ กลุ่มเยาวชนจะมีรายได้เสริมจากการทำงานนอกเวลา เมื่อถึงวัยเกษียณอายุชาวอเมริกันจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบของสวัสดิการทางสังคม

สภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาบางส่วนอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจหนาวเย็นจนติดลบ 40 องศา หรือร้อนกว่า 45 องศาเหมือนทะเลทราย อาจมีแผ่นดินไหว พายุ ไฟป่า หรือหิมะถล่ม อากาศในฤดูหนาวและฤดูร้อนของแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ส่วนฤดูหนาวในแถบตะวันตกก็จะคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิคือ ไม่เย็นจัดมากนัก มีฤดูกาลอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ฤดู คือ
ฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง ประมาณเดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้ผลิ อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม

ประชาชนส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกาจะนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ รองลงมาคือ ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ศาสนายิว และศาสนาอื่นๆ ตามลำดับ
ภาษาที่ใช้ในราชการคือ ภาษาอังกฤษ สกุลเงินที่ใช้คือ ดอลลาร์สหรัฐ US dollar (USD)

ดอกไม้ประจำชาติของสหรัฐอเมริกา คือ กุหลาบกุหลาบแดง
ชื่ออังกฤษ: rose,
ชื่อวิทยาศาสตร์: Rosa hybrids

กุหลาบมีต้นกำเนิดมาจากทวีปเอเชีย เป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกอีกชนิดหนึ่ง มักปลูกไว้เพื่อความสวยงามของอาคารบ้านเรือน ใช้ดอกประดับตกแต่งในโอกาสต่างๆ ปลูกเป็นอาชีพ โดยมีการตัดดอกขาย เพื่อนำไปสกัดเป็นน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆหรืออาจเพาะพันธุ์ต้นขายก็ได้ ประเทศที่ปลูกกุหลาบเป็นรายใหญ่ของโลก ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น

คำว่า กุหลาบ มาจากภาษาฮินดี ที่อ่านว่า กุ-ลาพ ซึ่งในภาษาเปอร์เซียจะแปลว่า สีแดง คนไทยมักเรียกกันว่า คุ-ลาพ และกลายมาเป็นคำว่า กุหลาบในปัจจุบัน

พื้นที่ปลูกกุหลาบของประเทศไทยในปัจจุบันจะกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5,500 ไร่ มีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น

พื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตกุหลาบในประเทศไทยต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 800 เมตร จึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง หากปลูกในที่ราบจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเฉพาะในช่วงหน้าหนาวเท่านั้น

การจำแนกกุหลาบสามารถทำได้หลายลักษณะ เช่น จำแนกตามความเจริญเติบโต ขนาดของดอก สีของดอก ลักษณะของดอก และความสูงของต้น แต่ในส่วนของกุหลาบตัดดอกที่ทำกันเป็นการค้าในตลาดโลกจะจำแนกได้ดังนี้

1. กุหลาบดอกใหญ่ หรือ กุหลาบก้านยาว (large flowered or long stemmed roses)
ประเภทนี้จะมีดอกใหญ่ ก้านยาว มีอายุในการปักแจกันสั้น ให้ผลผลิตประมาณ 100-150 ดอก/ตรม./ปี ประเทศที่นิยมกุหลาบชนิดนี้คือ สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น ซิมบับเว โมร๊อกโก ฝรั่งเศส และ อิตาลี สายพันธุ์ที่นิยมกัน ได้แก่ พันธุ์ เวก้า (Vega: แดง) , มาดาม เดลบา (Madam Delbard) , วีซ่า (Visa: แดง) , โรเท โรเซ (Rote Rose: แดง) , คารล์ เรด (Carl Red: แดง) , โซเนีย (Sonia: ชมพูส้ม) , เฟิร์สเรด (First Red: แดง) , โพรฟิตา (Prophyta: ปูนแห้ง) , บิอังกา (Bianca: ขาว) , โนเบลส (Noblesse: ชมพูส้ม) และ แกรนด์ กาลา (Grand Gala: แดง) เป็นต้น

2. กุหลาบดอกกลาง หรือ กุหลาบก้านขนาดกลาง (medium flowered or medium stemmed roses)
เป็นชนิดที่มีอายุในการปักแจกันได้ยาวนาน ทนต่อการขนส่งได้ดี ให้ผลผลิตสูงประมาณ 150-220 ดอก/ตรม./ปี มีดอกขนาดกลาง ก้านยาวประมาณ 40-60 ซม. ประเทศที่นิยมปลูกกุหลาบชนิดนี้คือ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี อิสราเอล ซิมบับเว เคนยา ส่วนพันธุ์ที่นิยมปลูกกัน ได้แก่ พันธุ์ ซาช่า (Sacha: แดง) , เมอร์ซิเดส (Mercedes: แดง) , เกเบรียล (Gabrielle: แดงสด) , คิสส์ (Kiss: ชมพู) , โกลเด้นทาม (Goldentime: เหลือง) , ซาฟารี (Safari: ส้ม) และ ซูวีเนีย (Souvenir: ม่วง) เป็นต้น

3. กุหลาบดอกเล็ก หรือ กุหลาบก้านสั้น (small flowered or short stemmed roses)
ในประเทศเยอรมนี และเนเธอแลนด์ กุหลาบชนิดนี้จะได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีอายุในการปักแจกันที่ยาวนาน ทนต่อการขนส่งได้ดี ให้ผลผลิตสูงประมาณ 220-350 ดอก/ตรม./ปี ก้านมีความยาวประมาณ 30-50 ซม. พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พันธุ์ ฟริสโก (Frisco:เหลือง) , เอสกิโม (Escimo: ขาว) , โมเทรีย (Motrea: แดง) , เซอไพรซ์ (Surprise: ชมพู) , และ แลมบาด้า (Lambada: แสด) เป็นต้น

