บัว:ดอกไม้ประจำชาติของอินเดีย

By -

ประเทศอินเดียมีอาณาเขตกว้างใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ซึ่งมีพื้นที่ถึง 3.3 บ้านตารางกิโลเมตร อาณาเขตในทางทิศเหนืออยู่ติดกับประเทศภูฏาน เนปาล และจีน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับประเทศอัฟกานิสถาน และปากีสถาน ทางทิศตะวันออกติดกับประเทศพม่า และบังคลาเทศ ส่วนทางทิศใต้จะอยู่ติดกับประเทศศรีลังกา เมืองหลวงชื่อ กรุงนิวเดลลี มีประชากรของประเทศประมาณ 1,049,700,188 ล้านคน ภาษาที่ใช้ในราชการเป็นภาษาอังกฤษ แต่ประชาชนส่วนใหญ่จะใช้ภาษาฮินดี ส่วนที่เหลือก็ใช้ภาษาท้องถิ่นอื่นๆ อีกมากมาย นับถือศาสนาฮินดูกันเป็นส่วนใหญ่ ใช้หน่วยเงินตราเป็น รูปีดอกบัว1

ลักษณะภูมิประเทศของอินเดียจะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นภูเขาใหญ่ เป็นที่ราบลุ่มของแม่น้ำคงและแม่น้ำสินธุ เป็นทะเลทราย ส่วนทางตอนใต้จะเป็นคาบสมุทร

หลังจากที่ท่านมหาตมะ คานธี ได้ใช้สันติวิธีในการต่อสู้ อินเดียก็ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 สีธงชาติของอินเดียมีอยู่ 3 สีเป็นแนวนอน คือ

สีเหลืองแสดจะอยู่ที่แถบบนสุด หมายถึง ความกล้าหาญ เสียสละ

สีขาวเป็นแถบกลาง หมายถึง ความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ และมีรูปวงล้อสีน้ำเงินอยู่ด้วย ซึ่งหมายถึง ธรรมจักรและกฎธรรมชาติ

สีเขียวเข้มเป็นแถบด้านล่างสุด หมายถึง ความศรัทธา และความอุดมสมบูรณ์

สัตว์ประจำชาติของอินเดียคือ สิงโต
นกประจำชาติคือ นกยูง
ต้นไม้ประจำชาติคือ ต้นบันยันทรี หรือต้นไทร
ดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกบัว
ผลไม้ประจำชาติคือ มะม่วง

ลักษณะภูมิอากาศในอินเดียมีอยู่ 3 ฤดูกาลคือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว

ดอกบัวซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของอินเดีย ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความมั่งคั่ง ความรู้ แสงสว่าง และการบรรลุผล
ดอกบัวมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า: Nelumbo nucifera
ชื่อวงศ์: NYMPHACACEAE
ชื่อสามัญ: Lotus, Sacred lotus, Egyptian
ชื่ออื่นๆ: บุณฑริก ปุณฑริก ปทุม ปัทมา โกกระณต สัตตบุษย์ บัวฉัตรขาว สัตตบงกช บัวฉัตรชมพู โช้ค บัวอุบล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลักษณะของลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้าใต้ดินและที่เป็นไหลเหนือดินใต้น้ำ และโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มีอายุอยู่ได้นานหลายปี มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชอบอยู่ในน้ำสะอาดที่มีความลึกพอสมควร ดอกจะเริ่มบานในตอนเช้า

ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ค่อนข้างกลม ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีขนาดประมาณ 15-40 เซนติเมตร ขอบใบและแผ่นใบเรียบหรืออาจมีคลื่นเล็กน้อย มีสีเขียวนวล ก้านใบมีลักษณะแข็ง กลม เรียว มีตุ่มหนามเล็กๆ ภายในก้านจะมีน้ำยางใสๆ และจะกลายเป็นสีคล้ำเมื่อถูกกับอากาศภายนอก

ดอก เป็นดอกขนาดใหญ่ ออกแบบเดี่ยวๆ มีกลีบเลี้ยงประมาณ 4-5 กลีบ มีทั้งแบบกลีบชั้นเดียวและกลีบซ้อน มีเกสรตัวผู้อยู่ที่บริเวณรอบฐานรองดอกจำนวนมากเพื่อหุ้มรังไข่ภายในไว้ ที่เรียกกันว่า “ฝักบัว” มีก้านดอกกลม อวบ สีเขียว ดอกที่บานเต็มที่จะมีความกว้างประมาณ 20-25 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีอยู่ด้วยกันหลายสี หลายสายพันธุ์

ฝัก/ผล ภายในฝักบัวจะประกอบไปด้วยผลย่อยรูปกลมรีจำนวนมาก เมล็ดของผลย่อยมีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร สามารถหลุดล่อนได้

มักขยายพันธุ์บัวโดยการแยกกอ หรือไหล

บัว สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ดอกมีกลิ่นหอม ใช้บูชาพระ หรือสามารถปลูกเป็นไม้ประดับในสระน้ำหรือในกระถางก็ได้ ส่วนของก้านดอกและก้านใบยังนำมาใช้ทำเป็นกระดาษ ใช้เส้นใยบัวมาทำเป็นไส้ตะเกียง เปลือกแห้งของเมล็ดและฝักแก่นำมาทำปุ๋ย หรือจะนำเมล็ด ราก ไหล สาย ใบอ่อนของบัวมาใช้ปรุงเป็นอาหาร หรือใช้เป็นส่วนผสมในยาสมุนไพร หรือเครื่องสำอางก็ได้

ในเมล็ดของบัวประกอบไปด้วยสารอาหารที่สำคัญและเป็นแหล่งรวมของธาตุอาหารอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะโปรตีนที่มีอยู่สูงกว่าข้าวถึง 3 เท่า สามารถรับประทานได้ทั้งสดและแห้ง หรือใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานต่างๆ ส่วนของรากบัวมักจะนำมาเชื่อมแห้งกินเป็นของหวาน ไหลของบัวทั้งสดและแห้งมักนิยมนำมาแกงหรือผัด ส่วนสายบัวก็มักจะนำมาทำเป็นแกงส้ม หรือแม้แต่ใบอ่อนของบัวก็ยังนำมาทำเป็นผักสดกินแกล้มกับน้ำพริกได้

สรรพคุณทางยาโบราณ
รากบัว
ใช้เป็นยาแก้ร้อนใน โดยนำไปต้มกับน้ำตาลกรวดใช้รับประทาน ชาวอินเดียมักระงับอาการท้องร่วงของเด็กด้วยการให้ดื่มน้ำรากบัว

สายบัว
ช่วยรักษาอาการท้องร่วง

ใบบัว
ใช้แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ โดยนำมาหั่นฝอย ชงกับน้ำร้อนใช้ดื่มแทนน้ำชา

เกสรบัว
เกสรบัวส่วนที่เป็นสีเหลือง สามารถนำมาปรุงเป็นยาลม ยาหอม ยาบำรุงหัวใจ และยาขับปัสสาวะได้ทั้งที่เป็นเครื่องยาไทยและจีน

ดีบัว
หรือต้นอ่อนที่อยู่ภายในเมล็ด มีรสขมจัด สามารถนำมาทำเป็นยาใช้ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนไทยนิยมนำดอกบัวมาบูชาพระ เพราะเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามในพระพุทธศาสนา เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ ด้วยคุณสมบัติที่ชอบน้ำสะอาด ชูดอกที่สวยงามขึ้นเหนือน้ำ และยังมีกลิ่นหอมชื่นใจอีกต่างหาก