ดอกไม้ประจำชาติโปรตุเกส

By -

ประเทศโปรตุเกส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปยุโรป มีอาณาเขตของประเทศทางทิศเหนือติดกับประเทศสเปน ส่วนทางทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก

โปรตุเกสมีพี้นที่ของประเทศประมาณ 92,072 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่ในประเทศประมาณ 11 ล้านคน มีเมืองหลวงชื่อ กรุงลิสบอน(Lisbon) มีเมืองสำคัญคือ เมือง ปอร์โต(Proto) โคอิมบรา(Coimbra) เซตูบาล(Satubal) และฟาโร(Faro) ภาษาที่ใช้ในราชการคือ ภาษาโปรตุเกส ส่วนในเมืองสำคัญและตามสถานที่ท่องเที่ยวอาจมีการใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสกันบ้าง สกุลเงินที่ใช้คือ เอสคูโด(Escudo)

โปรตุเกสเป็นประเทศที่สวยงาม มีอากาศอบอุ่น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ทางภาคใต้ของโปรตุเกสมีอากาศอบอุ่นตลอดปี อุณหภูมิระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายนเฉลี่ยอยู่ที่ 28-36 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ร้อนจัดแล้ว ในฤดูหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ย 0-12 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่เดือนตุลาคม-มีนาคม ส่วนในฤดูใบไม้ผลิจะมีอุณหภูมิเฉลี่ย 10-18 องศาเซลเซียส จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม

ดอกไม้ประจำชาติของโปรตุเกสคือ ดอกลาเวนเดอร์ ดอกลาเวนเดอร์

คำว่า “ลาเวนเดอร์”มีที่มาจากภาษาลาติน “lavare” หมายถึง “ชำระล้าง” ซึ่งคนชาวกรีก เปอร์เซียน และโรมัน ในสมัยก่อน มักนิยมใช้พืชชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายเพื่อป้องกันโรคระบาดและโรคติดต่อ โดยการนำกิ่งของลาเวนเดอร์มาเผาไฟ ส่วนหญิงชาวฝรั่งเศสก็มักเอาดอกลาเวนเดอร์แช่ไว้ในอ่างอาบน้ำ หรือเพื่อให้ผ้ามีกลิ่นหอมและป้องกันแมลงโดยการนำดอกลาเวนเดอร์ไปใส่ไว้ในตู้หรือตะกร้าผ้า

ลาเวนเดอร์ เป็นพืชในตระกูล “Lamiaceae” แต่สำหรับดอกลาเวนเดอร์แท้สายพันธุ์ Lavandula Angustifolia และ Lavandula Stoechas 2 สายพันธุ์นี้จะให้เอสเซนเชี่ยลออยล์ที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะได้มากจากการปลูกหรือขึ้นมาเองตามแหล่งธรรมชาติก็ตาม ซึ่งมักนำมาใช้ในการผลิตน้ำหอม หรือใช้ในศาสตร์บำบัดต่างๆ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

ดอกลาเวนเดอร์จะมีกลีบดอกสีม่วงเข้ม โดยที่ช่อดอกจะชูขึ้นมา ในพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 800-1,200 เมตร จะสามารถเจริญเติบโตได้ดี ลาเวนเดอร์ชอบอากาศที่หนาวเย็น แต่รากของลาเวนเดอร์ไม่ชอบความชื้นนานๆ จึงควรปลูกในดินหรือวัสดุปลูกที่มีความร่วนซุยระบายน้ำได้ดี และเร็ว ค่าพีเอชของดินควรอยู่ที่ประมาณ 6-7 ดินที่ใช้ปลูกควรมีความสมบูรณ์ในระดับต่ำ มีความเป็นด่าง หรือมีปริมาณปูน หรือโดโลไมท์สูง จึงจะทำให้ลาเวนเดอร์เติบโตได้ดีมีคุณภาพ ไม่ควรใส่ปุ๋ยคอกมากเกินไป ส่วนปุ๋ยเคมีที่ใช้ให้ใช้สูตรเสมอทั่วไปในอัตราต้นละ 3-4 กรัม ควรให้ทุกๆ 15-20 วัน

การขยายพันธุ์ลาเวนเดอร์สามารถทำได้ 2 วิธีคือ การปักชำ และการเพาะเมล็ด ในส่วนของการปักชำมักให้ดอกในเวลาประมาณ 3-4 เดือน ส่วนการเพาะเมล็ดนั้นอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือน ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 แบบละลายช้าถ้าเป็นการปลูกในกระถาง ระบบรากอาจถูกทำลายจากการพรวนดินรอบๆ ต้นได้ จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะนอกจากจะทำให้เติบโตช้าแล้วยังอาจทำให้มีเชื้อราเข้าทำลายได้อีกด้วย หากมีวัชพืชอยู่รอบๆ ต้นของลาเวนเดอร์ก็ควรกำจัดออกไปให้หมด

การเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนกรกฏาคม-ปลายเดือนสิงหาคม จะทำให้ได้ดอกลาเวนเดอร์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งในแต่ละพื้นที่อาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความชื้นของสภาพอากาศและระดับความสูง ในกระบวนการผลิตเอสเซนเชี่ยลออยล์ของดอกลาเวนเดอร์จะมีความสูงเป็นปัจจัยหลัก เพราะในระดับที่มีความสูงมากๆ มักจะได้เอสเซนเชี่ยลออยส์ในปริมาณมาก

เอสเซนเชียลออยล์จากดอกลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการผ่อนคลาย ระงับประสาท และความตึงเครียด ทำให้หลับสบาย สามารถฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผลเล็กๆ ได้ อาการเจ็บคอและอาการเกี่ยวกับหลอดลมจะดีขึ้นแค่เพียงได้สูดดมเข้าไป เมื่อนำมาผสมน้ำอาบก็สามารถฆ่าเชื้อ รักษาอาการระคายเคือง อาการพุพอง และรักษาบาดแผลที่ผิวหนังได้ และยังช่วยต่อต้านการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อได้ด้วย ก่อนเข้านอนเพียงหยดลาเวนเดอร์เอสเซนเชี่ยลออยล์ 2-3 หยดลงบนหมอน ก็จะช่วยให้หลับได้อย่างสบาย