4. กุหลาบดอกช่อ (spray roses)
เป็นกุหลาบชนิดใหม่ ในช่อหนึ่งๆ มักจะมีประมาณ 4-5 ดอก มีก้านยาวประมาณ 40-70 ซม. ให้ผลผลิตต่ำประมาณ 120-160 ดอก/ตรม./ปี พันธุ์ ที่นิยมปลูก ได้แก่ เอวีลีน (Evelien: ชมพู) เดียดีม (Diadeem: ชมพู) และ นิกิต้า (Nikita: แดง) เป็นต้น ตลาดของกุหลาบชนิดนี้มีค่อนข้างจำกัด

5. กุหลาบหนู (miniature roses)
ดอกมีขนาดเล็ก ความทรงพุ่มสูงไม่เกิน 1 ฟุต ก้านดอกยาวประมาณ 20-30 ซม. ให้ผลผลิตสูงประมาณ 450-550 ดอก/ตรม./ปี ประเทศที่ต้องการกุหลาบชนิดนี้คือ ญี่ปุ่น แอฟริกา และอิตาลี
การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมีข้อพิจารณาดังนี้
มีผลผลิตสูง มีอายุการปักแจกันนาน สามารถดูดน้ำได้ดี ไม่มีหนามหรือหนามน้อย กุหลาบสีแดงเป็นที่ต้องการอันดับแรกของตลาด รองลงมาคือ สีชมพู สีอ่อน หรือสองสีในดอกเดียวกัน มีกลิ่นหอม ทนทาน และต้านทานโรคได้ดี

การขยายพันธุ์กุหลาบ
ทำได้ด้วยการตัดชำ การตอน การติดตา และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เกษตรกรมักนิยมติดตากุหลาบพันธุ์ดีกับต้นตอของกุหลาบป่า เพื่อให้ได้กุหลาบที่มีระบบรากที่แข็งแรง และให้ผลผลิตสูง

พื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกกุหลาบต้องมีความเป็นกรดเล็กน้อย หรือมีค่า พีเอช ประมาณ 6-6.5 ดินสามารถระบายน้ำได้ดี ในแต่ละวันต้องได้รับแสงอย่างน้อย 6 ชม. อุณหภูมิที่ได้รับในตอนกลางคืนควรอยู่ที่ 15-18 องศาเซลเซียส และกลางวันควรอยู่ที่ 20-25 องศาเซลเซียส ถ้าความเข้มของแสงมาก และช่วงวันยาวกุหลาบจะให้ผลผลิตสูง และดอกมีคุณภาพดี

ระหว่างแถวปลูกควรให้น้ำระบบน้ำหยด หรือใช้หัวพ่นน้ำ ในอัตรา 6-7 ลิตร/ตร.ม./ วัน หรือ 49 ลิตร/ตร.ม./สัปดาห์ อาจให้ 2-3 วันต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพการอุ้มน้ำของดิน
ก่อนปลูกควรให้ปุ๋ยที่ผสมกับเครื่องปลูกก่อนการปลูกพืช ส่วนระหว่างที่พืชกำลังเจริญเติบโตควรให้ธาตุไนโตรเจน และโปแตสเซียมพร้อมกับการให้น้ำ

เมื่อกุหลาบเริ่มติดตา ให้ทำการเด็ดยอดส่วนเหนือใบสมบูรณ์ใบที่สองจากยอด เพื่อให้ใบมีการสะสมอาหาร สร้างกิ่ง และให้มีดอกขนาดใหญ่ ซึ่งต้องทำอยู่ประมาณ 2-3 เดือน

การตัดแต่งกิ่ง จะรักษาใบไว้กับต้นให้มากที่สุด เพื่อให้ได้กิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลรักษา และให้ได้รับแสงอย่างเพียงพอ ทรงพุ่มกุหลาบควรมีความโปร่ง และไม่สูงมากเกินไป เป็นการกระตุ้นให้เกิดกิ่งกระโดงอีกด้วย

โรคของกุหลาบ
โรคราน้ำค้าง (Downey mildew)
โรคราแป้ง (Powdery mildew)
โรคใบจุดสีดำ (black spot: Diplocarpon rosae)
โรคราสีเทา (botrytis: Botryotinia fuckeliana syn. Botrytis cinerea)
โรคกิ่งแห้งตาย (die back)

แมลงศัตรูกุหลาบ
ไรแดง (Spider mite)
เพลี้ยไฟ (Thrips)
หนอนเจาะสมอฝ้าย (Heliothis armigera)
หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหนังเหนียว (onion cutworm: Spodoptera exigua)
ด้วงกุหลาบ (rose beetle: Adoretus compressus)
เพลี้ยหอย (scale insect: Aulucaspis rosae)
เพลี้ยอ่อน (aphids: Macrosiphum rosae และ Myzaphis rosarum)

ในการเก็บเกี่ยวกุหลาบ ขณะที่ดอกกำลังตูมอยู่ หรือเมื่อกลีบดอกเริ่มแย้มจะเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด หากตัดในขณะที่ดอกยังอ่อนเกินไปก็จะทำให้ไม่บาน